จิรัฏฐ์ จันทะเสน : ชายขาเป๋...ผู้พิทักษ์ประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย

แฟนๆ นักอ่าน FFT TH น่าจะจำกันได้ดีถึงบทความพิเศษ “100 ปี 100 เรื่องต้องจดจำประวัติศาสตร์ทีมชาติไทย” ที่ทางทีมงานได้นำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่หากว่าใครสังเกตละเอียดสักหน่อยก็จะเห็นชื่อของผู้ชายคนหนึ่งที่เราได้กล่าวขอบคุณไว้เป็นพิเศษ...

ชื่อเสียงเรียงนามของเขาคือ จิรัฏฐ์ จันทะเสน เลขาธิการสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยและกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์คณะฟุตบอลสยาม ข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับทีมชาติไทยเกือบทุกชิ้นเริ่มต้นมาจากการค้นคว้าของเขา และแทบไม่น่าเชื่อว่างานปริมาณมหาศาลเช่นนี้จะมาจากน้ำพักน้ำแรงของชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง...ขาข้างขวาไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ ต้องคอยเดินกระโผลกกระเผลก เพียงคนเดียว...

เรื่องราวของกัปตันทีมชาติไทยคนแรก, การก่อกำเนิดทีมชาติชุดแรกในนาม “คณะฟุตบอลแห่งประเทศสยาม” กระทั่งสถิติการเข้าทัวร์นาเมนต์ระดับโลกครั้งแรกของทีมชาติไทยใน โอลิมปิก 1958 - ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันได้ก็เพราะการเก็บและตามล่าแบบไม่ลดละของชายที่ชื่อ จิรัฏฐ์ ...คนธรรมดาคนหนึ่งที่เริ่มต้นงานอันยิ่งใหญ่ด้วยคำว่า “ความรัก” เป็นแรงจูงใจ

จิรัฏฐ์ จันทะเสน ผู้พิทักษ์ประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย

จุดเริ่มต้นของ “อนุทินลูกหนัง”

“ตอนแรกมันท้อมากๆ แสงสว่างข้างหน้าไม่มีเลย ผมเห็นแค่ข้อมูลแค่สถิติแต่ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงชีวิตตัวเองยังไง เงินเดือนข้าราชการที่รับอยู่เดือนละ 1,800 บาทก็ต้องเอาไปใช้หนี้พนันบอลจนหมด แต่ด้วยความที่ใจมันรัก จะให้หยุดก็เป็นไปไม่ได้”  จิรัฏฐ์ย้อนความหลังถึงช่วงเวลาที่เขาเริ่มต้นจริงจังกับการเก็บสถิติและข้อมูลทีมชาติไทยเมื่อช่วงปีพ.ศ. 2540

“เวลาว่างๆ ผมมักจะชอบไปนั่งเล่นในหอสมุดแห่งชาติ เพราะที่นั่นมีหนังสือพิมพ์และนิตยสารเกี่ยวกับฟุตบอลไทยเยอะมาก เวลาต้องการค้นคว้าข้อมูลอะไรก็จะมาตรงนี้ตลอด มีครั้งหนึ่งผมไปนั่งค้นคว้าตามปกติ แล้วไปเจอเรื่องที่สุดยอดมากซึ่งตอนนี้จำไม่ได้แล้วนะว่าเรื่องอะไร (ฮา) จนต้องถ่ายเอกสารเป็นสำเนาเอาไว้ ทั้งๆ ที่ตังค์ในกระเป๋าก็เหลือแค่น้อยนิด”

“เงินติดตัวที่มีอยู่ไม่กี่บาทเราก็เอาไปถ่ายเอกสารจนหมด ขากลับเลยต้องหอบเอากองเอกสารเดินจากหอสมุดไปบ้านน้องสาวที่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่แถวเตาปูน ผมบอกน้องสาวว่าพี่อ๊อดขอ 5 บาทนะ เอาไว้ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน… น้องสาวผมยื่นแบงค์ร้อยมาให้ใบนึง แต่ผมไม่เอา ผมขอแค่ 5 บาท”

“มือข้างหนึ่งกำเหรียญไว้แน่น อีกข้างถือกองเอกสารฟุตบอลไทย ท้องก็ร้องหิว ในหัวมีแต่ความเครียด คำถามที่ผุดเข้ามาในหัวตลอดเวลาก็คือ ‘กูมาทำอะไรตรงนี้?’ ”

อันที่จริงแล้วความหลงใหลในกีฬาฟุตบอลของจิรัฏฐ์เริ่มต้นตั้งแต่เด็กๆ เมื่อมันถูกถ่ายทอดมาจากผู้เป็นพ่อ ย้อนกลับไปสมัยก่อนการถ่ายทอดสดฟุตบอลเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ดังนั้นการที่แฟนๆ จะได้ดูเกมกีฬานี้แบบเต็มสองตาก็มีทางเลือกไม่มากนอกจากซื้อตั๋วเข้าไปดูแบบชิดติดขอบสนาม

ด.ช.ปิยวัฒน์ จันทะเสน (ซ้ายสุด) ในวัยเด็กกับพี่น้องทั้งสองคน

และจิรัฏฐ์ก็เล่าให้เราฟังว่าสมัยเด็กๆ พ่อของเขาที่คลั่งไคล้ฟุตบอลสุดๆ ก็มักจะพาเขาไปดูบอลที่สนามศุภชลาศัยเสมอ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการเดินทางกว่าครึ่งค่อนวัน โดยสารทั้งเรือ ต่อรถเมล์ และนั่งแท็กซี่จากบางเลน นครปฐม มาถึงสนามกีฬาแห่งชาติ

“จะมาดูฟุตบอลแต่ละทีเมื่อก่อนมันไม่สะดวกอย่างทุกวันนี้ นั่งเรือต่อรถเมล์ขึ้นแท็กซี่ กว่าจะมาถึงสนามศุภฯ ได้ก็ใช้เวลาทั้งวัน แล้ววันนั้นเป็นวันที่ผมไม่มีวันลืม มันคือปีที่ทีมชาติไทยลงสนามเจอกับทีมชาติญี่ปุ่นในรายการชิงแชมป์เยาวชนเอเชีย ตอนแรกตื่นเต้นมากแต่พอไปถึงสนามก็ได้ยินเสียงประกาศว่าตั๋วหมด”

“เมื่อก่อนคำว่าตั๋วผีไทยไม่มี ผมกับพ่อก็ไร้ทางเลือกต้องกลับบ้านแบบคอตก แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดินก็ได้ยินเสียงคนตะโกน ‘ทางนี้! ทางนี้! มีคนพังรั้ว!’ ผมกับพ่อก็เลยจูงมือวิ่งพากันเข้าไปในสนาม ท่ามกลางคนหลักร้อยผมเป็นหนึ่งในนั้นที่ได้ยืนอยู่บนลู่วิ่งของสนามศุภฯ เสียงตะโกน เสียงเชียร์ และบรรยากาศหลายๆ อย่าง มันยังตรึงใจจนถึงทุกวันนี้”

“จบเกมทีมชาติไทยชนะไปเท่าไหร่ผมจำไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้แม่นคือมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมชอบฟุตบอลแบบสุดหัวใจ...” และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ด.ช.ปิยวัฒน์ จันทะเสน ก็ตามดูตามอ่านและจดสถิติการลงแข่งขันของทีมชาติไทยแบบทุกนัดไม่มีขาดตกบกพร่อง เขาจะคอยพลิกหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อหาดูว่าวันนี้ทีมชาติไทยแข่งไหม ชนะรึเปล่า และใครเป็นผู้ยิงประตู จากนั้นก็บันทึกลงในสมุดจด เช้าวันรุ่งขึ้นก็จะเอาสถิติที่น่าสนใจต่างๆ ไปคุยเล่นกับเพื่อนคอเดียวกันที่โรงเรียน

...เป็นช่วงเวลาที่จิรัฏฐ์บอกเราว่ามีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ด้วยความที่ผู้เป็นพ่อรับราชการกรมชลประทาน จึงทำให้ต้องย้ายประจำการทั่วเขตปริมณฑลอยู่บ่อยครั้ง และบางหนเขากับครอบครัวก็จำต้องย้ายถิ่นฐานตามไปอยู่เป็นเพื่อน เศษกระดาษหรือสมุดบันทึกที่เคยจดเคยเก็บจึงหายสาบสูญตามกาลเวลา เช่นเดียวกับความหลงใหลฟุตบอลที่เริ่มเข้นข้นน้อยลงสวนทางกับภาระการเรียนที่เรียกร้องมากขึ้นแปรผันตามตัวเลขอายุ

ศิลปะ ความฝัน และชีวิตจริง

หลังจากการพยายามสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร ล้มเหลวแบบน่าผิดหวัง จิรัฏฐ์ไม่ยอมแพ้ขอเดินหน้าตามความฝันที่อยากเป็นช่างศิลปะด้วยการเข้าเรียนวุฒิปวช.ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอาชีวศิลป์ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเกินไปสำหรับหนุ่มบ้านนอกอย่างเขา เพียงปีเดียวที่เข้าศึกษาก็ต้องถอยออกมาพร้อมกับเรียนต่อในสายพาณิชย์ตามความต้องการของผู้เป็นพ่อ…

“เคยได้ยินคำว่าซังกะตายไหม นั่นล่ะผมเลยในช่วงที่เรียนสายพาณิชย์” จิรัฏฐ์เล่าย้อนถึงสมัยเรียนปวช. “ข้อดีอย่างเดียวคือผมได้กลับมาอยู่ที่เมืองหลวงแห่งฟุตบอลอีกรอบ”

“ตอนนั้นห้างไดมารูบูมมาก พอถึงเสาร์-อาทิตย์ วัยรุ่นทุกคนก็จะไปเดินเล่นที่นั่นกัน แต่ไม่ใช่ผม ทุกสุดสัปดาห์ผมจะไปดูฟุตบอลที่สนามศุภฯ แบบไม่เคยว่างเว้น ดูบอลถ้วย ก. บ้าง ถ้วย ข. บ้าง บอลนักเรียนบ้างสลับกันไป ...เรียกว่าฟุตบอลตอนนั้นคืออย่างเดียวที่ทำให้ผมไม่เบื่อตาย”

กระทั่งเรียนจบปวช. จิรัฏฐ์ตั้งใจแอบไปสมัครสอบเข้าเรียนต่อปวส. ที่วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน สถาบันเก่าที่พ่อของเขาเคยสำเร็จการศึกษาเป็นรุ่นแรกพร้อมๆ กับ ณรงค์ สังขสุวรรณ์ อดีตแข้งดาราเอเชียคนที่สองของทีมชาติไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองที่เขาได้มีโอกาสเข้าหอสมุดแห่งชาติเพื่อสบค้นเอกสารเก่าๆ และเริ่มต้นศึกษาข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยอย่างจริงจัง

...แต่ก่อนจะทันได้ตั้งตัว จิรัฏฐ์ จันทะเสน ก็ตกหลุมรักกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ “ช้างศึก” เข้าอย่างจัง “ตอนนั้นเป็นช่วงเดียวกันกับที่ผมเริ่มกลับมาเก็บสถิติตามดูข้อมูลเก่าๆ ของทีมชาติไทย เวลาว่างๆ ก็จะเข้าไปที่หอสมุดเพื่อดูเอกสาร พอเจออะไรน่าสนใจผมก็จะจดบันทึกไว้แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ผมทำทั้งหมดนี้โดยไม่ได้คิดหรอกว่าต้องส่งไปให้สื่อดูหรือแบ่งปันกับใคร ตามเก็บตัวด้วยความชอบส่วนตัวล้วนๆ”

...ความฝันอีกอย่างที่จิรัฏฐ์ไม่เคยบอกใครก็คือการก้าวเดินในสายงานข่าวกีฬาตาม “ย.โย่ง” เอกชัย นพจินดา อดีตบรรณาธิการและคอลัมนิสต์กีฬาชื่อดังผู้เป็นไอดอลในดวงใจของเขา หากแต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับที่แต่งงานตั้งแต่เรียบจบในปีพ.ศ. 2528 ทำให้สิ่งแรกที่จิรัฏฐ์ต้องคำนึงถึงคือปากท้องของครอบครัว และมันคงไม่มีงานไหนในประเทศอีกแล้วที่จะมอบความมั่นคงได้เท่ากับงานราชการ ดังนั้นเขาจึงเลือกเข้าทำงานในฐานะลูกจ้างชั่วคราวของกทม.

“ย.โย่ง” เอกชัย นพจินดา อดีตคอลัมนิสต์กีฬาชื่อดังผู้เป็นไอดอลในดวงใจของ จิรัฏฐ์ จันทะเสน

“พอมันเข้าสู่ชีวิตจริง คนเรามันก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว ฟุตบอลยังตามดูบ้างทั้งไทยและเทศ แต่มันก็กลายเป็นแค่กิจกรรมบันเทิงยามที่ต้องการคลายเครียด ส่วนเรื่องจดสถิติหรือเก็บข้อมูลนั้นลืมไปได้เลย นานๆ ครั้งถึงจะมีเวลาได้ปลีกตัวมาทำสักที” จิรัฏฐ์กล่าว

“เป็นอย่างนี้เรื่อยมาเกือบ 5 ปี ผมก็มาได้งานข้าราชการรัฐสภา ระดับ 5 ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ชีวิตเหมือนจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จนกระทั่ง ‘ฟุตบอล’ กีฬาที่ผมรักมันทำลายทุกอย่าง”

“แต่หากจะโทษใคร มันก็ต้องโทษผมคนเดียว...”

Topics