จนสุดทาง : 10 แข้งที่หัวใจทั้งสี่ห้องมีเพียงสโมสรเดียว

บางคนเจ็บปวดถึงทรวงอก และใบหน้าเต็มไปด้วยคราวน้ำตาวันที่ลาทีมอย่างจำใจ, บางคนอยู่กับสโมสรยาวนานถึง 22 ปี จนแขวนสตั๊ด, บางคนถึงกับโกรธเพื่อนรักที่ไม่ยอมทุ่มเทให้กับสโมสรที่เขารักสุดหัวใจ... 

นี่ คือ 10 แข้งไทยผู้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของทีม...บางคนได้อยู่จนแขวนสตั๊ด หรือตั้งใจแขวนสตั๊ดกับทีมๆนี้เท่านั้นในอนาคต แต่บางคนก็มีเหตุจำใจต้องลาจาก มีใครกันบ้าง และเรื่องราวความผูกพันกับสโมสรเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่ 

สุรชาติ สารีพิมพ์

“เราไปรวมตัวกันที่บุญยะจินดา...นาย (พลตำรวจโท) วรพงษ์ ชิวปรีชา ก็เดินเข้ามา ท่านพูดถึงเรื่องประวัติความเป็นมาของทีม และบอกว่าเราไม่ได้ไปต่อแล้ว ทีมถึงจุดจบแล้ว ท่านร้องไห้ออกมาต่อหน้าพวกเรารุ่นลูกรุ่นหลาน คิดดูเอาละกัน...คนอายุปูนนี้แล้ว แต่ร้องไห้ต่อหน้าเรา...มันทำให้น้ำตาผมไหล และร้องไห้ตาม”

นี่ คือ คำบอกเล่าของ เก่ง-สุรชาติ สารีพิมพ์ วัย 30 ปี อดีตกองหน้าตัวเก่งของทีมเพื่อนตำรวจ ที่ย้อนความให้ฟังถึงเหตุการณ์ช่วงสายวันหนึ่งตอนต้นปีที่ผ่านมา… เขา คือ ผู้เล่นที่อยู่คลุกคลีกับสโมสรมาตั้งแต่เป็นเยาวชน หัวใจทั้งสี่ห้องของเขามีเพียงสโมสรเดียว

เก่ง-สุรชาติ เริ่มเป็นเด็กฝึกของทีมสโมสรตำรวจ ตั้งแต่ครั้นสมัยเป็นเยาวชน ใช้ชีวิตกิน-นอน ใต้อัฒจันทร์สนามบุญยะจินดา… ที่นั่นจึงเปรียบเสมือนบ้านของเขา นับตั้งแต่เริ่มเล่นให้กับ  “สุภาพบุรุษโล่ห์เงิน” เมื่อปี ค.ศ. 2003 เขาไม่เคยเกี่ยงว่าจะลงเล่นตำแหน่งไหน และใช้ชีวิตประหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวทีมตำรวจ เขารักทุกๆอย่างที่นั่นเหมือนกับบ้าน ที่เต็มไปด้วยกลุ่มพี่-น้อง แม้เขาเคยย้ายไปเล่นกับ ปตท. ในสัญญายืมตัวอยู่ 1 ฤดูกาล แต่บ้านของเขา ยังมีเพียงที่เดียวเสมอ

สุรชาติ สารีพิมพ์ เป็นนักเตะประเภทบู๊สู้ไม่ถอย ไม่เคยเกี่ยงงอนว่าต้องเล่นตำแหน่งใด เขาถือเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ ไล่ตั้งแต่กองหลังยันกองหน้า เขาทำได้ดีทุกตำแหน่ง ทำให้ “วินนี่” วินฟรีด เชเฟอร์ กุนซือชาวเยอรมันเรียกตัวเขาติดทีมชาติไทย เมื่อปี 2011 จนกระทั่งทีมยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยหลายสโมสรติดต่อทาบทามเขาร่วมทีม แต่ความรักและผูกพันที่มีมากับสโมสร ทำให้เขาไม่เคยคิดลาจาก  

ปี 2012 สุรชาติ สารีพิมพ์ เกือบต้องย้ายทีม เมื่อมีกระแสข่าวว่ามีสโมสรหนึ่งพยายามใช้อำนาจทางการเมืองดึงตัวเขาไป จนเจ้าตัวประกาศว่า หากท้ายที่สุดเขาต้องย้ายออกจากสโมสรตำรวจที่ปลุกปั้นเขามาตั้งแต่เด็ก เขายินยอมจะแขวนสตั๊ด คำพูดของเขาส่งพลังรุนแรงมากพอเมื่อเจ้าตัวยังได้อยู่กับเพื่อนตำรวจต่อไป…

ปี 2014 เพื่อนตำรวจ ได้นายทุนใหม่เข้ามา แม้ตกชั้นลงไปเล่นดิวิชั่น 1 แต่ หัวใจของเขาไม่เคยทิ้งสโมสรไปไหน เขาปักหลักสู้ต่อ พร้อมเป็นผู้เล่นคนสำคัญพาเพื่อนตำรวจ เลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่ไทยลีก แต่โชคชะตาทำให้เขาต้องยุติการเป็นนักเตะของเพื่อนตำรวจไว้หลังจบฤดูกาล 2015 สโมสรเพื่อนตำรวจ มีปัญหาด้านการเงิน และมีข่าวคราวว่าต้องถูกพักทีม มันเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งวุ่นวาย กระสับกระส่ายเป็นที่สุดสำหรับ “กัปตันเก่ง”

“ตอนนั้น ทุกคนซ้อมกันด้วยความหวัง แต่เราไม่มีเวลามานั่งคิดถึงความโศกเศร้าหรอก เราช่วยกันเช็คตลอดเวลาว่าจะมีข่าวสารยังไงออกมาจากสมาคมฯ จนกระทั่งมีคำสั่งพักทีม”

“มึงเปิดโทรศัพท์ได้แล้ว ไปหาทีมใหม่ได้แล้ว นี่ คือ คำพูดที่นาย (พลตำรวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา) บอกกับผม เพราะระหว่างรอบทสรุปจากสมาคมฯ ผมตัดการสื่อสารทุกอย่าง ผมไม่อยากอ่านข่าวลือ ผมไม่อยากรับสายโทรศัพท์ของคนที่ต้องการมาติดต่อคว้าตัวผม ผมอยากรอให้ทุกอย่างมันผ่านพ้น และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเสียก่อน”

ท้ายที่สุด สุรชาติ สารีพิมพ์ ได้ลงเอยกับ บางกอกกล๊าส เอฟซี ในสัญญายืมตัว เขานำเงินส่วนหนึ่งที่ได้รับจากต้นสังกัดใหม่ไปช่วยรุ่นน้องภายในทีมที่ต้องผ่าตัดแล้วไม่มีเงินรักษาพยาบาล รวมถึง ให้กับทีมพนักงานออฟฟิศของสโมสร ก่อนถูกซื้อขาดในเวลาต่อมา…

“ผมยังเหลือสัญญากับบางกอกกล๊าสอีก 3 ปี… ผมไม่รู้ว่าหลังจากนั้นร่างกายผมยังไหวไหม แต่ถ้าไหว แล้วเพื่อนตำรวจกลับมา ผมก็อยากกลับไปเล่นให้กับพวกเขาแน่นอน” สุรชาติ สารีพิมพ์ กล่าวทิ้งท้าย

Pages