จอห์น เดอร์เด้น : เด็กรุ่นใหม่จะพา ‘ไทย’ ไปฟุตบอลโลก 2026?

จอห์น เดอร์เด้น คอลัมนิสต์ชาวออสซี่ จะมาวิเคราะห์ถึงภาพรวมในอนาคตของเหล่าดาวรุ่งที่ FFT เลือกเข้ามาติดชาร์ท “ความหวังอนาคต : 20 สุดยอดแข้งอายุต่ำกว่า 20 ปีแห่งอาเซียน” และความฝันของประเทศพวกเขากัน…

สำหรับนักเดินทาง ความสนุกที่สุดอย่างหนึ่งก็คงเป็นช่วงการวาดฝันและวางแผนก่อนออกเดิน เช่นเดียวกับ ฟุตบอล ที่บ่อยครั้งเรามักจะวาดฝันแทนทีมที่รักหรือนักเตะที่ชอบ โดยเฉพาะกับนักเตะดาวรุ่งกับ ความฝันประเภทอนาคตของพวกเขา

และหลังจากที่ FFT ปล่อยรายชื่อเหล่าเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงของแต่ละชาติใน อาเซียน ออกมาแล้ว ทำให้เราอยากจะมาพูดถึงพวกเขากันเพิ่มมากขึ้น

แน่นอนว่า เด็กๆที่เราเลือกมาล้วนมีพรสวรรค์และได้รับการจับตามองจากสื่อในประเทศของแต่ละคน

มันเป็นอะไรที่ชัดเจนมากๆเมื่อมีการประชุมหาแนวทางของฟุตบอลอาเซียนแบบที่ดีกว่าเมื่อครั้งอดีต

ทว่า ไม่มีหนทางใดโรยด้วยกลีบกุหลาบ ซึ่งหลังจากนี้ พวกเขาจะได้เจอกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆมากมายที่อาจจะมาทำลายชีวิตการเป็นนักเตะอาชีพ เหมือนอย่างที่เราเห็นตัวอย่างเยอะแยะทั้งในไทยและต่างประเทศ

และนี่คือช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อของเหล่าทีนเอจเหล่านี้

บางคนในรายชื่อของเราก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่แล้ว บ้างก็มีโอกาสติดทีมเยาวชนมาเรื่อยๆ บางส่วนก็เริ่มลงเล่นให้สโมสรต่อเนื่อง ขณะที่อีกหลายคนก็พยายามอย่างหนักเพื่อลงสนามเป็น 11 ตัวจริงให้จงได้

อิรฟาน อาหมัด เคยเล่นใน ยุโรป และ อเมริกาใต้ มาแล้ว

และมีหลายคนที่ทำได้ดีทั้งในระดับชาติและสโมสร

ตัวอย่างเช่น ฟาอิค โบลเกียห์ ที่ไม่ใช่แค่ติดทีมชาติบรูไนเท่านั้น แต่เขายังเป็นถึงกัปตันทีมชาติชุดใหญ่ที่อายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยวัยเพียง 18 ปี

ในวัยเดียวกัน ตอนนั้นพวกเราหลายคนกำลังทำอะไรกันอยู่บ้าง?

ปัจจุบัน ฟาอิค กำลังพยายามเบียดเข้าไปติดทีมสำรองของ เลสเตอร์ ซิตี้ ให้จงได้ ซึ่งด้วยความสัตย์จริง เราคงต้องยอมรับว่า การลงเล่นให้ “แชมป์แห่งเมืองผู้ดี” นั้นยากมากกว่าที่จะลงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดที่ตัวเองถือฐานะเชื้อสายราชวงศ์ อยู่มากพอสมควร

ทว่า นั่นไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน และ ดาวเตะวัย 18 ปีก็ควรจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อมาพัฒนาวงการลูกหนังในประเทศต่อไป

อีกรายที่น่าสนใจ คือ มาร์โก คาซามเบ ผู้ติดทีมชาติฟิลิปปินส์ชุดลุย เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งที่ผ่านมา พร้อมประเดิมสนามนัดแรกในเกมกับ ทีมชาติไทย ด้วย

โดย คาซามเบ ได้รับโอกาสเพราะว่ารุ่นพี่ในต้นสังกัด(โกลบอล เอฟซี)อย่าง ไดซูเกะ จซาโตะ ย้ายไป ยุโรป จนทำให้เขาได้ลงเล่นและแจ้งเกิดได้สำเร็จ

จะเห็นได้ชัดว่า โอกาส สำคัญกับชีวิตเหล่าเด็กๆเป็นอย่างมาก

ซึ่งต้องบอกว่า เยาวชนรุ่นใหม่นี้โชคดีกว่าพวกรุ่นพ่อ รุ่นพี่ของพวกเขาเยอะ เมื่อปัจจุบัน โอกาสที่จะได้ไปเล่นที่ต่างประเทศหรือลงเล่นในเกมระดับสูงมีเพิ่มขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่แม้ว่าคุณจะมีพรสวรรค์มากมาย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ออกไปเผชิญโลกกว้างเท่าไร

เด็กๆมากมายกำลังเติบโต

ซึ่งตอนนี้ หลายชาติในเอเชีย กำลังเป็นเป้าหมายใหญ่ของเหล่าดาวรุ่งจาก อาเซียน

เหมือนกับที่ สิทธิโชค ภาโส ได้เริ่มต้นความฝันใน ญี่ปุ่น กับ คาโงชิมา ยูไนเต็ด

ตอนนี้ ญี่ปุ่น, เกาหลี และ ออสเตรเลีย กำลังหันมาง้อแข้งจาก อาเซียน ขณะที่เชื่อว่าอีกไม่นาน จีน เองก็อาจจะหันมาเปิดตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน และนั่นทำให้หลายทีมในยุโรป เจอพวกเขาได้ง่ายกว่าเดิม

จากวันนี้ นักเตะในอาเซียนจะมีโอกาสไปลุย ยุโรป มากขึ้น ซึ่งชัดเจนว่า มันมีโอกาสมากกว่าสมัยก่อนเยอะ เพราะขนาดตำนานอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน แห่ง ไทย หรือ ม็อคตา ดาฮารี จาก มาเลเซีย ที่มีหลายทีมสนใจ ยังไม่สามารถทำให้ดีลต่างๆเกิดขึ้นจริงได้

ไทยไปไกลถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายของ เอเชีย แล้ว

หรือจะย้อนไปหลายสิบปีก่อนที่ ฟานดี้ อาหมัด เคยเจอกับความยากลำบากในต่างแดน โดยตอนนั้น ตำนานสิงคโปร์ ถูกโยงกับทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่าง อาแจกซ์ฯ ก่อนที่ เอฟซี โกรนิงเก้น จะคว้าตัวเขาไป ซึ่งก่อนจะออกเดินทางนั้น แฟนๆหลายร้อยคนมาส่งเขาที่สนามบินเลยทีเดียว

อนิจจา ทุกอย่างกลับตลาปัตรที่ฮอลแลนด์ เมื่อไม่มีใครสักคนมารอ ฟานดี้ ที่สนามบินอัมสเตอร์ดัม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ อินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ยังไม่แรงแบบนี้ จึงทำให้น้อยคนที่จะรู้ว่าเขาจะไปที่นั่น

ซึ่งแตกต่างจากตอนนี้ที่ อิรฟาน อาหมัด ลูกชายของเขา (และอยู่ในลิสต์ของเราด้วย) ไปฝึกที่ สเปน และ อเมริกาใต้ มากๆ

อีกเรื่องที่แน่นอนคือ ดาวรุ่งเหล่านี้ ล้วนเป็น “อนาคต” ของประเทศชาติทั้งสิ้น

มันไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยที่จะบอกว่าหากอนาคตสตาร์เหล่านี้ไม่ได้ลองลิ้มรสชาติเวทีระดับโลกมันคงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังแบบสุดๆ

อย่างในลิสต์ทั้งหมด เรามีแข้งไทยถึง 6 คน ซึ่งนอกจากพวกเขาจะเป็นหมายเลข 1 ภูมิภาคของในแง่คุณภาพแล้ว เรื่องการผลิตเยาวชนฝีเท้าดี ก็คือที่สุดของ อาเซียน เช่นกัน

ซึ่งเด็กรุ่นใหม่แห่งลุ่มแม้น้ำเจ้าพระยา จะมีอนาคตที่ไปได้ไกลกว่า ปิยะพงษ์ ทำได้หรือเคยฝันไว้ได้แน่นอน

และไม่แน่เหมือนกันว่า กลุ่มเด็กๆเหล่านี้ อาจจะก้าวไปเป็นตัวแทนประเทศชาติในการทำศึกฟุตบอลโลกในอีกไม่เกินสิบปีนี้ เพราะ ในปี 2026 ฟุตบอลโลก จะถูกเพิ่มเป็น 48 ทีมแล้ว

ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ดาวรุ่งทั้งหมดจะอยู่ในช่วงพีคที่สุดของพวกเขา และ ไทย อาจจะเป็นประเทศแรกใน อาเซียน ที่ได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์กีฬาที่เป็นที่ยอดนิยมมากที่สุดในโลก หากพวกเขายังรักษาผลงานและระดับของทีมเหมือนช่วงหลายปีมานี้ได้

ขณะที่ชาติอื่นๆอย่าง เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ นั้น ฟุตบอลโลกในอีก 9 ปีข้างหน้าอาจจะยังเร็วเกินไป ทว่าศึก เอเชียน คัพ ที่จะเพิ่มเป็น 24 ทีม(จาก 16 ทีม) ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาควรไขว่คว้ามาให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยมองไปที่เป้าใหญ่ต่อไป

ส่วน ลาว และ กัมพูชา ควรจะไปถึงการไปเล่นรอบสุดท้ายของศึก เอเชีย ให้จงได้ ซึ่งนั่นคือ ก้าวแรกของพวกเขา

เพราะตอนนี้ ทุกชาติในอาเซียน มีโอกาสที่จะทำความฝันให้เป็นความจริงได้มากกว่าเดิม

และน่าสนใจไม่น้อยที่เยาวชนรุ่นใหม่จะทำฝันไปได้ไกลขนาดไหน

ทั้งของตัวเองและประเทศชาติเลย…