จอห์น เดอร์เดน: ทีมชาติไทยคือแสงสุดท้ายของอาเซียน

หากไม่แพ้ในเกมวันพฤหัสบดีนี้ทีมชาติไทยจะได้ประกาศศักดาในฐานะแชมป์กลุ่ม และเป็นตัวแทนจากอาเซียนทีมเดียวที่ทะลุเข้าถึงรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก…

โดยพลพรรค “ช้างศึก” ต้องการเพียงแค่แต้มเดียวจากอิรักเพื่อเข้ารอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเปรียบเทียบได้กับการที่กาตาร์สามารถเข้าไปเล่นเวิลด์ คัพ รอบสุดท้ายได้โดยที่ตัวเองไม่ต้องเป็นเจ้าภาพ หรือการที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้กอดคอกันเข้ารอบน็อคเอ้าท์ในทัวร์นาเม้นต์ที่รัสเซียปี 2018 เลยทีเดียว

และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด มันน่าจะเป็นสัญญาณเตือนประเทศที่เหลือในเอเชียว่าไทยกำลังจะเป็นมหาอำนาจของทวีป

สำหรับทีมที่กำลังพัฒนานั้น การได้เข้าไปเล่นในรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายคือก้าวย่างต่อไปแห่งการพัฒนา สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือทีมชุดนี้สามารถเล่นในเกมใหญ่ๆ ที่โซล,​โตเกียว หรือซิดนีย์ ได้อย่างสูสี แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่มันก็ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วสำหรับขุนพล “ช้างศึก” ที่จะลองดู

แม้ว่าด้วยระบบการเล่นรอบคัดเลือก จะทำให้ทีมชาติไทยผ่านเข้าไปเล่นรอบต่อไปอยู่แล้วในฐานะที่เป็น 1 ใน 4 รองแชมป์กลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดก็ตาม ต่อให้แพ้ในเกมนี้ก็เถอะ

แต่การเป็นแชมป์กลุ่มน่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าฟุตบอลไทยกำลังมาถูกทางแล้วจริงๆ

ถึงทีมชาติไทยจะเคยผ่านรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายมาแล้วตอนฟุตบอลโลก ปี 2002 หลังจากที่เป็นแชมป์กลุ่มซึ่งประกอบไปด้วยเลบานอน, ศรีลังกา และปากีสถาน แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับคราวนี้

เพราะตอนนั้นไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่แข็ง พวกเขาไม่ได้มีทีมอย่างอิรักอยู่ในกลุ่มด้วย

โดย “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ถือเป็นชาติที่ทำผลงานดีในระดับทวีปมาตลอด เคยได้แชมป์เอเชียน คัพ เมื่อปี 2007, เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศปี 2011 (แพ้ช่วงต่อเวลาพิเศษต่อออสเตรเลีย) และเข้าถึงรอบตัดเชือกปี 2015 ทำให้การจบด้วยอันดับที่เหนือกว่าอิรักน่าจะเป็นความสำเร็จที่สวยงามเลยทีเดียว เพราะในเกมแบบนัดเดียวรู้ผลนั้นทีมไหนก็สามารถเอาชนะได้ถ้าเกิดเข้าฟอร์มขึ้นมา แต่กับการชนะในรอบแบ่งกลุ่มต้องอาศัยความคงเส้นคงวามากกว่า

และนี่ก็เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ที่นักเตะไทยต้องเจอ

มันคือสิ่งที่เราต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แม้จะผ่านความกดดันในเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ, ความกดดันในไทยลีก รวมถึงเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีกมาก่อน แต่มันก็เทียบไม่ได้เลยกับความกดดันในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย ซึ่งมันเป็นโอกาสที่นักเตะอย่าง ชนาธิป สงกระสินธ์,​ ธีรศิลป์ แดงดา และสารัช อยู่เย็น จะได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาคู่ควรกับการได้มาอยู่จุดๆ นี้

ธีรศิลป์ แดงดา สามารถทำให้อิรักเจ็บปวดในวันที่ท็อปฟอร์ม

พวกเขาต้องพัฒนาเกมของตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมรุกนั้นจะมีโอกาสเปิดช่องให้ไม่มาก แต่เมื่อมาถึงแล้วต้องทำให้ได้

เช่นเดียวกับแนวรับ ที่ผู้รักษาประตู กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และกัปตันทีม ธีราทร บุญมาทัน จะต้องเจอกับบรรดาแนวรุกชื่อก้อง และบางคนก็ได้รอพวกเขาอยู่ที่เตหะรานแล้ว

แน่นอนว่ามันจะเป็นเกมที่ยาก เพราะอิรักมีนักเตะพรสวรรค์สูงหลายคน

โดยกองหลัง อาลี อัดนัน ที่เล่นให้กับอูดิเนเซ่ในอิตาลี และ ดุรกอม อิสมาอิล ที่เล่นในตุรกี คือคู่ฟูลแบ็คที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเอเชีย ขณะที่ ซาอัด อับดุล อามีร์ คือหัวใจสำคัญในแผงมิดฟิลด์ ถึงแม้ว่า ยาเซอร์ คาซิม ที่เล่นอยู่ในอังกฤษจะบาดเจ็บ แต่ โอซามะ ราชิด ก็เป็นตัวตายตัวแทนที่ดี

นอกจากนั้นในแนวรุกก็ยังมี ยูนิส มะห์มูด ที่แฟนบอลหลายคนในอิรักคิดว่าดาวเตะวัย 37 ปีแก่เกินแกงและมีอิทธิพลในทีมมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตามก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากัปตันทีมชุดแชมป์ปี 2007 รายนี้มักจะทำประตูสำคัญๆ ได้เสมอ

ด้วยความที่เป็นศูนย์หน้ามากประสบการณ์และเป็นจอมเจ้าเล่ห์, ฉลาดในเรื่องแทคติก, ชอบกดดันกรรมการ และพยายามจะเอาเปรียบอยู่ตลอด จะทำให้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของไทยต้องเจอกับงานหนัก พวกเขาจะไม่สามารถผ่อนคลายได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

และมันก็จะเป็นบททดสอบที่สำคัญของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เมื่อโค้ชวัย 42 ปีไม่เคยสัมผัสกับประสบการณ์แบบนี้มาก่อนในฐานะกุนซือ ซึ่งการไปเตหะรานเพื่อเผชิญหน้ากับหนึ่งในยอดทีมของเอเชีย และจำเป็นต้องคว้าผลการแข่งขันให้ได้ในเกมที่ใหญ่ที่สุดของทีมชาติไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมาจะแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นโค้ชแบบไหน

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะกุนซือ

พวกเขาจะเล่นแบบรัดกุม? หรือจะเริ่มต้นอย่างดุดันเพื่อทำประตู? มันอาจจะเป็นการพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ซากๆ แต่มันก็เลือกยากจริงๆ ว่าจะเอาแทคติกไหนเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องชนะ

นอกจากนี้มันยังเป็นบททดสอบสำหรับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย (FAT) ด้วยเช่นกัน แม้กองเชียร์ในแบกแดดจะน่ากลัวกว่าก็จริง แต่ทริปเยือนเมืองหลวงของอิหร่านเองก็มีความท้าทายในตัวมันเองอยู่

โดยในอดีตนั้นทางสมาคมฯได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการความสามารถในการจัดการ ซึ่งบางครั้งกุนซืออย่าง วินฟรีด เชเฟอร์ และ ไบรอัน ร็อบสัน ถึงกับหัวเสียที่มีเวลาเพียงแค่น้อยนิดในการเตรียมทีมนัดสำคัญๆ

แต่จนถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไปได้สวยเลยทีเดียว เมื่อทีมมาถึงตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่แตกต่าง เพราะการที่เมืองหลวงของอิหร่านอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตรนั้นจะสร้างปัญหาได้อย่างแน่นอนหากไม่มีการเตรียมตัว

ซึ่งทีมชาติไทยน่าจะพร้อมแล้ว และจริงๆ ต้องพร้อมแล้วด้วยในตอนนี้

และมันก็เป็นบททดสอบอย่างหนึ่งสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน เพราะอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าทัพ “ช้างศึก” กำลังประกาศศักดาให้กับภูมิภาค ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง

อาเซียนจำเป็นต้องมีสักทีมหนึ่งที่เข้าถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายและไปให้สุดทาง แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตาม

ซึ่งความสำเร็จของไทยบนเวทีระดับทวีปจะช่วยยกระดับสถานะให้กับภูมิภาคโดยรวม และไม่ว่าทีมชาติไทยไปที่ไหน แฟนๆ ชาติอื่นก็สามารถตามไปได้ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย,​ เวียดนาม, สิงคโปร์ หรืออินโดนีเซีย ทั้งหมดนี้ควรจะเชียร์คู่ปรับร่วมภูมิภาคของพวกเขา  เพราะนี่คือหน้าตาของอาเซียน

แม้จะมีบททดสอบและความกดดันมากมายรออยู่ตรงหน้า แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญ ซึ่งทีมชาติไทยใกล้จะไปถึงจุดนั้นแล้ว อีกเพียงแค่ 90 นาทีเท่านั้นเอง