จอห์น เดอร์เดน มองทีมชาติไทย: ข้อดีข้อเสียที่ได้จากทีมร่วมสายบี

ถือว่าไม่ใช่ผลการจับสลากรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกที่เป็นใจให้กับทีมชาติไทยเท่าไรนัก อย่างไรก็ดีก็ถือว่ายังมีเรื่องดีปนๆมาอยู่บ้าง ซึ่งโฟร์โฟร์ทูได้จำแนกออกมาแล้วว่ามีอะไรบ้าง 

ที่จริงมันก็เป็นงานยากอยู่แล้วสำหรับทีมชาติไทยในรอบ 12 ทีมสุดท้าย พอจับมาให้เจอกับทีมอย่างออสเตรเลียและญี่ปุ่นยิ่งยากเข้าไปใหญ่

อย่างไรก็ตามก็ยังพอจะสามารถมองในแง่บวกได้บ้าง (เช่นเดียวกับในแง่ลบ)

ข้อดี: ไม่มีแรงกดดัน

ไม่มีใครคิดอยู่แล้วว่าไทยจะผ่านเข้าไปเล่นที่รัสเซียปี 2018 แต่สำหรับทีมอย่างญี่ปุ่นและออสเตรเลียนั้น การพลาดไปเล่นเวิลด์คัพถือว่าล้มเหลว แถมยังจะเป็นประเด็นให้ทั่วโลกพูดถึงกันอีกด้วย

ส่วนซาอุดีอาระเบียนั้นหลังจากที่เข้าถึงรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 4 สมัยติดตั้งแต่ปี 1994 ถึง 2006 ทีม “เหยี่ยวมรกต” ก็เริ่มจะรู้สึกเฉยๆกับมัน แต่คุณจะไม่รู้หรอกว่ามันมีค่าจนกว่าจะสูญเสียมันไป

โดยการพลาดหนแรกเมื่อปี 2010 ถือว่าโชคไม่ดี แต่ปี 2014 น่าจะเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดที่พวกเขาเคยเจอมาก็ว่าได้

และพวกเขาก็ไม่สามารถจะออกทะเลไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นถึงได้จ้างโค้ชบิ๊กเนมอย่างเบิร์ต ฟาน มาร์ไวจค์ มากุมบังเหียนไงล่ะ

ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เองก็มุ่งมั่นเต็มที่เช่นกัน เมื่อพวกเขาได้ลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแค่หนเดียวเมื่อปี 1990 ซึ่งตอนนี้ก็มีความกังวลเหลือเกินว่าอาจจะต้องรออีกนานถ้า ‘โกลเด้น เจเนเรชั่น’ ชุดนี้ไม่ได้ไป

สำหรับทีมพวกนี้แล้ว ถ้าเจอผลการแข่งขันแย่ๆสัก 1 หรือ 2 นัดก็น่าจะทำให้ตื่นตระหนกกันได้แล้ว แต่กับทีมชาติไทยมันต่างออกไป

ซึ่งสำหรับพวกเขาถ้าชนะได้ 2-3 นัดก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงแล้ว และกุนซือ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็น่าจะใช้เกมเหล่านี้ในการพัฒนาทีมเพื่ออนาคตในระยะยาวมากกว่า

อิรักถือเป็นคนคุ้นเคย

อิรักเจอกับไทยมาแล้ว 2 หนในรอบก่อน

พลพรรค “ช้างศึก” เคยเจอกับอิรักมาแล้ว 2 ครั้งในรอบแบ่งกลุ่มรอบ 2 และจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 ทั้ง 2 นัด

ถึงทีมชาติไทยจะไม่ชนะอิรัก แต่พวกเขาก็เกือบจะทำได้นอกบ้าน แม้มันจะไม่มีผลอะไรเมื่อลูกทีมของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็เข้ารอบเป็นที่ 1 ของกลุ่มอยู่ดีถึงจะไม่ชนะก็ตาม

ซึ่งจากผลงานดังกล่าวทำให้ทีมชาติไทยมีความมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะทีมแชมป์เอเชียน คัพ 2007 ที่มีปัญหานอกสนามอีกครั้ง

เมื่อโค้ชอิรักที่ทำทีมตอนเจอไทยออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันคนที่อิรักต้องการให้มาทำหน้าที่แทนปฏิเสธงานดังกล่าว

อาจจะเป็นเรื่องจริงที่อิรักประมาทไทยไปหน่อยในการเจอกันครั้งล่าสุด และคงไม่ทำพลาดซ้ำสอง แต่อย่างน้อยก็มีทีมหนึ่งที่ไทยรู้วิธีเอาชนะ ซึ่งนั่นจะเป็นสิ่งที่ถูกต่อยอดขึ้นมา

ได้เจอกับสตาร์ดัง

ก่อนจะวิตกกันเกินไปว่าจะเข้ารอบหรือตกรอบ มันก็มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นอยู่ก็คือจะมีนักเตะอย่าง โอมาร์ อับดุลระห์มาน, เคสุเกะ ฮอนดะ, ทิม เคฮิลล์ และ ชินจิ โอคาซากิ ซึ่งเป็นนักเตะชั้นนำของเอเชียลงฟาดแข้งด้วย

พวกเขาคือผู้เล่นระดับท็อปคลาสของทวีป และจะแสดงให้บรรดาดาวดังทีมชาติไทยได้เห็นถึงมาตรฐานที่พวกเขาจะต้องก้าวไปให้ถึง

ชินจิ โอคาซากิ คือหนึ่งในสตาร์ดังที่ทีมชาติไทยจะต้องเจอด้วย

นี่คือโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่จะได้ฟาดแข้งกับดาวเตะระดับพระกาฬ และเชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยจะได้รับประสบการณ์พิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อนอย่างแน่นอน

การเดินทางค่อนข้างสะดวกสบาย

รอบคัดเลือกโซนเอเชียมักจะมีเรื่องของปัญหาการเดินทางเข้ามาเกี่ยว แต่ประเทศไทยถือว่าอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจของทวีปทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก

มันไม่ต้องเดินทางบ้าระห่ำแบบริยาดห์ไปโตเกียว หรือที่แย่กว่านั้นก็คือซิดนีย์โน่นเลย

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างออสเตรเลียที่จะต้องไปเยือนซาอุดีอาระเบียในวันที่ 6 ตุลาคม และจากนั้นต้องกลับมาบ้านเพื่อเจอกับญี่ปุ่นอีก

ซึ่งการเดินทางที่ยากเย็นที่สุดของไทยน่าจะเป็นแค่เฉพาะ 2 แมตช์แรก

โดยทีมจะต้องกลับมาถึงเมืองไทยโดยเร็วหลังจากที่ลงเล่นกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อลงเตะกับญี่ปุ่นที่กรุงเทพฯ 5 วันหลังจากนั้น