จอห์น เดอร์เดน คุยกับ ริคาร์โด โรดริเกซ อดีตกุนซือสุพรรณฯ

จอห์น เดอร์เดน คอลัมนิสต์อิสระชาวออสซี่ ได้พูดคุยกับ ริคาร์โด โรดริเกซ กุนซือสแปนิชที่เพิ่งลาออกจากทีมสุพรรณบุรี เอฟซี ไป 

กุนซือวัย 42 ปีเพิ่งมารับงานคุม "ช้างศึกยุทธหัตถี" สุพรรณบุรี เอฟซี เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นสโมสรที่ 3 ของเขาต่อจากราชบุรีและบางกอกกล๊าส โดยเจ้าตัวได้เข้ามาแทน แซร์จิโอ อปาเรซิโด้ แต่ก็เข้ามากุมบังเหียนเพียง 98 วัน ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่ง

“ทางสโมสรรู้สึกตกใจและผิดหวังกับการตัดสินใจของ ริคาร์โด โรดริเกซ” นาย ณัฐ ชยุติมันต์ ผู้จัดการทั่วไปสโมสรสุพรรณบุรี เริ่มกล่าวผ่านเว็บไซต์สโมสร

“ที่ผ่านมาเราให้โอกาสการทำทีมแก่เขามาตลอด แม้ทีมอยู่ในช่วงที่ผลงานไม่ดี เราก็ยังให้เขาคุมทีมต่อไป เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของเขา แถมยังเสริมทัพตัวผู้เล่นที่ดีเข้ามาในเลกที่ 2” 

“เราต้องการให้เขาอยู่กับเราต่อไป แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นการตัดสินใจของเขา ทางสโมสรไม่สามารถห้ามความต้องการของเขาได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่เราพูดจากลากัน คือ การอวยพรขอให้เขาโชคดีกับอนาคตของเขาและขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา โดยตอนนี้ทีมคงต้องเริ่มหากุนซือรายใหม่มาคุมทัพแทน”... นี่ คือ คำพูดของทางฝั่งของ "ช้างศึกยุทธหัตถี" ที่รู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อยกับการตัดสินใจของกุนซือสแปนิช 

ย้อนไล่ดูลำดับเหตุการณ์...ด้วยความที่สุพรรณบุรีจบอันดับ 3 เมื่อซีซั่นก่อน ทำให้การหล่นมาอยู่กลางตารางอย่างตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่ใครๆต่างก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

โรดริเกซ เข้ามาพร้อมกับความหวังใหม่ โดยเข้ามาทำงานร่วมกับ "โค้ชโย่ง" วรวุธ ศรีมะฆะ ในฐานะประธานพัฒนาเทคนิคของสโมสรที่กำลังถอยตัวเองของจากทีมไปเรื่อยๆ เพื่อทุ่มสมาธิให้กับการคุมทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 22 ปี... "โรดรี" ทำทีมได้อย่างยอดเยี่ยม เริ่มต้นด้วยการพาทีมบุกไปเสมอกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่จากนั้นก็แพ้ให้กับ สุโขทัย เอฟซี คาถิ่น ก่อนมีผลงานขึ้นๆลงๆ จนช่วงก่อนลาออกเขาพาทีมชนะแค่เกมเดียวจาก 8 นัด ความจริงมันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เขาทำผลงานทีมได้ไม่ดีนัก ทั้งผู้เล่นหลายๆคนที่บาดเจ็บ และใช้งานได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

"ผมมาถึงที่นี่เมื่อเดือนมีนาคม" โรดริเกซกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู 

"ผมคิดว่ามันมีการพัฒนาที่ดีในช่วงเลกแรก เราต้องพลิกสถานการณ์กลับมาให้ดีขึ้น และเราก็เริ่มจะพัฒนาขึ้น"

อย่างไรก็ตาม แม้มีสัญญาถึงเดือนพฤศจิกายน แต่เพราะความไม่แน่นอนในอนาคต ทำให้เขาต้องคิด...รายละเอียดของสัญญาระบุว่าทางสโมสรสามารถปลดเขาได้หลังวันที่ 30 มิถุนายน โดยเขาจะได้รับเงินชดเชยแค่เดือนเดียว ซึ่งหลังจากที่ไม่มีการพูดถึงการขยายสัญญาเพิ่มเติม ทำให้เขาตัดสินอะไรบางอย่าง

"ผมเข้าใจดีแหละว่าเรามีเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ตอนนั้นเราไม่รู้จักกันมากนักแต่พอ 3 เดือนผ่านไป พวกเขาก็รู้จักผม ผมประสบความสำเร็จกับราชบุรีและบางกอกกล๊าส แต่ผมก็ตอบรับคำสัญญาจากทางสโมสรที่ว่าเราจะคุยเรื่องเงื่อนไขนั้นกันอีกที ซึ่งมันก็ไม่เกิดขึ้น"

นอกจากนี้ "โรดรี" ยอมรับว่า เขามีสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับสต๊าฟฟ์โค้ชคนอื่นๆ นั่นทำให้เขาตัดสินใจออกมา

"ในตอนแรกนั้น ความสัมพันธ์กับกลุ่มสต๊าฟฟ์โค้ชถือว่าเป็นไปด้วยดี แต่ช่วงหลัง ผมก็ยอมรับว่าอาจไม่ได้มีสัมพันธ์ที่ดีกับสต๊าฟฟ์โค้ชในทีมสักเท่าไหร่ และเมื่อคุณเริ่มรู้สึกกังวลใจว่ากลุ่มสต๊าฟฟ์โค้ชอาจไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับนักเตะดีต่อกันสักเท่าไหร่ มันก็ไม่ง่ายแน่ และผมก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าผมต้องการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกอย่างในการคุมทีม" ริคาร์โด กล่าวทิ้งท้าย 

2 เหตุผลนี้ คือ เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เขาลาออก...

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันคือสิ่งที่หาได้ยากในฟุตบอลไทย

นี่คือเรื่องราวที่เราได้รับฟังมาจากเขา ซึ่งคนอื่นอาจจะรับรู้มาแตกต่างจากนี้ แต่ที่แน่ๆมันก็เห็นได้ชัดว่าผลการแข่งขันก็ไม่ได้ดีอย่างที่หวังไว้

หลังจากที่จบอันดับ 3 ในปี 2015 ก็กลายเป็นว่าหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่หัววันในปี 2016 เมื่อตามหลังจ่าฝูงถึง 24 แต้มจาก 18 นัดแรก

สุดท้ายโรดริเกซก็ตัดสินใจลาออกเอง โดยเกมสุดท้ายของเขาคือนัดที่เจอกับเชียงราย ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน  ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะ 2-0

อย่างไรก็ตามเจ้าตัวเชื่อว่าด้วยพื้นฐานที่ดีจะทำให้ทีมประสบความสำเร็จในช่วงครึ่งหลังของซีซั่นได้

"ด้วยนักเตะใหม่และความเปลี่ยนแปลงที่เรามี เรากำลังพัฒนาขึ้น ขณะที่ฟอร์มและผลการแข่งขันก็ดีขึ้นเรื่อยๆด้วย"

"เรากำลังเล่นด้วยความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเริ่มที่จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเองในสนาม"

และจากการที่ ชาริล ชัปปุยส์ สตาร์ทีมชาติไทยกลับมาจากอาการบาดเจ็บ ก็ทำให้ทีมมีความหวังมากยิ่งขึ้น 

"เรารอชัปปุยส์กลับมา และก็ค่อยๆให้เขาลงสนามมากขึ้น จาก 40 เป็น 50, 60 นาที จนกระทั่งเต็มเกม" โรดริเกซกล่าว

"เขาเป็นนักเตะคนสำคัญสำหรับเรา เพราะเรามีกองกลางแบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์แค่ไม่กี่คน ซึ่งจากการที่เขากลับมา ทำให้ผมมองโลกในแง่ดีได้"

"เราไม่ได้อยู่ห่างจากอันดับท็อป 4 นัก ซึ่งการจบอันดับ 3 ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับเรา เราสามารถทำผลงานได้ดีในเอฟเอ คัพ สปิริตในทีมช่วงเลกสองกำลังดีขึ้น"

ซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่บางกอกกล๊าส

โรดริเกซยังคงต้องหาสโมสรที่เหมาะสมกับตัวเขาอยู่

ในตอนนั้นโรดริเกซพาพลพรรค "กระต่ายแก้ว" ขึ้นไปอยู่หัวตารางในช่วงกลางซีซั่น แต่ก็ไม่สามารถรักษาฟอร์มเอาไว้ได้ เขาถูกไล่ออกขณะที่ยังเหลืออีก 4 นัดตอนที่บางกอกกล๊าสยังมีลุ้นอันดับ 3 

"เราเริ่มต้นด้วยการอยู่ใกล้กับหัวตาราง จากนั้นก็ร่วงจากอันดับ 2 มาอันดับ 3 และ 4 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่โดยรวมแล้วก็ถือเป็นปีที่ดี"

"ในช่วงท้ายฤดูกาล เราดร็อปลงไปเล็กน้อยและสโมสรก็ตัดสินใจปลดผมซึ่งผมก็เคารพมันนะ มันเป็นฤดูกาลที่ยาวนานเลยทีเดียว เราลุยกันมาเกือบ 11 เดือน เราเริ่มกันตั้งแต่เดือนธันวาคมจนนักเตะของเราล้า"

แต่สำหรับทัพ "เดอะ แร็บบิท" ที่จบด้วยอันดับ 10 เมื่อซีซั่นก่อนหน้า มันจึงดูเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุไปหน่อย

"เป้าหมายของผมอยู่ที่ปีที่ 2 มากกว่าปีแรก แต่นี่แหละฟุตบอล ผมมีช่วงเวลาที่ดีที่นั่นแต่ปัจจุบันนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำงานในระยะยาว"

นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั่วโลกโดยเฉพาะที่เมืองไทย โดยโรดริเกซได้ยก มาโน่ โพลกิ้ง ที่คุมทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด เป็นปีที่ 4 จนพาทีมมีลุ้นแชมป์เต็มตัวในปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการให้เวลาการทำงานแก่โค้ช

"สโมสรต้องอดทนมากกว่านี้ ผมต้องการคุมทีมที่มีเวลาให้พัฒนาสิ่งต่างๆ" เขากล่าว

"เป้าหมายของผมไม่ใช่แค่ให้มีเงินเดือนใช้ในแต่ละเดือนเท่านั้น ผมต้องการจะทำงานให้กับสโมสรที่มีความคิดคล้ายกัน และผมต้องการทีมที่ให้เวลาผมได้ทำงานอย่างเหมาะสม ผมต้องการเวลาสักปีหรือสองปี"

“มันเป็นเรื่องยากที่จะสร้างบางอย่างโดยที่ไม่มีอะไรให้เลย”

ภาพจากสุพรรณบุรี เอฟซี