จอมคนปืนใหญ่: 11 นักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของอาร์เซนอล

ยอดนักเตะของเดอะ กันเนอร์ส ที่เราคัดสรรมาแล้วว่าเป็นที่สุด...

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1886 ในนามของไดอัล สแควร์... สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลก็ได้มีนักเตะที่ยิ่งใหญ่มากมายเข้ามาร่วมทีม

มันจึงถือเป็นงานยากที่จะลิสต์รายชื่อพวกเขาออกมา แต่เราก็ได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว

โดยรายชื่อด้านล่างคือคนที่เราคิดว่านี่คือ 11 นักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาล ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงตำแหน่งแต่อย่างใด คุณเห็นด้วยกับเราไหม? 

1. เดวิด ซีแมน

อาร์เซนอลดึงตัวผู้รักษาประตูรายนี้มาจากสโมสรคิวพีอาร์ ซึ่งในตอนแรกนั้นเขายังไม่เป็นที่ยอมรับของแฟนๆ เพราะเดิมทีอาร์เซนอลมียอดผู้รักษาประตูอย่าง จอห์น ลูคิช อยู่แล้ว แต่ “สปังค์กี้” ก็โชว์ความสามารถที่หาใครเทียบได้ยากด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 1990/91 โดยลูกเซฟมหัศจรรย์ของเขาที่เซฟลูกยิงของ แกรี ลินิเกอร์ ของสเปอร์สและ แกรี แม็คอัลลิสเตอร์ ของลีดส์ ยูไนเต็ดเป็นที่จดจำของแฟนๆ ทุกคน แม้ว่าในช่วงท้ายอาชีพค้าแข้งของซีแมนจะเริ่มเชื่องช้าลงตามวัยที่มากขึ้น แต่เขาก็ยังโชว์การเซฟที่ยอดเยี่ยมให้เห็นอยู่บ้าง เช่นการเซฟลูกโหม่งของ พอล เปสชิโซลิโด ของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดในศึกเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศปี 2003 โดยในช่วงปี 1990 เป็นต้นมา ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งคือแบ็คโฟร์ในยุคนั้นสามารถช่วยป้องกันให้ซีแมนได้ในระดับหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือความยอดเยี่ยมของเจ้าตัวเองที่คอยหยุดลูกยิงยากๆ มานักต่อนัก เรียกได้ว่าคงไม่มีใครก้าวขึ้นมาแทนที่เขาได้เลย

David Seaman - Magnificent Save

ลูกเซฟของซีแมนในนัดที่เจอกับเชฟฯยูฯ

2. โทนี่ อดัมส์

เขาเปลี่ยนตัวเองจากจอมดื่มหนักและใช้แต่แรงในยุคของ จอร์จ เกรแฮม มาเป็นกัปตันทีมผู้สุขุมและทางบอลดีในยุคของ อาร์แซน เวงเกอร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือจิตใจที่มุ่งมั่นในชัยชนะของเขาที่มีมาแต่สมัยหนุ่มๆ โดยนำลูกทีมคว้าแชมป์ลีก 4 สมัยระหว่างปี 1989 ถึง 2002 ซึ่งในช่วงแรกนั้นสไตล์การเล่นของเดอะ กันเนอร์ส ยังไม่สวยงามเหมือนอย่างปัจจุบัน และอดัมส์ก็ถูกแฟนบอลร้องแซวว่าเป็น “ลาโง่” จนทำให้พ่อแม่ของเขาถึงกับเลิกชมเกมไปโดยปริยาย จนทำให้เขากลายเป็นคนติดเหล้า ขณะที่อาการบาดเจ็บที่รุมเร้าในช่วงหลังทำให้เขาได้ลงสนามอย่างจำกัดจำเขี่ยจนต้องยุติอาชีพค้าแข้ง 19 ปีของตัวเองลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความเป็นผู้นำของอดัมส์ก็เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของทีมในยุคดังกล่าว

3. เลียม เบรดี้

กองกลางชาวไอริชถือเป็นเพลย์เมคเกอร์ที่ฉลาดเป็นกรดที่สุดในยุคสมัยของเขาเมื่อทศวรรษที่ 1970 เลยก็ว่าได้ เขาเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย และยังยิงประตูโดยที่ง้างเท้ายิงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงแม้จะเป็นคนถนัดซ้ายแต่ก็เล่นได้ดีทั้ง 2 เท้า โดยนัดที่โดดเด่นสุดๆ คือแมตช์ชิงดำเอฟเอ คัพ ปี 1979 เมื่อเจ้าตัวพาแผงหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทัวร์รอบสนามเวมบลีย์ในนัดที่อาร์เซนอลชนะ 3-2 ซึ่งที่จริงแล้วพรสวรรค์ของเขาสมควรได้มากกว่าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยเดียวด้วยซ้ำ และเบรดี้ก็อำลาทีมไปอยู่กับยูเวนตุสเมื่อปี 1980 โดยช่วงเวลาอันน่าจดจำมากที่สุดของเขาในสีเสื้อ “เดอะ กันเนอร์ส” คือลูกยิงไซด์โค้งสุดสวยในเกมที่ไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อช่วงคริสต์มาสปี 1978 ซึ่งในเกมนั้นพวกเขาถล่มคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนเหนือไป 5-0

4. ปาทริค วิเอร่า

กองกลางเลือดเฟรนช์รายนี้อยู่กับทีมเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 1996-2005 โดยเขามักจะมีเรื่องกับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ รอย คีน คู่อริตัวจริงที่พวกเขากจะมีปากเสียงกันทั้งเวลาอยู่ในสนามและอุโมงค์นักเตะ พวกเขาเปรียบเสมือนน้ำกับน้ำมัน ที่ไม่มีวันจะเข้ากันได้เลย ในวันที่แข้งจอมลุยรายนี้เซ็นสัญญาย้ายมาจากเอซี มิลาน ทั้งโค้ชและแฟนๆ รู้ได้ทันทีว่าเขาคือต้นแบบของกองกลางยุคศตวรรษที่ 21 เพราะเขามีพลังเหลือล้นจริงๆ เขาสามารถเข้าปะทะได้ เป็นเสมือนโลห์่ให้กับแผงแบ็คโฟร์ ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถเปิดเกมรุกให้กับทีมได้ และยังทำประตูสำคัญๆ ได้เรื่อยๆ อีกด้วย สำหรับปีสุดท้ายของเขาภายใต้สีเสื้อปืนใหญ่นั้น เขาก็ยังฝากผลงานที่น่าจดจำไว้อีก คือการยิงจุดโทษดับฝันแมนฯ ยูฯ พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ปี 2006 ไปครองได้สำเร็จ

5. อลัน สมิธ

“สมัดเจอร์” ที่เป็นคนละคนกับอดีตศูนย์หน้าลีดส์และแมนฯยูฯรายนี้ได้รับเลือกก่อน เอียน ไรท์ (ผู้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่ากูนเนอร์ส และว่ากันว่าเป็นตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร) เนื่องจากเขามักจะทำสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งในแอนฟิลด์ปี 89 และโคเปนเฮเก้นปี 94 โดยเจ้าตัวคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดของดิวิชั่น 1 ทั้ง 2 ฤดูกาลที่ปืนใหญ่ได้แชมป์ แถมยังชอบยิงแมนฯยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูลอยู่เป็นนิจอีกด้วย เขาคือหัวหอกตัวเป้าที่สมบูรณ์แบบ ด้วยความสามารถในการสัมผัสบอลอันนิ่มนวล ทำให้จะพัดอกเล่นเองกรือจะโหม่งเช็ดให้เพื่อนร่วมทีมที่วิ่งสอดขึ้นมากก็ได้ แม้ในทีมจะมีศูนย์หน้าตัวปิดทองหลังพระอย่าง แจ็ค แลมเบิร์ต และ จอห์น รัดฟอร์ด แต่สมิธก็ไม่เคยยกยอปอปั้นตัวเองเลย แต่เมื่อไรท์มายิ่งถิ่นไฮก์บิวรี่เมื่อปี 1991 ก็ได้มีการช่วงชิงตำแหน่งศูนย์หน้าอันดับหนึ่งของเขาจนทีมเสียสมดุล และเมื่ออิทธิพลของสมิธค่อยๆหมดลงไป อาร์เซนอลก็กลับมาอันตรายอีกครั้งหนึ่ง

Alan Smith goal against Parma

ประตูของสมิธในเกมกับปาร์ม่า

6. เธียร์รี อองรี

“เรามีนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกอยู่ในทีม” แฟนบอลร้องเพลงยกย่องอองรี (ซึ่งมีให้ฟังบ่อยๆ) เพราะหากวันใดที่ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรรายนี้เข้าฟอร์มจะไม่มีใครเอาอยู่เลย โดยอองรีที่เล่นในตำแหน่งปีกสมัยอยู่ยูเวนตุสใช้เวลา 1 ฤดูกาลในการปรับตัวให้เข้ากับทีม หลังจากที่ อาร์แซน เวงเกอร์ จับเขามายืนเป็นศูนย์หน้า และในฤดูกาล 2001/02 ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศสก็เริ่มใช้ความเร็วของเขาในการปั่นป่วนกองหลังคู่แข่ง และในฤดูกาล 2003/04 เขาก็ยังใช้การเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจของเขาจัดการกับคู่แข่งจนสามารถพาทีมคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ที่พวกเขาไม่แพ้ใครเลยในลีกเป็นทีมแรก นอกจากนี้ในนัดสุดท้ายที่อาร์เซนอลใช้สนามไฮบิวรี่เป็นรังเหย้าในปี 2006 อองรีก็สามารถทำแฮททริก ซึ่ง 1 ใน 3 ลูกนั้นคือการยิงลูกจุดโทษ ซึ่งเมื่อลูกบอลผ่านเส้นประตูเข้าไป อองรีถึงกับก้มลงไปจูบสนามที่เป็นเสมือนบ้านของเขาที่ๆ มีความทรงจำที่ดีเกิดขึ้นมากมายเลยทีเดียว

ของดีมีน้อย! สาวกปืนใหญ่ห้ามพลาด! คอลเล็คชั่นของสะสมหายากของทีมอาร์เซนอล

7. เดนนิส เบิร์กแคมป์

ดาวเตะดัตช์แมนไม่ได้เพียงแต่เข้ามาเปลี่ยนสไตล์การเล่นของอาร์เซนอลที่เป็นแบบโบราณ เชื่องช้าเป็นฟุตบอลสมัยใหม่ที่มีความเร็วและสวยงามเท่านั้น แต่การที่เขาย้ายมาจากอินเตอร์ มิลาน ยังเป็นการเปลี่ยนทัศนคติของนักฟุตบอลอังกฤษโดยรวมอีกด้วย เพราะเบิร์กแคมป์เป็นนักเตะประเภทที่เป๊ะมากในตอนซ้อม และชีวิตนอกสนามที่เปี่ยมไปด้วยความคิดและระเบียบวินัยของเขาต่างจากผู้เล่นอังกฤษในยุคนั้นที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์และการสังสรรค์โดยสิ้นเชิง นั่นทำให้กองหน้ารายนี้ได้เปรียบคนอื่นๆ เขาสามารถคว้าแชมป์มาประดับตู้โชว์ได้มากมาย เขาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเขากับเอียน ไรท์, เธียร์รี อองรี และนิโกล่าส์ อเนลก้า ประตูมากมายที่เขาทำได้นั้นจะคอยย้ำเตือนแฟนบอลเสมอว่าฟุตบอลที่ดีที่สุดนั้นคือฟุตบอลที่ทำให้คนดูมีความสุขได้

8. อเล็กซ์ เจมส์

“เจมส์จิ๋ว” ถือเป็นขวัญใจแฟนบอลอาร์เซนอลรายแรกๆเลยก็ว่าได้ เขาใช้เวลาสักพักกว่าจะปรับตัวเข้ากับทีม หลังจากย้ายมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 แต่ด้วยทักษะการบริหารคนอันเยี่ยมยอดของ เฮอร์เบิร์ต แชปแมน บิ๊กบอสปืนใหญ่ในตอนนั้น ทำให้เจมส์กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบการยืนเป็นรูป WM ในตำนานที่คอยเชื่อเกมทั้งรับและรุก โดยจอมคนสก็อตร่างเล็กรายนี้เป็นคนทำประตูเบิกร่องในนัดชิงชนะเลิศปี 1930 กับฮัดเดอร์สฟิลด์ ช่วยให้อาร์เซนอลคว้าแชมป์แรกของสโมสร และยังเป็นคนขับเคลื่อนเกมให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีก 3 สมัยติดระหว่างปี 1933-35 อีกด้วย

9. แฟร้งค์ แม็คลินท็อค

มียอดแข้งปืนหลายรายด้วยกันที่ได้ดิบได้ดีหลังจากที่เปลี่ยนตำแหน่งของตัวเอง โดยมิดฟิลด์ผู้ไร้ระเบียบรายนี้ได้ย้ายมาจากเลสเตอร์ และกุนซือ ดอน ฮาว ก็ได้ดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวแข้งสก็อตขี้โวยวายรายนี้ออกมาด้วยการจับให้ยืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟในปี 1969 และจากนั้นแม็คลินท็อคก็ไม่เคยมองกลับกลังอีกเลย เ้วยความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ, แม็คลินท็อคจะใช้คำพูดโน้มน้าวและสั่งการแผงหลัง รวมถึงตะคอกใส่เมื่อจำเป็น ทำให้พวกเขาเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งทรงประสิทธิภาพที่สุดในฟุตบอลอังกฤษช่วงที่เดอะ กันเนอร์ส พุ่งชนความสำเร็จในยุคที่ฟุตบอลเริ่มมีการถ่ายทอดสดภาพสีในช่วงต้นทศวรรษที่ 70

Frank McLintock in

แม็คลินท็อคทำประตูในเกมกับเวสต์บรอม

10. แอชลีย์ โคล

แม้ว่าเขาจะตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพคู่อริร่วมเมืองอย่างเชลซีในปี 2006 จนเป็นที่ไม่พอใจของแฟนๆ แต่นั่นคือการตอกย้ำว่าขั้วอำนาจในเมืองหลวงของอังกฤษได้เปลี่ยนไปแล้ว กระนั้นเวลา 7 ปีในถิ่นลอนดอนเหนือของโคล ต้องยอมรับว่าเขาคือแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดของสโมสร ด้วยความว่องไว, การเข้าสกัดที่แม่นยำ รวมถึงการอ่านเกม เขาจึงเปรียบเสมือนตัวอย่างของฟูลแบ็คสมัยใหม่ที่สามารถเติมเกมบุกขึ้นไปด้านหน้า และยังป้องกันในตำแหน่งของตัวเองได้ด้วย แต่ที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องที่น่าอายเมื่อหลังจากที่เจ้าตัวย้ายไปนั้น เขากลับคว้ารางวัลได้มากกว่าสมัยที่อยู่กับอาร์เซนอลเสียอีก

11. คลิฟฟ์ บาสติน

นี่คือดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรที่จำนวน 178 ประตู จนกระทั่ง เอียน ไรท์ มาทำลายสถิติเมื่อปี 1997 “บอย” บาสตินถูกคว้าตัวมาจากเอ็กเซเตอร์ ซิตี้ โดย เฮอร์เบิร์ต แชปแมน และดาวรุ่งวัย 17 ปีก็กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมเมืองหลวงทันที แม้คุณย่าของเขาจะเตือนเรื่องชีวิตศิวิไลซ์ในลอนดอนก็ตาม ด้วยความเยือกเย็นในเกมบิ๊กแมตช์, ความเร็วและความเฉียบคมหน้ากรอบเขตโทษ และความเข้ากันได้อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยในแดนหน้ากับ แจ็ค แลมเบิร์ต และ เดวิด แจ็ค ทำให้เจ้าตัวยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ด้วยเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และอาการหูหนวกกำเริบทำให้ยอดการทำประตูของเจ้าตัวต้องหยุดชะงักลง