จริงหรือไม่? แรชฟอร์ด สามารถเป็น เมสซี่ ของ “ปีศาจแดง”

Ryan Baldi คอลัมนิสต์ของเราเชื่อว่า ดาวยิงวัย 18 ปีสามารถเล่นในบทบาทเดียวกับ ลิโอเนล เมสซี่ เมื่อหลายปีที่แล้วได้…

ช่วงก่อนหน้านี้ แมนฯยูไนเต็ด กลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอยู่พักหนึ่ง โดยพวกเขาถึงกับเก็บชัยชนะได้ 4 เกมรวด(ชรูว์สบิวรี่, มิดทิลแลนด์, อาร์เซนอล, วัตฟอร์ด) ซึ่งตลอดทั้งสี่เกม เราเหมือนได้เห็น ฟุตบอลเกมรุกที่สนุกสนามของแฟนๆอีกครั้ง

ทว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อลูกทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล คืนฟอร์มเดิมในเกมกับ เวสต์บรอมวิช, ลิเวอร์พูล และล่าสุดกับ เวสต์แฮม เรียกได้ว่า เป็นวงจรเดิมๆตลอดสองปีที่ผ่านมาของ “ปีศาจแดง” ที่ เดินหน้าหนึ่งก้าว ถอยหลังสองก้าว

ซึ่งถ้าหาก ถ้า ฟาน กัล ยังหวังจะคุมทีมต่อในซีซั่นหน้า เขาต้องยอมละทิ้งปรัชญาที่ไม่เหมาะกับฟุตบอลอังกฤษไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็น การครองบอล การเล่นแบบปลอดภัย หรือ การต้องหาโอกาสยิงแบบชัวร์ๆเท่านั้น และเมื่อดูจากทรัพยากรนักเตะที่เขามีแล้ว ฟาน กัล ควรหันมาใช้แผน “ฟอลส์ ไนน์” แทน..

นั่นเพราะว่า จอมเก๋าชาวดัตช์ มีเด็กปั้นอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด อยู่ในทีม…

ฟอลส์ ไนน์?

ระบบ “ฟอลส์ ไนน์” มีมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 40 ก่อนจะมาโด่งดังจากเกมที่ ฮังการี่ บุกถล่ม อังกฤษ คา เวมบลีย์ 6-3

อันที่จริงระบบ “ฟอลส์ ไนน์” มีมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 40 ก่อนจะมาโด่งดังจากเกมที่ ฮังการี่ บุกถล่ม อังกฤษ คา เวมบลีย์ 6-3 ในปี 1953 โดยผู้รับบท“ฟอลส์ ไนน์” คือ นานดอร์ ฮิเดกคูติ อดีตตำนานของ “แม็กยาร์” ซึ่งหน้าที่ของเขาคือ กองหน้าตัวหลอกที่จะต้องดึงกองหลัง และเปิดพื้นที่ให้สองกองหน้าด้านข้างอย่าง เฟเรนซ์ ปุสกัส และ ซานดอร์ คอคซิส เข้าทำประตู

และแผนของ ฮังการี่ ได้ผลสุดๆ เมื่อ ฮิเดกคูติ ยิงแฮตทริคใส่ “สิงโตคำราม” ได้

“เขาสมบูรณ์แบบสำหรับตำแหน่งนั้น” ปุสกัส พูดถึง ฮิเดกคูติ “การยืนอยู่หน้าแผงกองกลางและคอยจ่ายบอล พร้อมกับดึงกองหลังออกมา ก่อนวิ่งเข้าไปยิงประตู คือ พรสวรรค์ของเขา”

United's strikers

แรชฟอร์ด ควรได้รับโอกาสเล่นบทบาทนี้

เมสซี่โมเดล

แผน “ฟอลส์ ไนน์” กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในช่วงที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คุม บาร์เซโลน่า โดย ว่าที่กุนซือแมนฯซิตี้ ใช้อัจฉริยะอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ในบทบาทดังกล่าว จนประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ก่อนที่ ทีมชาติสเปน จะใช้แผนเดียวกัน จนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้

โดยตอนนั้น เป๊ป ใช้ เมสซี่ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า พร้อมกับขนาบข้างด้วย เปโดร และ ดาบิด บีย่า เนื่องจากเขามองว่า ดาวเตะบัลลังดอร์ห้าสมัย จะแสดงพรสวรรค์สูงสุดได้ดีที่สุดในตำแหน่งนี้ ที่จะทำให้ เมสซี่ เคลื่อนที่ จ่ายบอล และยิงประตูได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้ โยฮัน ครัฟฟ์ เองก็เคยใช้อดีตเพื่อนร่วมทีมของ เป๊ป อย่าง ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป ในบทบาทดังกล่าว จนทำให้ บาร์ซ่า คว้าแชมป์ยุโรปได้ รวมทั้ง ลาลีกา อีก 4 สมัยอีกด้วย

แรชฟอร์ดทำได้

กลับมาที่ “ปีศาจแดง” โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า แรชฟอร์ด มีศักยภาพพอที่จะเล่นในบทบาทดังกล่าวให้กับยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ แม้ว่าที่ผ่านมา ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ จะเล่นเป็นหัวหอกตัวเป้าในระบบ 4-2-3-1 หรือเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาเป็นส่วนใหญ่

ทว่า อันที่จริง แรชฟอร์ด มักจะเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกหรือหน้าต่ำในทีมเยาวชนมากกว่า

เด็กฝึกวัย 18 ปี แสดงให้เห็นถึงเซนส์ของการจ่ายบอลในหลายครั้ง อย่างในเกมกับ อาร์เซนอล นั้น แรชฟอร์ด จ่ายบอลสำเร็จ 6 จาก 9 ครั้งในพื้นที่สุดท้าย ซึ่งรวมถึงลูกแอสซิสต์ให้ อันเดร์ เอร์เรร่า ยิงประตูแฉลบสุดสวย เช่นเดียวกับเกมกับ วัตฟอร์ด ที่ กองหน้าดาวรุ่ง จ่ายบอลสำคัญได้ 8 จาก 14 ครั้งในพื้นที่สุดท้าย

อีกหนึ่งจุดเด่นของ แรชฟอร์ด คือ การรู้จังหวะในการวิ่งสอดเข้าไปในกรอบเขตโทษ เพื่อรับลูกจ่ายหรือลูกเปิดจากด้านข้าง ซึ่งนั่นเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ เมสซี่ ยิงประตูได้มากกว่า 70 ลูกในซีซั่นเดียวกับ บาร์เซโลน่า โดยสังเกตได้จากทั้งสองประตูในเกมกับ มิดทิลแลนด์ ที่ล้วนมาจากความจมูกไวและการอ่านเกมของเขาทั้งหมด

จะเอายังไงลุงกัล?

และหากใครยังจำกันได้ ช่วงท้ายของซีซั่นที่แล้ว แมนฯยูไนเต็ด ก็เคยเล่นในระบบนี้ และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่ ฟาน กัล เข้ามาคุมทีม

นอกจากนี้ หาก ฟาน กัล หันมาใช้ระบบ 4-3-3 นี้ จะทำให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เมมฟิส เดปาย ได้โอกาสลงเล่นพร้อมกัน ซึ่งนั่นจะทำให้แนวรับของทุกทีมต้องเผชิญปัญหาในการหยุดยั้งเกมรุกริมเส้นของ “ปีศาจแดง” ที่พร้อมจะกระฉากตัดเข้ามาด้านในเพื่อจ่ายบอลหรือยิงประตูเองแน่นอน

เพราะระบบปัจจุบันของ แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) นั้น ไม่เอื้อประโยชน์ให้ตัวริมเส้นมากเท่าไร เพราะว่า เมื่อใดก็ตามที่ปีกสองข้างตัดเข้ามา พวกเขาก็ต้องเจอกับ กองกลางตัวรุก ที่ยืนขวางอยู่เสมอ

อย่างในเกมกับ วัตฟอร์ด สถิติชี้ให้เห็นชัดว่า เดปาย เลี้ยงบอลผ่านแค่ 3 จากความพยายาม 7 ครั้ง ขณะที่ มาร์กซิยาล เลี้ยงผ่านเพียงครั้งเดียว จากการพยายาม 4 ครั้ง ซึ่งทั้ง 3 ครั้งที่ถูกแย่งไปเกิดจากการพยายามเลี้ยงตัดเข้าในทั้งสิ้น

ดังนั้น การเล่นด้วยแผน“ฟอลส์ ไนน์” จะช่วยทำให้ทั้ง เดปาย และ มาร์กซิยาล แสดงพรสวรรค์ได้โดดเด่นขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างโอกาสให้กับทีมและทำให้ “ปีศาจแดง” กลับมาสร้างรอยยิ้มให้กับสาวก เร้ด เดวิลล์ ได้อรกด้วย

อีกทั้ง ฟาน กัล เองก็เป็นอีกคนที่ชื่นชอบและประสบความสำเร็จกับระบบ 4-3-3 มาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยที่ยังคุมทัพ อาแจกซ์ฯ ซึ่งเขาได้แชมป์ยูซีแอลมา เช่นเดียวกับ เมื่อครั้งกุมบังเหียน บาร์เซโลน่า ที่ได้แชมป์ลาลีก้าถึง 2 สมัย

และหากใครยังจำกันได้ ช่วงท้ายของซีซั่นที่แล้ว แมนฯยูไนเต็ด ก็เคยเล่นในระบบนี้ และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่ ฟาน กัล เข้ามาคุมทีม โดยพวกเขาเดินหน้าฆ่าทั้ง สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล และ แมนฯซิตี้

ทว่า ไม่รู้อะไรดลใจให้ ฟาน กัล รื้อระบบดังกล่าวทิ้ง พร้อมกับติดตั้งแผนใหม่ในซีซั่นนี้ ซึ่งผลงานทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็น

เพราะฉะนั้น หากยังอยากคุมทีมต่อไปในปีหน้า ปรัชญาชาวดัตช์ จำเป็นต้องปรับแผนและระบบการเล่นให้ดุดันกว่านี้ เพื่อความหวังในอีกสองถ้วยที่เหลือ(ตัดพรีเมียร์ลีกทิ้งได้เลย)

ที่สำคัญคือ เริ่มตั้งแต่เกมหน้ากับ ลิเวอร์พูล เนี่ยแหละ…

More features every day on FFT.com • More Man United