จอห์น เดอร์เดน: เมื่อ 2 แข้งเอเชียต้องมาห้ำหั่นกันเพื่อแชมป์พรีเมียร์ลีก

ชินจิ โอคาซากิ และ ซน ฮึง มิน 2 ยอดนักเตะของ FFT จากการจัดอันดับ 50 นักเตะเอเชียยอดเยี่ยมเมื่อปี 2015 กำลังสร้างชื่อเสียงอันตราตรึงในยุโรปจากการฟอร์มอันห้าวหาญของพวกเขา จนอดไม่ได้ที่ จอห์น เดอร์เดน คอลัมนิสต์บอลเอเชียจะต้องเขียนถึงเรื่องนี้…

แม้ที่ผ่านมาจะมีช่วงเบรคทีมชาติที่ค่อนข้างวุ่นวาย แต่สำหรับทีมชาติเกาหลีใต้และญี่ปุ่นแล้วไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นมากนัก เพราะทั้งคู่ต่างผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือกรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2018 แบบแทบจะไม่ต้องสะบักสะบอมมากมายเลย

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าในสัปดาห์นี้คือการขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษที่มีตัวแทนจากโซลและโตเกียวขับเคี่ยวกัน โดย ซน ฮึง มิน อยู่กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ขณะที่ ชินจิ โอคาซากิ ค้าแข้งกับจ่าฝูงเลสเตอร์ ซิตี้ แม้นักเตะเอเชียจะเคยได้แชมป์นี้มาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีสตาร์จากตะวันออกมากกว่า 1 คนที่มีลุ้นแชมป์รายการใหญ่ของยุโรป

โดยเมื่อช่วงต้นปี ผมได้ถูกสถานีวิทยุในโตเกียวถามว่า หากโอคาซากิช่วยให้เลสเตอร์คว้าแชมป์ลีกได้น่าจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเตะญี่ปุ่นที่ค้าแข้งในต่างแดนเลยหรือไม่ และมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความสำเร็จที่เข้าขั้นโดดเด่นอยู่ 2 ครั้งด้วยกัน หนึ่งก็คือ ฮิเดโตชิ นากาตะ ที่ช่วยให้โรม่าคว้าแชมป์เซเรีย อา เมื่อปี 2001 โดยตำนานทีมชาติญี่ปุ่นทำประตูสุดสวยช่วยให้ต้นสังกัดคัมแบ็คจากการที่ตามหลังยูเวนตุสที่มี ซีเนดีน ซีดาน กับ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ 2-0 ก่อนจะจบเกมด้วยการเสมอ 2-2 ทำให้สุดท้ายสคูเด็ตโต้ไปจบที่เมืองหลวง

ขณะที่ ชินจิ คากาวะ คว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกาใน 2 ปีแรกที่เยอรมนีกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และจากนั้นเขาก็สานต่อเกียรติประวัติของตัวเองในอังกฤษกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งการคว้าแชมป์ลีก 3 สมัยกับ 2 ลีกใหญ่ของยุโรปในช่วง 3 ซีซั่นแรกถือว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่สำหรับนักเตะที่ย้ายไปเล่นในตะวันตกด้วยอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้นเอง

จากฟอร์มอันเปล่งปลั่งทำให้เขามีลุ้นที่จะคว้าแชมป์อย่างแข้งซามูไรรุ่นพี่

ความสำเร็จที่เกินคาด

อย่างไรก็ตามความสำเร็จของนากาตะกับคากาวะนั้น ถ้าหากจะเทียบกับการลุ้นแชมป์ของโอคาซากิมันก็คนละเรื่อง เพราะ 2 รายที่กล่าวมาข้างต้นต่างเล่นให้สโมสรใหญ่ที่มีศักยภาพพอที่จะลุ้นแชมป์และมีเงินถังในการที่จะทำอย่างนั้น

ไม่เหมือนกับที่เลสเตอร์ ที่หัวหอกจอมขยันรายนี้ย้ายมาจากเยอรมนีหลังจากที่มี 2 ฤดูกาลที่ดีกับไมนซ์ ซึ่งหลายคนมีความกังวลว่าการออกจากทีมกลางตารางในบุนเดสลีกาสู่ทีมหนีตายในมิดแลนด์ตะวันออกจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่

แต่เจ้าตัวก็ปิดปากนักวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายแหล่ด้วยการเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เลสเตอร์มีฤดูกาลอันน่าเหลือเชื่อในปีนี้

แม้หัวหอกวัย 29 ปีจะไม่ได้มีชื่ออยู่บนพาดหัวข่าวอย่าง เจมี่ วาร์ดี้, ริยาด มาห์เรซ หรือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่การเล่นที่ไม่เห็นแก่ตัว, ทำงานหนัก, ความฉลาดทางแทคติก และการยิงประตูสำคัญๆ อย่างลูกโอเวอร์เฮดคิกในเกมที่ชนะนิวคาสเซิล ทำให้เขาเข้าไปกุมหัวใจชาว “จิ้งจอกสยาม” ที่เป็นเพื่อนร่วมทีมก่อนอันดับแรก จากนั้นก็เป็นแฟนๆ ก่อนจะขยายตัวไปเป็นระดับประเทศ

แต่คงมีชาติเดียวในโลกที่เชียร์สเปอร์สให้เอาชนะเลสเตอร์เพื่อคว้าแชมป์ลีกสูงสุดให้ได้นับตั้งแต่ปี 1961 นั่นก็คือเกาหลีใต้ที่มี ซน ฮึง มิน อยู่นั่นเอง

โดยดินแดนโสมขาวถือว่าคุ้นเคยกับเหรียญรางวัลพรีเมียร์ลีกเป็นอย่างดี เมื่อ พาร์ค ชี ซอง เคยได้มาแล้ว 4 ครั้ง (ยังไม่รวมรายการอื่นๆ อีก) ระหว่างที่ค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด 7 ปี

ดาราเอเชีย

เมื่อเขาเป็นที่รู้จักมากกว่าจากผลงานอันแข็งแกร่งในแชมเปี้ยนส์ลีก และเคยเล่นกับทีมหัวแถวในบุนเดสลีกาอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาแล้ว นอกจากนี้เจ้าตัวยังเป็นนักเตะที่เล่นได้่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าโอคาซากิด้วย

ซนสร้างความฮือฮาด้วยการย้ายมาพรีเมียร์ลีกระดับค่าตัวที่เป็นสถิติ

ดังนั้นจึงมีนักเตะเอเชียเพียงน้อยรายที่ดังน้อยกว่าซน

นอกจากนี้การย้ายมายังลอนดอนเมื่อเดือนสิงหาคม 2015 ยังถือเป็นการย้ายที่สร้างความฮือฮามากกว่าโอคาซากิด้วย (โดยสเปอร์สยอมควักค่าตัวเป็นสถิติสูงสุดของนักเตะเอเชีย) ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่จะมีคนตกข่าว เมื่อทีมยักษ์ใหญ่ในอังกฤษยอมทุ่มขนาดนั้น

ซึ่งมันก็ได้เกิดข้อกังขาอย่างหนึ่งว่าตัวรุกพลังโสมรายนี้ไร้ความทะเยอทะยานไปหน่อยหรือเปล่า เพราะลิเวอร์พูลเองก็ตกเป็นข่าวกับซนมานานเหมือนกัน และด้วยประสบการณ์ที่ค้าแข้งในบุนเดสลีกามาแล้วถึง 5 ฤดูกาลทั้งที่อายุแค่ 23 แอนฟิลด์จึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าไวท์ ฮาร์ท เลน

สู้เพื่อเกียรติยศ

และเป็นอีกครั้งที่นักวิจารณ์มองผิดไป เมื่อสเปอร์สกลับมีลุ้นแชมป์อย่างที่น้อยคนจะคาดคิด ถ้ามีใครทำนายไว้เมื่อตอนเดือนสิงหาคมว่าสเปอร์สจะมีแต้มน้อยกว่าเลสเตอร์ 5 แต้มเมื่อเริ่มเดือนเมษายน ใครๆ ก็คงจะคิดว่าทีมจากลอนดอนเหนือทีมนี้ต้องลุ้นหนีตกชั้นเป็นแน่

ทั้งซนและโอคาซากิกำลังสร้างตำนานบทใหม่ของแข้งเอเชียในยุโรป

อย่างไรก็ตามมันก็มีความแตกต่างระหว่างโอคาซากิที่เลสเตอร์กับซนที่สเปอร์สอยู่ นั่นก็คือรายแรกนั้นเป็นส่วนสำคัญในการลุ้นแชมป์ของต้นสังกัดส่วนรายหลังไม่ เมื่อแข้งแดนอาทิตย์อุทัยลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 1640 ขณะที่สตาร์ชาวเกาหลีลงเล่นไป 922 นาทีเท่านั้น

ถึงซนจะวูบวาบในบางครั้งแต่ก็ยังไม่ฉายแสงออกมาเต็มที่ และยิ่งทีมกำลังไปได้สวย จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะการันตีตัวจริง อย่างไรก็ดีก็ยังพอมีเวลาสำหรับเขาที่จะสร้างผลงานกับสเปอร์สอยู่หากยิงประตูสำคัญๆ ได้สัก 1 หรือ 2 ลูกในช่วงที่เหลือ

แต่ในตอนนี้โอคาซากิดูจะสร้างความแตกต่างได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว

ซนอายุเพิ่งจะแค่ 23 ปีซึ่งถือว่าอ่อนกว่าโอคาซากิ 6 ปีด้วยกัน ทำให้ยังมีเวลาอีกมากที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นกับที่สเปอร์สหรือที่อื่น แม้แฟนบอลเกาหลีจะอยากเห็นซนยกถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกอันเลื่องชื่อ แต่ก็คงไม่บ่นอะไรมากหากถ้วยดังกล่าวจะตกอยู่ในมือของโอคาซากิและเลสเตอร์ ซิตี้ ในตอนท้าย