จงลืมความเป็นจ้าวอาเซียน...เพราะไทยพ้นจุดนั้นมาแล้ว

ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รู้จักกับยักษ์ตัวใหม่ด้านลูกหนังในย่านนี้ และ จอห์น เดอร์เด้น คอลัมนิสต์ของเราจะมาเจาะลึกลงไปในกับเต้ยแห่งอาเซียนที่มีชื่อว่า "ช้างศึก" ทีมชาติไทย

ในเกมฟุตบอล แบ่งประตูออกเป็นสองแบบ แบบแรกคือมีประตูที่คว้าชัยชนะให้กับทีม และแบบที่สองคือประตูที่มีความหมายมากกว่าผลการแข่งขัน...

ย้อนกลับไปในวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ท่ามกลางแฟนบอลกว่า 40,000 คนในสนาม หมี ดิ่น สเตเดี้ยม คอลูกหนังทั่วทั้งแดนสยามและประเทศเวียดนามได้เป็นสักขีพยานของหลักฐานชั้นดีที่ชี้ให้เห็นว่า "ช้างศึก" ได้ก้าวพ้นขอบเขตลูกหนังอาเซียนเป็นที่เรียบร้อย

เวลาในการแข่งขันล่วงเลยมาถึงนาทีที่ 70 โดยประมาณ ขณะนั้นทีมชาติไทยออกนำไปแล้ว 2-0 และกำลังเล่นด้วยความมั่นใจรวมถึงทักษะที่เหนือกว่า "ทัพดาวทอง" แบบคนละชั้น และแล้วมันก็มาถึง ประตูอันลือลั่นของพวกเขาที่ระบือไกลถึงต่างแดน...

เริ่มต้นจากการตัดบอลในแดนคู่ต่อสู้ ผู้เล่นทีมชาติไทยทั้งหมด 6 คนต่อบอลจากครึ่งสนามเข้ามาถึงบริเวณกรอบเขตโทษ - จำนวนของการต่อบอลครั้งนั้นเท่ากับ 15 ครั้ง - ก่อนที่กัปตันทีมอย่าง "เจ้าอุ้ม" ธีราทร บุญมาทัน จะซัดด้วยซ้ายข้างถนัดปลิดชีพคู่ปรับอาเซียนและปิดกล่องให้ไทยเอาชนะไปแบบขาดลอย 3 ประตูต่อ 0

และอย่างที่บอกตอนต้น ในโลกลูกหนังที่มีประตูสองแบบ นี่คือลูกยิงที่เปี่ยมความหมายซึ่งชี้ให้เห็นว่าทีมชาติไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็น "เต้ย" แห่งอาเซียนตัวจริง พร้อมกับโอกาสในการเผชิญโลกกว้างและประสบการณ์ในเวทีลูกหนังระดับที่ทวีปยิ่งใหญ่กว่า

ซึ่งอันที่จริงแล้วคงไม่เกินเลยเท่าไหร่นักหากจะกล่าวว่าพวกเขาแทบจะเป็นหนึ่งในเดียวในย่านอาเซียนที่มีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันในระดับเอเชีย...

แฟนบอลมาเลเซียและอินโดนีเซียมักจะพูดถึงยุครุ่งเรืองของพวกเขาในช่วงปี 1970 ที่สองประเทศนี้นับเป็นทีมชั้นน้ำของทวีปและสามารถต่อกรกับ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ได้แบบคู่คี่สูสี แต่ ณ ตอนนี้ทั้งหมดนั้นได้กลายเป็นเพียงอดีตที่หอมหวานเท่านั้น ผิดกับปัจจุบันอันแสนขมเมื่อในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก "เสือเหลือง" รั้งอันดับ 4 ของกลุ่ม เอ ชนะได้เพียง 1 นัดในการเจอกับ ติมอร์ เลสเต้ นอกนั้นพ่ายแพ้ให้ ยูเออี 10-0, ปาเลสไตน์ 6-0 และ ซาอุดิอาระเบีย 3-0 ...ขณะที่ อินโดนีเซีย โดนแบนจากฟีฟ่าไม่ให้เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์เพราะปัญหาภายในประเทศ

ดังนั้นความยิ่งใหญ่ในอดีตของทั้งสองชาติที่เคยเป็นหัวหอกของอาเซียน ปัจจุบันมันได้กลายเป็นเพียงภาพถ่ายเก่าเปรอะฝุ่น แตกต่างกับ "ช้างศึก" ที่ดูมีวี่แววและอนาคตอันสดใสรออยู่ในภายภาคหน้าอันใกล้ และประตูที่สามที่พวกเขาซัดใส่เวียดนามคือข้อพิสูจน์...

สหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) เรียกมันว่า "ติกิ-ตาก้า" ขณะที่ L'Equipe สื่อจากแดนน้ำหอมเรียกพวกเขาว่า "บาร์ซาแห่งเอเชีย" เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกต่างรับรู้ถึงศักยภาพที่พวกเขามีในตอนนี้ และที่ผ่านมาน้อยทีมนักในภูมิภาคเดียวกันที่จะไปเยือนกรุงฮานอยแล้วเล่นได้อย่างแสนสบายแบบที่พวกเขาได้ทำ - แต่ปัจจุบันมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว

ธีรทร บุญมาทัน คือหนึ่งในนักเตะทีมชาติไทยที่มีคลาสระดับเอเชียอย่างแท้จริง

ลูกยิงด้วยเท้าซ้ายของ ธีรทร บุญมาทัน ไม่เฉพาะปิดกล่องคว้า 3 คะแนนสำคัญให้กับทีม แต่มันคือเครื่องยืนยันว่า ณ ตอนนี้ และ เวลานี้ ที่แดนดินสยามกำลังมีบางอย่างแสนพิเศษเกิดขึ้น ...และมันไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เกิดขึ้นจากการจัดการและการวางแผนที่ดี

โดยชายผู้อยู่เบื้องหลังที่สมควรได้รับเครดิตแบบเต็มๆ เป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลทีมชาติไทยและตำนานศูนย์หน้ายุคดรีมทีมอย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง... เขาเข้ามารับหน้าที่เป็นกุนซือทีมชาติไทยได้ 2 ปี และพร้อมกับการแต่งตั้งเป็นหัวเรือ ซิโก้ได้นำเอาระบบการเล่นบอลอันสวยงามและเน้นพัฒนาผู้เล่นดาวรุ่งเข้ามาปรับใช้จนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

เหรียญทองซีเกมส์ 2013, แชมป์ เอเอฟ ซูซุกิ คัพ 2014 และอันดับสี่ศึกเอเชียน เกมส์ 2014 คือผลงานของเขานับแต่เข้ามารับตำแหน่ง

"เมสซีเจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ธีรทร บุญมาทัน คือสองนักเตะคลาสเอเชียที่ได้รับการยกย่องเรื่องฝีเท้าในระดับทวีป ขณะที่ ชาริล ชัปปุยส์ ห้องเครื่องหน้าหล่อก็มีคุณภาพคับแก้วยามที่เขาฟิตพร้อมร้อยเปอร์เซนต์ ไหนจะ สารัช อยู่เย็น ที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจสม่ำเสมอ รวมถึง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ที่มักยิงประตูสำคัญให้กับทีมชาติ ...ซึ่งทั้งหมดนี้พวกเขายังมีเวลาค้าแข้งในระดับสูงอีกหลายปี

ขณะที่ ธีรศิลป์ แดงดา ศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่งของประเทศที่แม้จะทำประตูแบบถล่มทลายไม่ได้เหมือนครั้งยังเยาว์วัย แต่ประสบการณ์ที่เขามีรวมถึงความคล่องแคล่วและความเข้าใจเกมที่ยอดเยี่ยม ทำให้เขายังเป็นคีย์แมนสำคัญของทีมชาติไทยชุดนี้

ทีมของซิโก้กำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ และนับตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์ เอเชียน เกมส์ ที่อินชอน ..."ช้างศึก" ตัวนี้ก็ยังคงไม่หยุดพัฒนา 

"ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ทีมชาติไทยสมควรได้รับเครดิตสำหรับการทำงานที่ผ่านมาของเขา

เฮดโค้ชทีมชาติเกาหลีใต้อย่าง อูลี สตีลิเก้ ถึงกับเอ่ยปากชมว่า ทีมชาติไทย กำลังมีอนาคตอันสดใสรออยู่ แต่เมื่อดูผลงานของพวกเขาในปีนี้ บางที "อนาคต" ที่ว่าอาจใกล้กว่าที่หลายๆ คนคาดการณ์เอาไว้

...ทีมชาติไทยทำผลงานในรายการฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ได้อย่างยอดเยี่ยมหลังยังไม่แพ้ใครและเก็บชัยชนะไปแล้ว 3 จาก 4 นัดที่ลงเล่น รั้งจ่าฝูงของกลุ่ม เอฟ พร้อมกับมี 10 คะแนนในมือและเหลือการแข่งขันอีกแค่ 2 นัดเท่านั้น

4 คะแนนคือทั้งหมดที่พวกเขาต้องการเพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะสามารถจองตั๋วไปเล่นในรอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้าย และพวกเขากำลังจะลงเล่นอีกนัดด้วยการเปิดบ้านรับมือ ไต้หวัน ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ โดยเกมนี้คงไม่ยากเท่าไหร่สำหรับการเก็บ 3 แต้มเต็ม

ทว่าทีมชาติไทยยังต้องเจอบททดสอบสุดท้ายในการออกไปเยือน ทีมชาติอิรัก เต็งจ่าฝูงของกลุ่มที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน รังเหย้าชั่วคราวของ "สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย" ในเดือนมีนาคมปีหน้า และนอกจากมันจะเป็นนัดสุดท้ายที่น่าจะชี้ขาดอันดับหนึ่งของกลุ่ม การแข่งขันนัดนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าพวกเขาดีพอจะก้าวไปท้าทายทีมระดับเอเชียได้หรือไม่ 

สำหรับตอนนี้หากพวกเขาผ่านไปสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายได้ มันจะเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขากำลังพัฒนาไปในเส้นทางที่ถูกต้อง แต่การตั้งเป้าหมายที่สูงกว่านั้นอย่างการเข้าลึกถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียจะเป็นการสร้างเป้าหมายที่เกินจริงและความกดดันที่ไม่จำเป็นให้กับทีม ...โอกาสในการดวลแข้งกับ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และ ออสเตรเลีย ที่จัดผู้เล่นชุดใหญ่เต็มสูบนั้นมีไม่บ่อยและเท่านี้ก็ถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าสำหรับฟุตบอลไทยแล้ว

ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือพวกเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ต่อทีมใหญ่ได้ดีกว่าชัยชนะเหนือทีมในอาเซียนได้หรือไม่ ...หากเปรียบฟุตบอลอาเซียนเป็น "สังเวียนมวย" แน่นอนว่ามันคือ "สังเวียน" ที่เต็มเปี่ยมด้วยอรรถรสความมันส์ ความตื่นเต้น และระดับความสนใจของแฟนๆ ที่ล้นหลาม แต่ทีมชาติไทยกำลังชก "ผิดรุ่น" เพราะด้วยฝีเท้าและระดับของลีกในประเทศ พวกเขาควรจะคิดถึงการต่อกรกับทีมที่ดีกว่านี้ เก่งกว่านี้

...ฉะนั้นลืมไปได้เลยกับการเป็นแชมป์ใน ซูซุกิ คัพ หรือ ซีเกมส์ หากพวกเขาผ่านอิรักในนัดสุดได้ ทีมชาติไทยจะจองตั๋วสำหรับการแข่งขัน เอเชียน คัพ 2019 โดยอัตโนมัติทันที และพวกเขาควรให้ความสำคัญตรงนั้นมากกว่าทัวร์นาเมนต์อื่นใดทั้งหมด แค่การผ่านรอบแบ่งกลุ่มในรายการนี้ย่อมมีค่ากว่าการเป็นที่หนึ่งในอาเซียน เพราะ - อย่างไม่อ้อมค้อม - ทีมชาติไทยได้ก้าวผ่านจุดนั้นมาร่วมปี

นับแต่นี้ต่อไป "ช้างศึก" ที่กำลังคึกจะเผชิญด่านหินที่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยเรื่องฝีเท้าเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยการจัดการที่ดีในการก้าวข้าม ...พวกเขาจะมองไกลขึ้นและวางแผนโดยมีเป้าหมายที่การร่วมแข่งขันในรายการระดับทวีปแบบต่อเนื่องได้หรือไม่ หรือจะยังยึดติดกับการเป็น "เจ้าอาเซียน" ต่อไป ตรงนี้คือโจทย์ที่ท้าทาย

...ประตูที่พวกเขาทำได้ในเกมเจอกับเวียดนามพิสูจน์ว่าทีมชาติไทยก้าวพ้นฟุตบอลระดับภูมิภาคแบบเต็มตัวแล้ว ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับส่วนที่เหลือแล้วว่าจะทำได้ดีแค่ไหนกับการมองเป้าหมายที่สูงขึ้นในระดับเอเชีย...