จอห์น เดอร์เด้น : เศรษฐีบ้าบอลอาเซียน ควรเอาอย่าง บุรีรัมย์ และ ยะโฮร์

บรรดาเศรษฐีจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราเริ่มนิยมที่กว้านซื้อสโมสรในยุโรปกันมากขึ้น แต่ จอห์น เดอร์เด้น เชื่อว่า วงการลูกหนังของอาเซียนจะดีกว่านี้ หากเหล่าผู้มีอันจะกินเอาเงินตรงนั้นมาลงทุนกับฟุตบอลภายในประเทศตัวเอง... 

น่ายินดีกับข่าวล่าสุดที่ท่านประธานสโมสร ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ยักษ์ใหญ่แห่งลีกมาเลเซียและเจ้าของแชมป์ เอเอฟซี คัพ ปีล่าสุด ยังคงยืนยันว่า ไม่มีแผนที่จะเข้าซื้อ เอซี มิลาน ยักษ์หลับแห่งวงการลูกหนังอิตาลีแต่อย่างใด เพราะว่า อย่างน้อยเงินทุนจากอาเซียนก็จะไม่ไหลออกสู่ทวีปยุโรป และเงินจำนวนดังกล่าวก็จะสามารถต่อยอดให้กับทีมของพวกเขาได้

ทว่า สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เราจะอดเห็นดาร์บี้แมตช์แห่ง(ทีมของ)ชาวอาเซียนจากเมืองมิลาน เนื่องจากตอนนี้ อินเตอร์ มิลาน คู่ปรับร่วมเมืองของ “ปีศาจแดงดำ” กำลังถูกครอบครองโดย เอริค โธเฮียร์ บิ๊กบอสชาวอินโดนีเซีย คู่ปรับตลอดกาลของมาเลเซีย ซึ่งหากทั้งหมดเกิดขึ้นจริง ไม่แน่ว่า ซาน ซิโร่ อาจจะเต็มไปด้วยแฟนๆของทั้งสองประเทศ, ผ้าบาติกรอบสนาม หรือแม้กระทั่งมี สะเต๊ะ เป็นอาหารว่าง

แต่ด้วยความสัตย์จริง ผมคิดว่า การที่เจ้าของ “เสือแห่งแดนใต้” เลือกที่จะอยู่ดูแลทีมต่อเพียงทีมเดียวนั้น ส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลมาเลเซียมากกว่า เพราะสิ่งสำคัญคือ นั่นแสดงให้เห็นว่า ท่านประธานยังมีความตั้งใจและมีใจที่จะพัฒนาลีกของ “เสือเหลือง” ต่อไป

มกุฎราชกุมารแห่งรัฐยะโฮร์ คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้ ยะโฮร์ฯ ประสบความสำเร็จ

ทีนี้ เราลองมาดูบรรดามหาเศรษฐีจากอาเซียน ที่ทุ่มเงินซื้อหลายสโมสรในยุโรปกันแล้วบ้าง แต่เราจะไม่มีการประเมินว่าพวกเขาล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จอย่างไร เพราะถ้าคุณผู้อ่านอยากอ่านขอเชิญที่นี่ได้เลย เราเพียงแค่จะมาอธิบายว่า จะเป็นอย่างไร หากบรรดาผู้มั่งคั่งเหล่านั้น เอาเงินมาลงทุนในกิจการฟุตบอลของประเทศบ้านเกิดกันบ้าง

เริ่มกันที่ มาเลเซีย โดยนอกจาก โทนี่ เฟอร์นานเดส ที่เป็นเจ้าของ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส และ วินเซนต์ ตัน ประธานสโมสร คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ แล้วล่าสุด นอรดีน อาหมัด นักธุรกิจคนดังก็ได้ซื้อหุ้น บารี่ ทีมในกัลโช่ เซเรียบีอิตาลี เป็นจำนวน 50%

ขณะที่ สิงคโปร์ มี ปีเตอร์ ลิม ที่เข้าซื้อ บาเลนเซีย ส่วน อินโดนีเซีย ก็มี โธเฮียร์ กับ อินเตอร์ฯ

และสำหรับประเทศไทย มหาอำนาจแห่งวงการลูกหนังอาเซียนนั้น พวกเขามีเจ้าของทีมในยุโรปถึงสามทีมและทั้งสามทีมล้วนแล้วแต่อยู่ในเกาะอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น เรดดิ้ง, เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ และทีมที่กำลังเป็นที่พูดถึงของคนทั้งโลกอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้

มีหลายสาเหตุที่พวกคนรวยหันมาซื้อทีมฟุตบอลมากขึ้น อย่างบางคนก็เข้ามาหวังผลกำไร บางคนก็ต้องการมาเปิดตลาดธุรกิจของตนเอง เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ซื้อทีมเพราะต้องการสนองความอยากและความสนุกของตัวเอง

แต่ก็มีหลายคนที่ลงทุนเพราะใจรัก และอยากเปิดโอกาสให้เยาวชนหรือนักเตะในประเทศของตัวเองได้มาฝึกซ้อมกับทีมดังๆในยุโรป ยกตัวอย่างเช่น ทักษิณ ชินวัตร ที่เข้ามาเทคโอเวอร์ แมนฯซิตี้ เมื่อหลายปีที่แล้ว ก็มีการนำสามนักเตะไทยที่นำโดย ธีรศิลป์ แดงดา ไปฝีกซ้อมกับ “เรือใบสีฟ้า” หรือจะเป็น วินเซนต์ ตัน ที่พา ซาฟิอี ซาลิ ไปทดสอบฝีเท้ากับ คาร์ดิฟฟ์ และอย่างตอนนี้ ในอคาเดมี่ของ เลสเตอร์ ก็มีเด็กไทยถึง 16 คน

ดร.นอรดีน อาหมัด ผู้เป็นเจ้าของ บารี่

ซึ่งเจ้าของบารี่คนล่าสุดอย่าง ดร.นอรดีน อาหมัด ก็หวังจะเจริญตามรอยพวกรุ่นพี่ทั้งหลายเช่นกัน

“ฟุตบอลมาเลเซียตกต่ำมาหลายสิบปีแล้ว เมื่อก่อนนั้น เราแข่งกับชาติทั่วเอเชีย แต่ตอนนี้ละ.. นักฟุตบอลเยาวชนของเราดูไม่มีอนาคตเลย” ดร.นอรดีน กล่าวกับสื่อในอิตาลี “ผมอยากลงทุนในอิตาลี ผมอยากสร้างอคาเดมี่ฟุตบอลที่ บารี่ และ มาเลเซีย เช่นเดียวกับสร้างมิตรภาพระหว่างสองประเทศ และผมเชื่อว่า มันจะมอบชีวิตใหม่ให้แก่วงการฟุตบอลของมาเลเซีย”

อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่ผ่านมา แนวคิดดังกล่าวไม่ค่อยประสบผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร เพราะว่าหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ การที่เจ้าของทีมต้องลงทุนลงแรงจริงใจกับระบบเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก, ระบบโค้ช, การศึกษา, การฝึกซ้อม และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ทำเพื่อสร้างกระแสมากกว่า

แต่เราก็จะโทษพวกเขาไม่ได้ทั้งหมด เพราะว่า เอาเข้าจริง เงินทั้งหมดก็เป็นเงินของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาควรมีสิทธิเต็มที่ที่จะตัดสินใจเลือกใช้น้ำพักน้ำแรงที่ตัวเองหามาอย่างไร ทว่า มันก็คงไม่ผิดนัก หากเราอยากตั้งคำถามและซุบซิบนินทาพวกเขากันบ้าง

ลองคิดว่า หากเศรษฐีชาวมาเลเซียสักคน จะต้องเลือกระหว่างลงทุนกับวงการลูกหนัง “เสือเหลือง” กับ ลงทุนซื้อทีมในยุโรป แล้ว แบบไหนจะใช้เงินน้อยกว่ากัน?

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองมองกรณีตัวอย่างของ กลันตัน เอฟเอ ที่เพิ่งรอดพ้นจากการล้มละลาย โดยพวกเขาได้ตกลงทำสัญญากับบริษัทความงามชื่อ วิดา บิวตี้ ซึ่งจ่ายเงินให้พวกเขา 16 ล้านริงกิต(ราวๆ 4 ล้านยูเอสดอลลาร์) จนทำให้มีเงินที่จะซื้อนักเตะและโค้ชฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทีม และทำให้ทีมมีผลงานดีขึ้นและเรียกศรัทธาจากแฟนๆกลับมาได้

ฟอร์มของ กลันตัน ดีขึ้นมา หลังได้เงินลงทุนจากเศรษฐี

ซึ่งลองเทียบกับเงินกว่า 110 ล้านริงกิต(ราวๆ 28 ล้านยูเอสดอลลาร์)ที่ ดร.นอรดีน ใช้ซื้อ บารี่ ไปดูสิ แล้วจะได้คำตอบว่า อะไรลงทุนน้อยกว่ากัน

และหาก ดร.นอรดีน ผู้เป็นเจ้าของกิจการน้ำมันยักษ์ใหญ่ในแดนมลายู ซึ่งลองจินตนาการว่า หาก ดร.นอรดีน เอาเงินดังกล่าวมาพัฒนาฟุตบอลรากหญ้าของ มาเลเซีย แล้วละก็ ผลผลิตเยาวชนของประเทศจะได้ประโยชน์มากเพียงใด

ทว่า นักธุรกิจหลายคนก็อาจจะเถียงว่า การลงทุนกับฟุตบอลท้องถิ่นนั้น มักจะขาดทุนมากกว่าได้กำไรเสมอ ซึ่งนั่นต้องยอมรับว่า สภาพแวดล้อมของสังคมในอาเซียน ไม่สามารถตอบโจทย์ของพวกเขาได้ในทุกที่ แต่เช่นเดียวกัน ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่ผู้มีอันจะกิน จะไม่ล้มเหลวกับการซื้อทีมในต่างประเทศ ไม่เชื่อก็ลองถาม โทนี่ เฟอร์นานเดส ที่ขาดทุนกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ถึง 95 ล้านดอลลาร์ในซีซั่น 2012-2013 ดูก็ได้

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดโชคดีเจอทีมที่ใช่แบบ เลสเตอร์ ดังนั้น หากต้องการช่วยเหลือบ้านเกิดจริงๆ แนวคิดการลงทุนเพื่อประเทศชาติของตน ก็คงไม่เลวร้ายนักหรอก เว้นเสียแต่ว่า พวกคุณจะซื้อทีมฟุตบอลเพียงเพื่ออวดความรวยหรือเท่เท่านั้น

สิ่งสำคัญอีกสิ่ง คือ หน่วยงานภาครัฐและสมาคมฟุตบอลฯ ควรจะช่วยผลักดันให้เหล่ามหาเศรษฐีหันมาสนใจลงทุนในกิจกรรมฟุตบอลกันมากขึ้น เพราะ ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม แสดงให้เห็นแล้วว่า การลงทุนที่จริงจัง สามาถพาคอบอลมาเชียร์ทีมรักได้มากเพียงใด

เช่นเดียวกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ทำให้เมืองที่ไม่มีอะไรอย่าง บุรีรัมย์ กลายเป็น เมืองหลวงฟุตบอลแห่งอาเซียน ทั้งยังทำให้ทีมเป็นที่รู้จักไปทั่วเอเชีย พร้อมกับเรียกแขกจากทั่วโลกให้มาเยือนได้

ได้แต่หวังว่า จะมีทีมแบบ บุรีรัมย์ฯ เกิดขึ้นอีกหลายทีมในเร็วๆนี้

เพราะมันดีกว่าเอาเงินไปซื้อทีมในต่างประเทศจริงๆ…