จอห์น เดอร์เดน : ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนโค้ชในลีกไทยและมาเลเซีย

ความอดทนควรเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครหน้าไหนบนโลกนี้ก็ควรจะมี แต่ดูเหมือนว่าในโลกฟุตบอลปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านี้กำลังลดน้อยลงทุกทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฟุตบอลไทยและฟุตบอลมาเลเซีย

ความอดทนในโลกฟุตบอลปัจจุบันมักจะเป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้เสียเเล้ว ที่อาร์เซนอลพวกเขามี อาร์เซน เวนเกอร์ คนที่คุมทีมมากว่า 20 ปี แต่เขากลับได้รับเสียงโห่กดดันจากแฟนบอลทันทีหลังจากจบเกมเปิดสนามพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

การทำงานในระยะเวลาอันยาวนานของเวนเกอร์เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งไม่ว่าจะในอังกฤษหรือในลีกใหญ่ๆของยุโรปที่โค้ชส่วนใหญ่ต้องรับกรรมสนองแบบติดจรวด

เมื่อฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจและต้องมีคนถูกลงโทษหากไม่สามารถทำกำไรได้ ไม่เว้นแม้แต่ที่ไทยเเละมาเลเซียที่ดูเหมือนว่าสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังร้อนไม่เท่าเก้าอี้ของเหล่ากุนซือเลยด้วยซ้ำไป

กุนซือต่างชาติหลายๆรายที่เข้ามารับงานนั้นได้เวลาในการทำงานแทบไม่ต่างจากการพาครอบครัวมาพักร้อน ที่กัวลาลัมเปอร์เมืองหลวงของมาเลเซีย คุณสามารถเปิดหนังสือพิมพ์และพบว่ามีผู้จัดการทีมถูกไล่ออกไม่เว้นแต่ละวัน

หากมองไปที่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2015-16 ค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนโค้ชระหว่างฤดูกาลของพวกเขามีเพียง 20% เท่านั้น และมีเพียง 6 ทีมเท่านั้นที่ปลดโค้ชหลังจากเริ่มฤดูกาลใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้และหากคิดเป็นเปอร์เซ็นก็ได้ค่าเฉลี่ยนแค่ 30% เช่นกัน

ทว่าที่มาเลเซียค่าอัตราเฉลี่ยการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมีมากถึง 58% เลยทีเดียวจากกุนซือทั้งหมด 12 คนที่ได้คุมทีมตอนเริ่ม มาเลเซีย ซุเปอร์ลีก ฤดูกาล 2016  แต่ทว่ามีเพียงแค่ 5 คนเท่านั้นทีเหลืออยู่ขณะที่การเเข่งขันยังไม่จบลงเลยด้วยซ้ำไป

บางคนโดนไล่ออกมากกว่า 1 ครั้งเลยทีเดียว เช่น ไมค์ มัลเวย์ ชายผู้ถูกแต่งตั้งเป็นกุนซือของ เตเร็งกกานู ในเดือน มีนาคม

"ผมไม่ได้รับการตัดสินแบบที่ปกติเขาทำกัน" มัลเวย์ เล่าให้ FFT ฟัง ก่อนจะเสริมต่อว่า "ผมหวังไว้ว่าผมจะทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ผมมองหาสโมสรที่สามารถให้ความมั่นคงและมีเวลาไม่น้อยกว่า 18 เดือนสำหรับการพาทีมไปยังจุดที่วาดหวังไว้" ...และเขาได้เวลาไม่ถึง 18 สัปดาห์เลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ไทยพรีเมียร์ลีกก็มีอัตราการปลดโค้ชไม่ต่างกัน เพราะลีกสูงสุดของไทยก็มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมอยู่ที่ 55%

Mike Mulvey only got 18 weeks with Terengganu

10 จาก 18 สโมสรเปลี่ยนผู้จัดการทีมนับตั้งแต่ฤดูกาลเริ่มขึ้นและมีถึง 4 ทีมที่เปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวถึง 2 ครั้งในฤดูกาลเดียว

ล่าสุดผู้โชคร้ายคือ อัฟชิน ก็อตบิ อดีตผู้จัดการทีมชาติอิหร่าน ผู้ที่ถูก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่งตั้งในเดือน พฤษภาคม ผลงานตลอด 3 เดือนของเขาตือ ชนะ 7 เสมอ 6 และ แพ้ 2 ซึ่งเขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งในที่สุด

บุรีรัมย์ เคยเป็นทีมที่ดูมีความสมดุลและลงตัวในยุคของอดีตโค้ช อเล็กซานเดร กาม่า ที่คุมทีมตลอดระยะเวลา 2 ปีก่อนที่เขาจะถูกปลดจากตำแหน่งใน 12 สัปดาห์ก่อนหน้านี้

กุนซือชาวบราซิลคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย แต่เขาก็ต้องรับกรรมในปีต่อมาเพราะว่าผลงานของทีมไม่สามารถเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่จะลุ้นไปเล่นฟุตบอล เออเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นทำให้สถานการณ์ในแคมป์ของบุรีรัมย์ร้อนระอุขึ้น

ก็อตบิ เองก็ไม่สามารถขับเคลื่อนปราสาทสายฟ้าให้เข้าไปทาบรัสมีของ เอสซีจี เมืองทอง และ แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่คว้าชัยชนะได้ในทุกๆสัปดาห์การเเข่งขันได้เลย และเรื่องนี้มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับทีมอย่าง บุรีรัมย์

แกรี่ สตีเว่นส์ อดีตกุนซือของ 2 สโมสรในประเทศไทยทั้ง อาร์มี่ ยูไนเต็ด และ การท่าเรือ เอฟซี เชื่อว่ากุญเเจของความสำเร็จนั้นคือความมั่นคงที่กุนซือควรได้รับ

Tiago Jensen was one of the first to be rested this season in Malaysia

"ผมหวังว่าทุกๆคนจะเห็นการทำงานของ มาโน่ โพลกิ้ง ที่แบงค็อก ยูไนเต็ด" อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษ เล่าให้กับ FFT ฟัง "มันเป็นฤดูกาลที่สามของ มาโน่ และในทุกๆปีพวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาคือโค้ชที่ดีและรู้จักนักเตะทุกๆคนของเขาแบบลึกซึ้งนั่นก็เป็นเพราะว่าสโมสรให้เวลากับเขา และนี่คือสิ่งที่กุนซือทุกคนในโลกต้องการ"

บุรีรัมย์ ต้องการความสำเร็จอยู่เสมอ และเวลาที่เหล่าโค้ชต่างประเทศได้ยังไม่ใช่เวลาที่เพียงพอสำหรับการเดินทางมาคุมทีมในต่างประเทศเป็นครั้งแรก

อิสเซย์ นาคาจิมะ เข้ามาคุมทีม เตเร็งกานู ในเดือน เมษายน ปี 2015 และนั่นทำให้เขาเป็นกุนซือคนที่สี่ของทีมเข้าให้เเล้ว

"ตอนเป็นนักเตะผมเล่นเล่นให้กับ 13 ทีมตลอดชีวิตการค้าแข้ง" อดีตนักเตะทีมชาติแคนาดาบอกกับ FFT "เมือผู้เล่นต่างชาติมีโอกาสเดินทางมายังประเทศอื่นๆ มันต้องใช้เวลาปรับตัวอย่างน้อยก็ 2 ถึง 3 เดือนหรือไม่ก็ต้อง 6 เดือนเพื่อเรียนรู้เพื่อนร่วมทีม , สไตล์การเล่น และ การเคลื่อนที่ มันต้องใช้เวลาเพื่อตั้งหลักกันทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่กับตำแหน่งผู้จัดการทีมด้วยก็เช่นกัน ผมคิดแบบนั้นเสมอ"

การเปลี่ยนโค้ชอย่างต่อเนื่องอาจสร้างผลประโยชน์ให้กับเหล่าเอเย่นต์ แต่มันดูไม่ค่อยมีประโยชน์กับสิ่งอื่นๆเลย สโมสรลงดาบโค้ชทันทีสำหรับผลงานที่ย่ำแย่แล้วก็หาเรื่องเปลี่ยนแปลงมันและมันก็วนไปอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Nakajima believes coaches need more time

แกรี่ สตีเว่นส์ พูดถึงเรื่องดังกล่าวต่อว่า "ถ้าคุณได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือและคุณมีเรื่องที่ต้องให้พบกับความผิดพลาดแน่นอนคุณต้องรีบเปลี่ยนมัน แต่ถ้าหากคุณถูกแต่งตั้งโดยคนที่ผิดพลาดล่ะก็หลังจากนั้นคุณก็จะถูกไล่ออก แน่นอนที่สุดเลย บางครั้งเจ้าของทีมก็เป็นแบบนี้แหละและคุณก็พูดได้เพียงว่าจะทำไงได้นี่มันเงินของพวกเขานี่"

การพูดคุยกับกุนซือในภูมิภาคทั้งในปัจจุบันและอดีตเราพบว่ามี 2 ปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจน และหากเหล่าโค้ชต่างประเทศจอมแท็คติกมีตำแหน่งที่มั่นคงกว่านี้ผลงานพวกเขาอาจจะดีกว่าแคนดิเดตที่จะมาแทนเขาก็ได้

สิ่งที่สำคัญคือเมื่อทุกๆคนรู้ว่างานของคุณจะมีระยะเวลาสั้นมากๆ มันก็จะทำให้คุณมีแรงจูงใจในการทำงานน้อยลงสำหรับโค้ชที่วางแผนงานประสบความสำเร็จในทันที และความจริงคือมีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่สามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ได้ นี่คือสิ่งที่ สตีเว่น ชี้ให้เราเห็น

"ดูการเเข่งขันที่อังกฤษในตอนนี้สิ มีโค้ชเก่งมากมายอยู่ในพรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะเป็น มูรินโญ่ , กวาร์ดิโอล่า, คอนเต้, คล็อปป์, เวนเกอร์ และ คนอื่นๆ แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ แต่เป้าหมายแชมป์ดันมี 4-5 ทีมที่ต้องการนั่นทำกับว่าพวกเขาที่เหลือล้มเหลวใช่ไหม? หรือพวกเขาเป็นแค่โค้ชที่ห่วยแตกใช่รึเปล่า ?" … หากพวกเขาอยู่ในประเทศไทยหรือมาเลเซียพวกเขาคงไม่มีเวลาได้เปลี่ยนแปลงอะไรแน่นอนเลยทีเดียว