จอห์น เดอร์เดน: หรือบิ่ญเซืองจะก้าวผ่านบุรีรัมย์ใน ACL?

ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2016 บิ่ญเซืองคือผู้สร้างชื่อให้กับวงการฟุตบอลอาเซียน โดยทีมแชมป์ลีกเวียดนามได้เริ่มท้าทายมหาอำนาจประจำภูมิภาคอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้าให้แล้ว 

ฟอร์มอันย่ำแย่ของทีม “ปราสาทสายฟ้า” ในรายการฟุตบอลสโมสรเอเชียซีซั่นนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ เมื่อพวกเขายิงใครไม่ได้เลย และเสียถึง 12 ลูกใน 3 เกมแรก

โดยในปี 2013 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งแดนอีสานใต้รายนี้ได้พิสูจน์ตัวเองในระดับทวีปเป็นผลสำเร็จ เมื่อผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนจะพ่ายต่อเอสเตกัลไปอย่างฉิวเฉียดทั้งเหย้าและเยือน เกือบจะทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศอยู่แล้ว

และมันก็เป็นผลงานที่ดีที่สุดของสโมสรในอาเซียนนับตั้งแต่ที่บีอีซี เทโรศาสน ทะลุเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศปี 2003 ซึ่งถ้าพิจารณาจากรูปแบบการแข่งขันปีแรกๆ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้ว การทะลุขึ้นมาของบุรีรัมย์ถือว่าน่าประทับใจกว่า เพราะว่าในรอบแบ่งกลุ่มตอนนั้นพลพรรค “มังกรไฟ” ได้เล่นในบ้านทั้ง 3 นัด

ขณะที่ในปี 2015 ทีมของ เนวิน ชิดชอบ เก็บได้ 10 แต้มในรอบแบ่งกลุ่ม เท่ากับกัมบะ โอซาก้า ของญี่ปุ่น และซองนัม เอฟซี ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นแชมป์ทวีปในปี 2008 และ 2010 ตามลำดับ แต่ก็พลาดเข้าสู่รอบน็อคเอ้าท์อย่างน่าเสียดายทั้งที่ผลงานประตูได้เสียดีกว่า แต่เป็นเพราะกฏการแข่งขันที่คิดแบบมินิลีกทำให้บุรีรัมย์ชวดไปเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

ซึ่งจากการที่คว้าแชมป์ลีกได้อีกสมัย บวกกับผลงานของทีมชาติที่กำลังสร้างชื่อในระดับทวีป ทำให้บุรีรัมย์อยู่ในสถานะสโมสรระดับพรีเมียมของอาเซียนไปโดยปริยาย

โดยกระแสที่มาทางฝั่ง “ปราสาทสายฟ้า” ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลนี้ถือว่ามาดีเลยทีเดียว เมื่อได้ตั้งเป้าไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้วจากนั้นค่อยมาลุ้นกันรอบต่อรอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของบุรีรัมย์บอกกับผมเมื่อตอนเดือนธันวาคมหลังจากรู้ผลจับสลากรอบแบ่งกลุ่มว่า “ถ้าเวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส คว้าแชมป์เอเชียได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ?”

แต่กลายเป็นว่าผลงานของบุรีรัมย์เข้าขั้นเลวร้ายแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

ซึ่งอันที่จริงแต่ละสโมสรก็ไม่หมูอยู่แล้ว แต่คงจะพูดได้ว่าทุกทีมมีการพัฒนาขึ้นก็คงไม่ผิดนัก

เพราะทั้งชานตงและเอฟซี โซล ต่างก็ไม่ได้ทำผลงานอะไรให้เป็นที่ประทับใจมากนักในปี 2015 มีเพียงซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า เท่านั้นที่เป็นแชมป์เจ-ลีก จึงน่าจะมีโอกาสเก็บแต้มได้บ้าง

แต่กลายเป็นว่าออกสตาร์ทด้วยการพ่ายคารังต่อเอฟซี โซล 6-0 ทำเอาช็อคกันทั้งบาง

ซึ่งไม่มีใครหรอกในเกาหลีใต้ที่คาดว่าเกมรุกของสโมสรจากชาติตัวเองจะดุดันขนาดนั้น เพราะการยิงได้ถึง 6 ลูกในนัดเปิดสนามทำให้ทีมจากเมืองหลวงแดนโสมขาวยิงได้มากกว่ารอบแบ่งกลุ่มปีที่แล้วเสียอีก

จากเกมรับที่หละหลวมของบุรีรัมย์ได้ช่วยให้ทีมจากเค-ลีกพบกับงานง่าย ทำเอาแฟนบอลเจ้าบ้านเป็นกังวลไปตามๆกัน

บุรีรัมย์มีผลการแข่งขันที่ไม่ดีเอาเสียเลยใน ACL หนนี้

และจากการที่มี ออสมาร์ อิบันเญซ อดีตแข้ง “ปราสาทสายฟ้า” แสดงความเป็นผู้นำในแผงหลังของเอฟซี โซล ยิ่งทำให้มหาอำนาจจากแดนขวานทองดูเป็นตัวตลกเข้าไปอีก

แต่อย่างน้อยการที่โซลเอาชนะซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า และชานตง ลู่เหนิง 4-1 ในนัดต่อๆ มา ก็น่าจะทำให้บุรีรัมย์รู้สึกดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

โดยยอดทีมจากเกาหลีใต้ยังคงเป็นทีมที่น่าประทับใจที่สุดของทั้งทัวร์นาเมนต์จนถึงตอนนี้ และเป็นโชคร้ายของบุรีรัมย์ที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขาเป็นทีมแรก

และจากนั้นต้องออกไปเยือนสองเกมที่จีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการออกสตาร์ทที่ยากลำบากเอาเรื่อง

เป็นอีกครั้งที่เกมรับของบุรีรัมย์อ่อนยวบ ทำให้ง่ายต่อการบุกทะลวงของคู่ต่อสู้ แนวรับของทีมไทยที่ดันสูง เปิดช่องให้กับซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า และทำให้มีที่ว่างมากพอจะให้ทีมจากญี่ปุ่นเจาะเข้าไป

เป็นเรื่องยากที่จะพูดว่ามันเป็นการออกสตาร์ทที่น่าสลดใจ กับการยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลย และเสียถึง 12 ลูก

หลายๆทีมต่างก็มีช่วงเวลาที่ย่ำแย่ได้ในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณจะกลับมาเพื่อพิสูจน์ใจของทีมได้อย่างไร และนั่นคือสิ่งที่บุรีรัมย์ต้องทำ ในอีก 3 เกมที่เหลือ และในปีต่อๆไป

ทีมปราสาทสายฟ้ายังคงเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาค แต่มันเป็นเรื่องดีสำหรับทุกฝ่ายหากมีผู้ท้าทายจากต่างประเทศ ตอนนี้มีบิ่ญเซืองที่พัฒนาขึ้นมากในแง่ของผลการแข่งขันและฟอร์มการเล่น

ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อนการเจอกับทีมจากเวียดนามจะหมายถึง 3 แต้มและการยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ

ย้อนไปเมื่อปี 2008 เมื่อพวกเขาปรากฏตัวครั้งแรกในการแข่งขัน และเก็บได้แค่แต้มเดียว ยิงได้ 4 ลูก และเสียถึง 17 ประตู

แต่พวกเขาเปลี่ยนไปเมื่อกลับมาเล่นในรายการสูงสุดของเอเชียอีกครั้งในปี 2015

แม้ปีนั้นจะแพ้ในเกมเยือนหมดทั้ง 3 ครั้ง แต่คาชิว่า เรย์โซล ที่แพ้ให้กับแชมป์เก่าในอย่างกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ในรอบก่อนรองชนะเลิศ (จำฟรีคิกของเปาลินโญ่ได้ไหม?) ก็แพ้พวกเขาไป 1-0 ที่เวียดนาม

จากนั้นก็เจอกับแชมป์ปี 2006 อย่างจอนบุค มอเตอร์ส แล้วก็เสมอกันไป 1-1

มีการลงทุนเกิดขึ้นภายในทีม พวกเขาทุ่มซื้อ เล คอง วินห์ ดาวดังของประเทศ ไปนำทีมร่วมกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง เล ตาน ไต และเหงวียน ตรอง ฮวาง

เหงวียน อันห์ ดึก เป็นกัปตันที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ และร่วมด้วยแข้งมากพรสวรรค์นำเข้าจากทั้งแอฟริกาและเกาหลี

เช่นเดียวกับบุรีรัมย์ บิ่ญเซืองเป็นเบอร์หนึ่งของเวียดนามทั้งในและนอกสนาม มีการลงทุนของสโมสรในเชิงการตลาด, การดำเนินการและประชาสัมพันธ์ และเป็นทีมที่มืออาชีพมากที่สุดในวี-ลีก

ก้าวต่อไปของพวกเขาคือเปลี่ยนผลการแข่งขันในบ้านให้ได้ตามที่ต้องการ

พวกเขาแสดงให้เห็นในปี 2016 นี้แล้วว่าสามารถต่อกรกับเอฟซี โตเกียว และจอนบุก มอเตอร์สได้อย่างไม่เคอะเขิน แต่ขณะที่ฟอร์มดี พวกเขายังคงไม่มีแต้มในมือ

ถ้ายอดทีมจากเวียดนามสามารถเปลี่ยนฟอร์มการเล่นที่ดีให้เป็นผลการแข่งขันที่ต้องการได้ รอบน็อคเอาต์ก็คงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม รวมถึงในซีซั่นหน้า

ก็เหมือนกับบุรีรัมย์อีกเช่นเคย ที่รอบน็อคเอาต์ดูจะไกลเกินเอื้อมไปแล้ว แต่ยังคงมีศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นให้ลงสนามสู้ต่อในอีกสามนัดที่เหลือ

แม้ทีมแชมป์จากประเทศไทยจะยังคงเป็นเบอร์หนึ่งของอาเซียนอยู่ แต่ตอนนี้ก็มีคู่แข่งเสียแล้ว