จอห์น เดอร์เดน พูดถึง อัฟชิน ก็อตบิ: 'ชายผู้จะพาบุรีรัมย์ไปสู่ยุคใหม่'

จอห์น เดอร์เดน ชี้ว่าตอนนี้ อัฟชิน ก็อตบิ คือเจ้านายตัวเองในการไล่ล่าความสำเร็จกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หลังจากเคยเป็นผู้ช่วยของ ดิ๊ค อั๊ตโวคาท และ พิม เฟอร์บีค มาแล้ว

ชาวต่างชาติอาจจะแวะมาไทยก่อนไปมาเลเซีย แต่กับ อัฟชิน ก็อตบิ แล้ว เจ้าตัวมาที่เมืองไทยนับครั้งได้ก่อนที่จะไปกัวลา ลัมเปอร์

ถือเป็นการสิ้นสุดช่วง 2-3 วันอันวุ่นวาย แต่ทริปเยือนอาเซียนครั้งนี้ก็ทำให้อดีตเฮดโค้ชทีมชาติอิหร่านได้รับรู้ความจริงที่ว่าตอนนี้เขาได้เข้ามากุมบังเหียนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยก็ว่าได้

เขาจะได้ทำงานภายใต้เจ้าของสโมสรอย่าง เนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองผู้ย้ายสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมายังภาคอีสานเมื่อปี 2009 พร้อมกับสร้างสโมสรกับสนามแข่งจนกว่าแชมป์ลีก 3 สมัยในรอบ 4 ปี

แต่จากผลงานในลีกที่ค่อนข้างตะกุกตะกัก บวกกับฟอร์มในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก อันย่ำแย่ ทำให้ อเล็กซานเดร​ กาม่า ต้องไปจากสโมสรทั้งที่พาทีมประสบความสำเร็จในช่วง 2 ปีหลัง

“ผมรู้สึกสนใจในเรื่องราวของบุรีรัมย์เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าของสโมสร” ก็อตบิกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู “เขามีความรักให้กับสโมสรและเมืองอย่างท่วมท้น อีกทั้งยังมีต้นทุนทั้งทางด้านการเงินและการเมืองเพื่อทำให้ทีมนี้เป็นหนึ่งในยอดทีมของเอเชียอีกด้วย”

ก็อตบิเชื่อว่าไทยเหมือนกับเกาหลีใต้ในปี 2001

มีความคล้าย

ก็อตบิรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทวีปนี้ โดยกุนซือวัย 52 ปีออกจากอิหร่านไปพำนักอยู่ที่แคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1977 และได้เริ่มต้นวิชาชีพโค้ชที่นั่น ก่อนจะกลับมายังเอเชียในปี 2001 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีมสต๊าฟฟ์ของ กุส ฮิดดิ้งก์ ในทีมชาติเกาหลีใต้

หลังจากที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลก 2002 เขาก็กลับมาเป็นผู้ช่วยของ ดิ๊ค อั๊ตโวคาท ในปี 2005 และจากนั้นก็เป็น พิม เฟอร์บีค ในปีถัดมา จนกระทั่งปี 2007 เขาก็ถึงคราวกลับบ้านเกิด ซึ่งเพียงแค่ฤดูกาลแรกกับเปอร์เซโปลิส เจ้าตัวก็พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ถัดมาเขาขึ้นกุมบังเหียนทีมชาติอิหร่านและพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียน คัพ 2011 หลังจากนั้นเขาก็โยกไปคุมชิมิสุ เอส-พัลส์ ในญี่ปุ่น

โดยก็อตบิชี้ว่าสถานการณ์ของไทยตอนนี้คล้ายกับเกาหลีในปี 2001 ที่ฟุตบอลทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติต่างก็พร้อมจะทะลุขึ้นมาแจ้งเกิด “ฟุตบอลอาชีพที่นี่กำลังเติบโตและพัฒนา ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น ผมรู้สึกประทับใจกับนักเตะไทย พวกเขาเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆและต้องการจะทำงานของพวกเขา”

งานแรกของก็อตบิคือการกอบกู้ฟอร์มของบุรีรัมย์ในไทยลีก

“ปราสาทสายฟ้า” ยังมีงานต้องทำอีกมากแม้จะยังมีลุ้นแชมป์ลีก หลังจากผ่านไป 44 เกมโดยสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น บุรีรัมย์ก็พบกับความปราชัยถึง 2 ครั้งในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม อีกทั้งตามหลังคู่ปรับอย่างเมืองทอง ยูไนเต็ด อยู่ 8 แต้มด้วยกัน

ซึ่งก็อตบิรู้สึกว่านี่คือทีมที่มีจุดบกพร่องอยู่ “ผมได้ดูมา 5-6 เกมก่อนที่จะตอบตกลง ผมรู้สึกว่าทีมขาดความมั่นใจ, สภาพร่างกายไม่สด และแทคติกยังไม่ดีพอ ผมรู้สึกว่าผมต้องเข้ามาและเปลี่ยนแปลงทีมโดยเร็วเพื่อจะได้คว้าผลการแข่งขันที่ดีและสร้างจุดเปลี่ยนของซีซั่น”

เป้าหมายที่กว้างใหญ่

โดยเกมแรกที่ชนะนครราชสีมา 1-0 นั้น ก็อตบิรู้ดีถึงความกดดันว่าบรรดาแฟนๆของสโมสรส่วนใหญ่ในเอเชียเคยชินกับความสำเร็จ และต้องการที่จะได้มันให้มากขึ้น

“มันมีความกดดันเหมือนกับที่เปอร์เซโปลิส เพราะบุรีรัมย์มีแฟนบอลอยู่ทั่วประเทศ แต่ผมก็ยินดีรับความคาดหวังดังกล่าวเพราะมันจะทำให้ผมได้ดึงสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ผมชอบความกดดันและผมชอบชัยชนะ” ขณะที่กับชิมิสุในญี่ปุ่น สโมสรมักจะขายนักเตะที่ดีที่สุดของตัวเองออกไปบ่อยๆ “หนึ่งในความผิดหวังหลายๆอย่างที่เอส-พัลส์ก็คือว่าเป้าหมายของผมใหญ่กว่าสโมสร”

หลังจากออกสตาร์ทได้ค่อนข้างหนืด บุรีรัมย์ก็พร้อมจะกลับมาใส่เกียร์ห้าอีกครั้ง

โดยในเลกสองนี้จะมีนักเตะใหม่ที่ถูกเติมเข้ามา ขณะเดียวกันดิโอโก้หัวหอกตัวเก่งที่บาดเจ็บก็ใกล้จะฟิตสมบูรณ์แล้ว “พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนอะไรในช่วงตลาดนักเตะเปิดบ้าง ผมจะต้องทำงานกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ผมต้องหมั่นสังเกต, เรียนรู้, ฟัง, คิด และพยายามแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาทีมอยู่เสมอ มันเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป”

จิตใจของความเป็นผู้ชนะ

แน่นอนว่ามันคือความท้าทาย “เราต้องกระตุ้นตัวเองเพื่อให้ได้แชมป์มา และทุกๆเกมที่เราลงเล่นจะต้องเล่นให้ดีกว่าเดิม สิ่งสำคัญอันดับแรกของฟุตบอลอาชีพคือการคว้าชัยชนะจากนั้นคือการเอนเตอร์เทนคนดู งานของผมคือการสร้างทีมที่มีมาตรฐานตายตัว ไม่ว่านักเตะจะพร้อมหรือไม่พร้อมลงสนาม”

“ผมรู้สึกประทับใจกับความรักที่แฟนๆมีให้กับสโมสร ผมรู้สึกได้ว่าสโมสรนี้ใหญ่แค่ไหน ตอนที่คุณอยู่ข้างนอก บางทีคุณอาจจะไม่รู้ว่าฟุตบอลมีความสำคัญแค่ไหนในบุรีรัมย์ ซึ่งต้องให้เครดิตแก่เจ้าของสโมสร เขาสร้างทีมขึ้นมาจากศูนย์ เขาสามารถซื้อสโมสรในยุโรปได้แต่กลับเอาเงินลงทุนในประเทศตัวเองและสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา และนั่นก็ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน”

“ทั่วโลก โค้ชต่างถูกตัดสินที่ผลงาน มันคือส่วนหนึ่งของวงการนี้และเป็นส่วนหนึ่งในงานของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและยอมรับมัน ผมรู้สึกสนุกสนานกับความตื่นเต้นที่เข้ามา ผมพร้อมแล้วสำหรับความท้าทาย”