จอห์น เดอร์เด้น : เมื่อฮูลิแกนกำลังเป็นภัยคุกคามฟุตบอลอินโดนีเซีย

อนาคตของชาติที่บ้าฟุตบอลเข้าเส้นกำลังอันตราย หากพฤติกรรมนอกสนามของแฟนบอลยังเป็นเช่นนี้ 

พาดหัวข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์กีฬาอินโดนีเซียช่วงนี้ ควรจะเป็นเรื่องที่ ปีเตอร์ โอเดมวิงกี้ นำ มาดูร่า ยูไนเต็ด นำจ่าฝูง, พีเอสเอ็ม กำลังลำบาก รวมถึง เปอร์ซิบ บันดุง ที่มีสตาร์ล้นทีมแต่ไร้โค้ชดำดิ่งสู่โซนตกชั้น แต่มันก็ไม่ใช่

ประเด็นที่พูดกันหนาหูตอนนี้กลับเป็นเรื่องอื่น แถมไม่ใช่เรื่องการเมืองและคอร์รัปชั่นที่เกาะกินประเทศนี้นานหลายปีเสียด้วย

แม้ปัญหาแฟนบอลตีกันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ แต่ที่อินโดนีเซียนั้นเริ่มหนักจนคุมแทบไม่อยู่

ด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่า 250 ล้านคน และความรักที่มีให้อย่างล้นปรี่ หากมีการวางรากฐานที่ถูกต้อง วงการฟุตบอลอินโดนีเซียก็มีศักยภาพไปได้ไกลกว่าที่ใครคิด

หลังจากที่ฟีฟ่ายกเลิกโทษแบนของอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 หลายสิ่งหลายอย่างดูเหมือนจะพัฒนาขึ้น ได้ประธานคนใหม่, ลีกใหม่, นักเตะดาวดังใหม่ๆ ตลอดจนการแย่งแชมป์ลีกที่สูสีและตื่นตาตื่นใจกว่าเดิม อาจเร็วไปที่จะบอกว่าทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ แต่อย่างน้อยวงการฟุตบอลอินโดนีเซียก็เริ่มฉายฝันอันเรืองรองอีกครั้ง

แต่หากการเมืองและคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนามานาน อินโดนีเซียก็มีอีกปัญหาสำคัญ นั่นคือปัญหาฮูลิแกนซึ่งอาการหนักกว่าใครในเอเชียด้วย

แม้ปัญหาแฟนบอลตีกันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ แต่ที่อินโดนีเซียนั้นเริ่มหนักจนคุมแทบไม่อยู่ ความคลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังดึงดูดเหล่านักการเมืองและกลุ่มหัวรุนแรง กลายเป็นฟองสบู่ที่นำไปสู่เรื่องราวน่ารังเกียจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

และล่าสุดมันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อแฟนบอลทีม เปอร์ซิบ บันดุง คนหนึ่งนาม ริคโก้ อันเดรียน กลับถูกแฟนทีมเดียวกันรุมทำร้ายเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นกองเชียร์ทีม เปอร์ซิยา จาการ์ต้า คู่ปรับตลอดกาล เขาเสียชีวิตหลังอยู่ในอาการโคม่า 4 วัน

ถือเป็นเรื่องเศร้าที่แฟนบอลหนุ่มวัยเพียง 22 ซึ่งตั้งใจมาดูทีมรักลงแข่งให้เห็นกับตาตัวเอง กลับลงเอยด้วยการเป็นเหยื่อรายล่าสุดของความรุนแรงบนโลกลูกหนัง

องค์กร Save Our Soccer บันทึกไว้ว่า อันเดรียนคือผู้เสียชีวิตรายที่ 54 ที่เสียชีวิตจากความรุนแรงที่เกี่ยวกับฟุตบอลตั้งแต่ปี 1990 และยิ่งช็อกกว่าเดิมเมื่อรู้ว่า 35 ศพหลังสุดนั้นเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

การปะทะกันระหว่าง เปอร์ซิบ-เปอร์ซิยา เป็นไฮไลท์สำคัญของเกมลีกอินโดนีเซียในทุกๆ ปี และน่าจะเป็นเวทีโชว์ของดีฟุตบอลแดนอิเหนา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกมนี้เป็นที่โด่งดังด้วยเหตุผลผิดๆ แทน

คนอินโดนีเซียรักกีฬาฟุตบอลในแบบที่อาจไม่มีชาติใดทำเหมือนได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับความคลั่งไคล้นั้นสูงเกินไป ความรุนแรงซึ่งตรงข้ามกับความเป็นมิตรของชาวอินโดนีเซียแบบสุดขั้วนั้นต้องยุติลงเสียที แม้จะได้ยินได้พูดได้เขียนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้มันถึงเวลาต้องเปลี่ยนอย่างจริงจังแล้ว

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายที่แม้จะมึนตึงกันมาหลายปีต้องหันหน้าเข้าหากัน สมาคมฟุตบอลหรือที่รู้จักกันในชื่อ พีเอสเอสไอ ต้องลงมามีส่วนร่วมกับปัญหามากกว่านี้

หลังจากเจอเรื่องเลวร้ายลักษณะนี้มาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ดูเหมือนทัศนคติของหลายฝ่ายเริ่มเปลี่ยนไป อย่างเช่นพีเอสเอสไอที่เคยประกาศกร้าวเมื่อปีก่อนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเหล่านี้

“สหพันธ์ฯ ไม่ได้เป็นผู้จัดการหรือผู้สนับสนุนของเหล่ากองเชียร์ที่ก่อจลาจลแต่อย่างใด เรามีหน้าที่ควบคุมดูแลวงการฟุตบอลของประเทศนี้เท่านั้น ถ้าเราสนับสนุนให้มีการจลาจลด้วยแล้ว เราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?” ดามาล อาซิซ อดีตบอร์ดบริหารของพีเอสเอสไอกล่าวไว้เมื่อปี 2016 “กองเชียร์นั้นไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของเรา เราแค่ควบคุมดูแลสโมสรต่างๆ เพื่อให้สโมสรกำกับดูแลกองเชียร์เหล่านี้ผ่านการศึกษาให้ข้อมูล หรือแม้แต่การคว่ำบาตรก็ตาม”

แต่หลังจากโศกนาฏกรรมครั้งล่าสุด ราตู ทิชา เดสเตรีย เลขาธิการของพีเอสเอสไอ ยอมรับว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง

“เรารู้แล้วว่าแฟนฟุตบอลในอินโดนีเซียต้องได้รับการดูแลอย่างพิเศษ ซึ่งจะมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาสำหรับแฟนบอลและท้องถิ่น เพื่อรายงานเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่มันก็ยังแค่เริ่มต้น แน่นอนที่สุดว่าแฟนบอลต้องหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันแทนที่จะแตกแยก เพราะฤดูกาลนี้ แฟนบอลของเปอร์ซิบเองก็มีเอี่ยวในเหตุการณ์เช่นนี้มาบ้างแล้ว ซึ่งไม่ควรจะมีอีก

ไม่มีใครสมควรตายจากการไปชมเกมฟุตบอล แกนนำกองเชียร์ทั้งเปอร์ซิบ, เปอร์ซิยา และทีมอื่นๆ ต้องร่วมมือกัน เหตุการณ์ที่แกนนำกองเชียร์ของ 2 ทีมคู่ปรับเยี่ยมอันเดรียนถึงเตียงผู้ป่วยนั้นถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่หยุดแค่ตรงนี้ไม่ได้

เหล่าแฟนบอลจำเป็นต้องมีการพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนการเชียร์ในสนามนั้นจะมีสีสันอย่างไรก็ตาม ต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่า ความรุนแรงนั้นไม่ใช่คำตอบและเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจแม้กับแฟนบอลด้วยกันเอง

สำหรับพฤติกรรมนักเตะในสนาม ซึ่งกลายเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เราไม่แปลกใจว่าทำไมแฟนบอลถึงตีกันบ่อยนั้นก็ต้องเปลี่ยน ผู้เล่นต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้โดยเฉพาะในเกมใหญ่ หรืออย่างน้อยก็ต้องละเลิกพฤติกรรมถ่อยๆ อย่างการวิ่งไล่และผลักกรรมการเวลาไม่พอใจคำตัดสิน เพราะถ้าเป็นประเทศอื่น คนที่ทำเช่นนี้โดนปรับหนักแบนนานไปแล้ว

ที่สำคัญ ต้องมีบทลงโทษต่อการกระทำในลักษณะนี้ และต้องมีการลงโทษให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่นในกรณีที่แฟนบอลขว้างขวดน้ำลงสนามหรือแม้แต่อะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ก็ตาม รวมถึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการตัดสินที่เป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายด้วย

สรุปง่ายๆ ก็คือ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันด้วยสำนึกที่ว่าพฤติกรรมรุนแรงเช่นนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม รวมถึงต้องมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งใหม่ สิ่งที่สามารถสะท้อนถึงความคลั่งไคล้ฟุตบอล และทำให้ฟุตบอลอินโดนีเซียโดดเด่นเป็นพิเศษไม่แพ้ใคร