'จิ้งจอก-ไก่'โมเดล: 4 สิ่งที่ทีมใหญ่ควรศึกษาจากเลสเตอร์และสเปอร์ส

ลีกสูงสุดของอังกฤษได้สั่นสะเทือนอย่างแรงในฤดูกาล 2015/16 และ อเล็กซ์ เคเบิ้ล ทีมงานของเราจะมาอธิบายว่าสิ่งไหนบ้างที่พวกทีมบิ๊กเนมทั้งหลายควรเอาเยี่ยงอย่าง 2 ทีมม้ามืด…

พรีเมียร์ลีกอาจทรงตัวในรูปแบบนี้ไปจนจบฤดูกาล หลังจากที่มีความวุ่นวายบริเวณหัวตารางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และคนรุ่นต่อไปจะต้องย้อนกลับมาดูเรื่องราวของฤดูกาลนี้ที่เรียกได้ว่ามีทั้งความประหลาด, ตลกขบขัน และคาดเดาได้ยากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษฤดูกาลหนึ่งเลยทีเดียว

เพราะก่อนหน้านี้บรรดาทีมเต็งไม่เคยพร้อมใจกันฟอร์มตกมากมายขนาดนี้มาก่อน ต่ที่น่าเหลือเชื่อก็คือนี่ยังไม่ใช่จุดพีคที่สุดของฤดูกาลนี้ เมื่อทั้งเชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างยกธงขาวยอมแพ้อย่างง่ายดาย กลายเป็นว่าเลสเตอร์และสเปอร์สคือทีมที่น่าดู, สม่ำเสมอ และสมบูรณ์แบบที่สุดในลีกไปเสียอย่างนั้น

และจากการที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเกือบตลอดทั้งฤดูกาล ทำให้ได้เห็นความแตกต่างระหว่าง 2 ทีมลุ้นแชมป์กับทีมใหญ่ๆ ที่เหลือพอสมควร และนี่คือสิ่งที่ทีมบิ๊ก 5 ควรจะเรียนรู้เอาไว้สักอย่าง 2 อย่าง…

1. กลางรับทำให้แบ็คทำเกมรุกได้อย่างไร้กังวล

ว่ากันว่าจุดที่น่าประทับใจและถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สุดของแทคติกจากโปเช็ตติโน่คือการใช้ เอริก ไดเออร์,​ แดนนี่ โรส และ  ไคล์ วอล์คเกอร์

ฟูลแบ็คของสเปอร์สคือส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในเกมรุก เพราะเป็นคนขึ้นเกมทางด้านข้างในระบบ 4-2-3-1 ที่ยืนกันแน่นมาก โดยตัวรุกทั้ง 3 คนจะขยับเข้ามาด้านในแล้วทำเกมเจาะเข้ามาตรงกลาง เพื่อสร้างพื้นที่ตรงริมเส้นให้กับโรสและวอล์คเกอร์ได้ขึ้นมา

ในระบบนี้จะขาดไดเออร์ไปไม่ได้ เพราะในช่วงที่สเปอร์สบุกกดดันจะเป็นเจ้าตัวที่ถอยต่ำลงมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ พร้อมกับถ่าง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ แยน แฟร์ตองเก้น ขยับไปคุมพื้นที่ด้านข้าง 

ซึ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดหากมีการนำหมากดังกล่าวมาใช้ เพราะเฟอร์นานโดมีความสามารถที่จะเล่นปราการหลังตัวกลางจำเป็นได้ พร้อมกับลดความสับสนในบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลางไปในตัว

ยิ่งไปกว่านั้น ปาโบล ซาบาเลต้า กับ อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ก็จะขึ้นไปเติมเกมรุกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่จะต้องมาพะวงหลัง ขณะที่ 3 ประสานแนวรุกอย่าง เควิน เดอ บรอยน์,​ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ ดาบิด ซิลบา ก็จะได้หุบเข้าไปเล่นด้านในมากขึ้นคล้ายกับแทคติกของ “ไก่เดือยทอง”

ขณะที่เชลซีที่เสียประตูเยอะมากจากลูกโต้กลับในฤดูกาลนี้ รวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีปัญหานักเตะในตำแหน่งกองหลังบาดเจ็บกันระนาวก็สามารถขันเกมรับให้แน่นหนาด้วยการใช้กลยุทธนี้ได้เช่นกัน

เกมรับของไดเออร์ทำให้ระบบของโปเช็ตติโน่ไหลลื่น

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าฟูลแบ็คมีความสำคัญมากขึ้นในเกมรุก ดังนั้นทำไมจึงมีทีมในอังกฤษน้อยมากที่จะเรียนรู้ในการทำให้ทีมมีความสมดุล?

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนที่ในช่วง 5 ปีหลังสุดจะมีคู่ฟูลแบ็คฝีเท้าดีถึง 2 คู่ทั้งวอล์คเกอร์/โรส และ ไรอัน เบอร์ทรานด์/นาธาเนียล ไคลน์ ซึ่งทั้งหมดผ่านการติวมาจากโปเช็ตติโน่ทั้งสิ้น ถึงเวลาแล้วที่สโมสรใหญ่ๆ จะโขมยไอเดียนี้มาใช้บ้างแล้ว

2. ซื้อตัวรับมากขึ้นเพื่อการันตีชัยชนะ

ประเด็นนี้ถือว่าชัดเจนแจ่มแจ้งตลอดทั้งฤดูกาลว่าไม่มีทีมยักษ์ใหญ่ทีมไหนที่มีขุมกำลังในแนวรับให้เลือกใช้งานเพียงพอเมื่อยามจำเป็นเลย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บ 3 แต้มได้เพียงครั้งเดียวจาก 11 นัดที่เจอกับทีมระดับท็อป 7 ด้วยกัน ขณะที่ลิเวอร์พูล (15) และเชลซี (14) คือทีมที่เสียแต้มทั้งที่เป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อนมากที่สุด

บางทีในกรณีของ เจมส์ มิลเนอร์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในการอธิบายถึงคุณค่าของนักเตะสไตล์โบราณ ซึ่งแมนฯซิตี้นั้นเต็มไปด้วยบรรดาตัวรุก แต่ไม่สามารถหารั้งมิลเนอร์ได้ในช่วงซัมเมอร์ ทั้งที่กองกลางเลือดผู้ดีลงเล่นในลีกถึง 32 นัดเมื่อซีซั่นก่อน

เขาได้ลงเล่นแทบทุกนัดเวลาเจอกับทีมลุ้นแชมป์ด้วยกัน โดยแย่งบอลได้เฉลี่ยถึง 3.1 ครั้งต่อเกมในการเจอกับทีมท็อป 7 ด้วยกัน และการที่ “เรือใบสีฟ้า” ไม่มีเขาก็ส่งผล อย่างชัดเจนใน 5 เกมหลังสุดที่เจอกับทีมท็อป 7 เมื่อบรรดาตัวรุก 4 คนของพวกเขาแย่งบอลเฉลี่ยได้แค่ 0.95 ครั้งและตัดบอลได้เพียง 0.75 ครั้งต่อเกม

มีบ่อยครั้งที่สเปอร์สและเลสเตอร์เปลี่ยนตัวลงไปเพื่อรักษาสกอร์ตอนที่นำห่างไม่มาก โดย ทอม คาร์โรลล์ และ ไรอัน เมสัน (มีการเปลี่ยนตัวทั้ง 2 คนลงมารวมกันแล้ว 24 ครั้ง) นั้นแย่งบอลได้รวมกันเฉลี่ยนัดละ 6.0 ครั้งและตัดบอลได้อีกนัดละ 3.8 หน ขณะที่รานิเอรี่ใช้ แอนดี้ คิง (เปลี่ยนตัวลงมา 14 ครั้ง) เพื่อช่วยให้เกมแน่นขึ้น (แย่งบอลได้ 2.6 ครั้ง, ตัดบอลเฉลี่ย 2.8 ครั้งต่อเกม) เช่นเดียวกับ เลโอ อูญัว หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ต้องลงมาช่วยเกมรับเวลาเสียลูกตั้งเตะด้วยเช่นกัน

ซึ่งนักเตะประเภทนี้แทบจะไม่มีในสโมสรใหญ่ๆ เมื่อตัวสำรองที่มักถูกส่งลงมาเป็น เมมฟิส เดปาย, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน,​เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ และ โลอิก เรมี่ ถามหน่อยว่าเกมรุกคือเกมรับที่ดีที่สุดเสมอไปหรือ? เพราะ 4 ทีมที่ว่านี้ไม่มีปีกจอมขยันแบบมิลเนอร์เลย

ความขยันของมิลเนอร์คือสิ่งที่แมนฯซิตี้ขาดหายไป

3. เลิกใช้เพลย์เมคเกอร์มายืนมิดฟิลด์ตัวกลาง

ภาพของ เชสก์ ฟาเบรกาส วิ่งเหยาะๆ ด้วยความเฉื่อยชาขณะที่คู่ต่อสู้กำลังทำเกมรุกอยู่ตรงกลางสนามกลายเป็นภาพที่เห็นจนชินตาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และมันก็นเป็นภาพสะท้อนของทางฝั่งแมนฯซิตี้ที่ ยาย่า ตูเร่ เดินเอื่อยๆ อยู่ตรงแดนกลาง

ซึ่งทั้ง 2 กรณี (และอาจนับรวมเคสของ อารอน แรมซี่ย์ กับอาร์เซนอลได้ในบางครั้ง) ถือเป็นแทคติกที่ล้าสมัยไปแล้ว จริงอยู่ที่ฟาเบรกาสเคยวาดลวดลายบนผืนหญ้าในสนามเอมิเรตส์ในตำแหน่งนี้มาแล้วเมื่อ 1 ทศวรรษก่อน แต่ตอนนี้ดูจะเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะรับมือกับการต่อสู้ในแดนกลางที่มีความดุเดือดและสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

และทั้งเลสเตอร์กับสเปอร์สก็ได้ใช้คู่กลางไดนาโม 2 คน โดยคนหนึ่งเป็นตัวทำลายเกม ขณะที่อีกคนเป็นสไตล์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ ซึ่งทั้งคู่จะช่วยสร้างเสถียรภาพยามครองบอลและคอยเป็นกำแพงด่านแรกยามเล่นเกมรับ

ซึ่งทั้ง มุสซ่า เดมเบเล่ และ แดนนี่ ดริ๊งก์วอเตอร์ มีความสามารถที่จะจ่ายบอลแบบคิลเลอร์พาสและสอดขึ้นมาตรงกลางสนามได้ แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังมีความฉลาดในการยืนตำแหน่งและการคุมพื้นที่ซึ่งจำเป็นในการเจอกับทีมใหญ่ๆ ด้วย

แต่มันไม่ใช่ในกรณีของเชลซี, อาร์เซนอล หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยฟาเบรกาสและตูเร่จะตัดบอลได้เฉลี่ย 0.7 และ 0.9 ต่อเกมตามลำดับ (ถือว่าน้อยกว่าดริ๊งก์วอเตอร์1.6 และเดเบเล่ 2.0 อย่างชัดเจน) ขณะที่ฟาเบรกาส (56) และแรมซี่ย์ (54) คือคนที่เลี้ยงบอลมากที่สุดในลีก ตรงข้ามกับเดมเบเล่ที่ตลอดทั้งซีซั่นเลี้ยงบอลแค่ 8 ครั้ง

4. ใช้ลูกเซ็ตพีซให้เป็นประโยชน์

ใน 3 จาก 4 ฤดูกาลที่ผ่านมา แชมป์พรีเมียร์ลีกจะติด 2 อันดับแรกที่ได้ประตูจากลูกเซ็ตพีซมากที่สุด ซึ่งแพทเทิร์นดังกล่าวยังคงอยู่ในฤดูกาล 2015/16 เมื่อทั้งสเปอร์สและเลสเตอร์ติดอันดับผู้นำด้วยจำนวน 21 และ 17 ลูกตามลำดับ

และเป็นอีกครั้งที่บรรดาทีมใหญ่ไม่มีชื่ออยู่ในลิสต์นี้

ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีการได้มาซึ่งประตูที่ไม่ค่อยเท่ห์นัก แต่ขนาดบรมกุนซืออย่าง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ยังรู้ดีถึงความสำคัญของการฝึกลูกเซ็ตพีซ อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำประตูจากลูกตั้งเตะได้เพียง 8 ลูกซึ่งถือว่าน้อยมาก แสดงให้เห็นถึงการละเลยตรงจุดนี้ของ หลุยส์ ฟาน กัล ขณะที่อาร์เซนอลอยู่ที่ 11 ลูก ซึ่งน้อยกว่าซีซั่นก่อนครึ่งหนึ่ง ส่วนตัวเลข 13 ประตูของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ควรจะได้รับการปรับปรุงเมื่อทีมมีกองหลังตัวใหญ่ขนาดนั้น

โดยประตูชัยของ เวส มอร์แกน ในเกมกับเซาแธมป์ตันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบว่าลูกเซ็ตพีซเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมที่คู่ต่อสู้ลงไปรับลึกและกดดันอย่างต่อเนื่องจนเปิดช่องให้ยิงจากจังหวะโอเพ่นเพลย์น้อยมาก

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android