จอห์น เดอร์เดน: เมื่อฟิลิปปินส์กำลังคิดท้าแย่งจ้าวอาเซียนจากไทย

ถ้าขุนพล “ช้างศึก” ไม่ระวังตัว พวกเขาอาจพบว่าตัวเองกำลังถูกแย่งชิงความเป็นเบอร์หนึ่งในภูมิภาคจากฟิลิปปินส์ที่เติบโตขึ้นมาเร็วเหลือเกิน

ทีมชาติไทยถือเป็นคนสร้างมาตรฐานให้ชาติในอาเซียนเดินตามในเวทีระดับโลก และพวกเขาก็มีโอกาสได้แสดงฝีเท้าให้เห็นว่ามีดีแค่ไหนในรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2018

ถ้าหากทีมอย่างเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และออสเตรเลียประมาทลูกทีมของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง พวกเขาอาจเจอเซอร์ไพรส์ได้

มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าพลพรรค “ช้างศึก” ควรจะตั้งเป้าในระดับทวีปอย่างจริงๆ จังๆ ได้แล้ว และไม่ควรผูกติดกับระดับภูมิภาค แต่ถึงอย่างนั้นเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ก็ยังคงเป็นวาระสำคัญอยู่

แม้การคว้าแชมป์เมื่อ 2 ปีก่อนจะเป็นที่น่าจดจำ แต่การป้องกันแชมป์ได้จะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นมหาอำนาจลูกหนังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างหนักแน่น

ไม่เพียงเท่านั้น เกมพวกนี้ยังเป็นเกมสำคัญให้โค้ชได้เตรียมทีมรับมือกับศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่ขนาบข้างทัวร์นาเม้นต์นี้อยู่ด้วย

เราทุกคนต่างรู้ว่าทีมชาติไทยคือทีมที่ดีที่สุดในย่านอาเซียน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะผูกขาดเสมอไป

ขณะที่ทีมใหญ่ในเอเชียต้องระวังขุนพลจากแดนขวานทอง ทีมชาติไทยเองก็ต้องระวังตัวไม่ให้หลงระเริงไปว่าถ้วยแชมป์เอเอฟเอฟอยู่ในมือตัวเองแล้วเช่นกัน

ซึ่งผู้ท้าชิงคนสำคัญนั้นมาจากมะนิลามากกว่าฮานอย, สิงคโปร์ และกัวลา ลัมเปอร์ (ว่าแต่ใครพอจะรู้บ้างว่าสถานการณ์ที่จาการ์ตาเป็นอย่างไรบ้าง?)

โดยฟิลิปปินส์แจ้งเกิดในระดับภูมิภาคเมื่อปี 2010 โดนทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ จากการที่ชนะเวียดนามถึงฮานอย

ซึ่งนักเตะบางส่วนเป็นแข้งลูกครึ่งที่เกิดในยุโรปแต่มีพ่อแม่ที่มีเชื้อสายปินอย และ ไซม่อน แม็คเมเนมี่ กุนซือก็พาทีมชุดนั้นเข้าถึงรอบตัดเชือก แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีพัฒนาการที่เชื่องช้าก็ตาม

แต่ตอนนี้ขุนพล “อัซกาลส์” ได้ทำผลงานสม่ำเสมอมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการเปิดบ้านชนะเกาหลีเหนือ 3-2 เมื่อวันอังคารที่แล้ว

ทีมชาติไทยเพิ่งแพ้เกาหลีใต้ 1-0 มาหมาดๆ

นับว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมจากอาเซียนในการเจอกับทีมระดับทวีปในเกมอย่างเป็นทางการเลยทีเดียว เพราะแม้แต่ไทยยังแพ้คาบ้านให้กับเกาหลีใต้ 1-0 เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า

ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มนั้น ลูกทีมของ โธมัส ดูลี่ย์​ เริ่มต้นได้สวยหรู ด้วยการเก็บชัยใน 2 นัดแรกต่อบาห์เรนและเยเมน

และเมื่อคุณพิจารณาจากการที่อดีตอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาทีมนี้ไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกแม้แต่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจมากขึ้นไปอีก

แม้ว่าการโดนอุซเบกิสถานถลุงยับคาบ้าน 5-1 จะดึงสติแฟนๆ ให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง แต่มันก็เป็นเรื่องของดวงมากกว่า

เมื่อในเกมดังกล่าวมีฝนตกหนักมาก จนทำให้ผู้รักษาประตูเกิดความผิดพลาดแบบโชคร้ายหลายครั้ง จนทำให้ทีมจากเอเชียกลางกุมความได้เปรียบแบบเบ็ดเสร็จ

ขณะที่ผลเสมอ 0-0 ที่กรุงเปียงยางก็ควรจะได้รับการยกย่องมากกว่านี้ หากไม่ตามมาด้วยความปราชัยต่อบาห์เรนและเยเมนเสียก่อน

ซึ่งจากความพ่ายแพ้ดังกล่าวทำให้การเริ่มต้นอันสุดร้อนแรงของพวกเขาไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย

โดยเกมสุดท้ายที่เปิดบ้านรับการมาเยือนของเกาหลีเหนือถือว่าหินเลยทีเดียว เมื่อทัพ “โสมแดง” เคยผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้ว 2 ครั้ง อีกทั้งยังต้องชนะสถานเดียวเพื่อผ่านเข้าไปเล่นรอบคัดเลือก รอบสุดท้าย

ทำให้การเจอกับทีมที่มีทั้งเทคนิคและความแข็งแกร่งรวมถึงประสบการณ์ในการเล่นเพื่อคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการ ทำให้ผลเสมอก็ถือว่าดีถมถืดไปแล้วสำหรับเจ้าถิ่น

แต่ในท้ายที่สุดกลับเป็นแข้งฟิลิปิโน่ที่ชนะไปแบบสุดดราม่า โดย มิซัญจ์ บาฮาโดรัน ทำประตูเบิกร่องก่อนพักครึ่งไม่กี่นาทีให้เจ้าถิ่นมีความหวัง แต่ โซ คยอง จิน ก็มายิงตีเสมอให้ทีมเยือนในช่วงทดเจ็บของครึ่งแรก

และเมื่อ อี ฮยอก ชอล โหม่งให้ทัพ “โสมแดง” ขึ้นนำจากลูกขลุกขลิกหน้ากรอบเขตโทษ ก็ดูเหมือนว่าเกมจะจบลงทันที เมื่อเกาหลีเหนือขึ้นนำได้ตามต้องการ เพราะพวกเขาเองเป็นทีมที่ทำได้ดีในการรักษาสกอร์นำและหาจังหวะสวนกลับอยู่แล้วด้วย

มันกำลังจะเป็นความพ่ายแพ้อย่างสมเกียรติอยู่แล้ว แต่ แมนนี่ อ็อตต์ กองกลางเจ้าถิ่นก็มายิงประตูสำคัญบริเวณกรอบเขตโทษเข้าไปอย่างหอมหวาน

นั่นทำให้อาคันตุกะต้องบุกหนักหวังทำประตูเพิ่ม แล้วก็เป็น เอียน แรมซี่ย์ ตัวสำรองที่ซัดชัยทำเอาแฟนๆ เจ้าบ้านฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยง และยังทำให้ฟิลิปปินส์จบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการคว้าโควตารอบคัดเลือก รอบ 3 ของเอเชียน คัพ ได้สำเร็จด้วย

ซึ่งทัศนคติของแข้งฟิลิปปินส์ในเกมดังกล่าวถือว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาเล่นได้อย่างดุดันตั้งแต่ต้นเกม และกดดันแข้งเกาหลีพร้อมกับหาโอกาสเดินเกมไปข้างหน้าทุกๆ จังหวะ

มาเลเซียสุดตกต่ำเมื่อทำได้แค่เสมอกับสมันน้อยอย่างมาเก๊า

ในขณะเดียวกันมาเลเซียทำได้แค่เสมอแบบไร้สกอร์กับมาเก๊า ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าผิดหวังมาก ส่วนสิงคโปร์แพ้อัฟกานิสถาน และเวียดนามก็แพ้อิรักด้วยสกอร์เฉียดฉิว

แน่นอนว่าผลการแข่งขันในเกมนั้นไม่ได้เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของภูมิภาคอาเซียนในวันนั้นแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเป็นผลงานที่ดีที่สุดของภูมิภาคในรอบนี้ด้วย

แม้ทีมชาติไทยจะโชว์ฟอร์มสม่ำเสมอจนคว้าแชมป์กลุ่มแต่ก็ไม่ได้ชนะอิรัก ตรงข้ามกับฟิลิปปินส์ที่คว้าชัยเหนือทีมสุดแกร่งจากเอเชียตะวันออกที่มีประสบการณ์ในเวิลด์คัพมาแล้ว

ในเรื่องของความมั่นใจ เกมนั้นถือว่าช่วยได้เยอะมาก และบางทีอาจจะไม่ใช่สิงคโปร์,​ มาเลเซีย หรือเวียดนามที่เป็นคู่แข่งรายสำคัญของไทย หากแต่เป็นฟิลิปปินส์เจ้าภาพนี่เอง

การมีศักยภาพที่สูสีถือเป็นเรื่องดีเสมอสำหรับเกมลูกหนังในภูมิภาค และมันก็หมายความว่าทีมชาติไทยจะต้องระวังขุนพล “อัซกาลส์” ไว้ให้ดีๆ