Analysis

จุดจบของยุค : อารอน แรมซีย์ กับการรับใช้ทีมปืนใหญ่มาหนึ่งทศวรรษ

Aaron Ramsey

ดูเหมือนว่ากองกลางทีมชาติเวลส์จะย้ายไปร่วมทัพ ยูเวนตุส อย่างไร้ค่าตัวเมื่อจบฤดูกาลนี้ เขากลายเป็นอีกหนึ่งแข้งปืนใหญ่ที่ทีมเสียไปฟรีๆ Chas Newkey-Burden จะมาสะท้อนให้เห็นถึงกว่าทศวรรษที่เขารับใช้ทีมมา

We are part of The Trust Project What is it?

คุณสามารถบอกหลายอย่างได้ถึงเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวของแฟนอาร์เซนอล ที่มีต่อ อารอน แรมซีย์ กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่บ่น ทั้งเรื่องฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอ, เล่นเห็นแก่ตัว และไปไม่สุดกับพรสวรรค์ที่มีอยู่

แต่แฟนบอลอีกกลุ่มคิดว่า เขาคือตำนานของสโมสรที่ทำประตูชัยได้ในนัดชิง เอฟเอ คัพ สองครั้ง, เป็นนักเตะที่วิ่งไม่มีเหนื่อยและยังมีการเล่นที่มีความศิลปิน, และนี่คือนักเตะที่มี ‘สายเลือดอาร์เซนอล’ มากกว่านักเตะคนไหนๆในยุค เอมิเรตส์

และการที่ดีลย้ายไป ยูเวนตุส ของ แรมซีย์ ใกล้จะยืนยันออกมา ถึงเวลาแล้วที่จะประเมิน 10 ปีที่เขาอยู่กับสโมสรมาและพยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ทำให้เขาต้องจากไป จริงๆแล้ว อารอน แรมซีย์ คือใคร และ อาร์เซนอล เสียอะไรไปบ้างเมื่อตัดสินใจปล่อยตัวเขาออกไป?

ลงและขึ้น

ในปี 2008 แรมซีย์ ย้ายมาร่วมทีมปืนใหญ่ในวัย 17 ปี โดยปฏิเสธข้อเสนอจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด อาร์เซน เวนเกอร์ อธิบายถึงการเซ็นสัญญานักเตะใหม่คนนี้ว่า “เป้นนักเตะที่มีพลังขับเคลื่อนอันน่าทึ่ง, มีพื้นฐาน, เทคนิค และวิชั่นที่ดี” และเปรียบเทียบว่านี่คือ “รอยคีนที่เล่นเกมบุก” ทุกอย่างที่ว่ามาฟังดูยอดเยี่ยม แต่สองปีต่อมาในรั้วปืนใหญ่ เกิดอาการบาดเจ็บสุดสยองจากการเข้าสกัดของ ไรอัน ชอว์ครอส จาก สโต๊ก ทำให้เขากระดูกหักสองท่อนในขาข้างขวา

มันเป็นเหตุการณ์ที่แค่นึกย้อนกลับไปก็รู้สึกเสียวสะดุ้งแล้ว มีเสียงพูดคุยออกมาว่าอาชีพของแข้งเวลส์คนนี้ได้จบลงแล้ว แต่การกลับมาของเขาในอีก 9 เดือนต่อมา เพื่อนร่วมทีมต่างก็ยกย่องว่าเขาคือ “ฮีโร่” ตัวจริง

Aaron Ramsey Stoke

และจนถึงตอนนี้มันก็เป็นเรื่องง่ายที่เราจะลืมว่าเขาติดขัดแค่ไหนกับการเอาชนะในแฟนบอล มันมีความรู้สึกที่ว่าเขาได้บอลบ่อยเกินไปและทำให้เกมช้าลง และมันก็แทบไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อ เวนเกอร์ จับเขาไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นอยู่พักหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น แรมซีย์ ก็ไม่เคยปริปากบ่น

ถึงอย่างนั้น แรมซีย์ ยังคงทำงานหนัก จนกระทั่งหาฟอร์มของเขาเจออีกครั้งและขึ้นสู่จุดพีคที่สุดกับ อาร์เซนอล ในฤดูกาล 2013/14 ด้วยการเล่นที่มองตาก็รู้ใจกับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และการเข้ามาของนักเตะใหม่อย่าง เมซุต โอซิล ทำให้ แรมซีย์ รู้จังหวะในการเติมเข้าไปในเขตโทษและทำประตูได้มากมายจนทำให้ทีมได้ขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของตาราง เขากลับมาชนะในแฟนๆอีกครั้ง

ฟอร์มลุ้นแชมป์ในลีกของพวกเขาเริ่มสะดุดทันทีเมื่อ แรมซีย์ ลงสนามไม่ได้ 3 เดือนจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาก็กลายเป็นฮีโร่ในการกลับมาและทำประตูชัยใส่ ฮัลล์ ใน เอฟเอ คัพ 2014 รอบชิงชนะเลิศ และจบ 9 ปีที่ อาร์เซนอล ไร้ถ้วยมาในที่สุด สตีเวน เจอร์ราร์ด เคยอธิบายถึง แรมซีย์ ไว้ในตอนนั้นว่าเป็น “กองกลางตัวรุกที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก” กูรูหลายๆคนต่างก็ยกว่าเขาคือที่สุดในยุโรปในช่วงเวลานั้น

Aaron Ramsey FA Cup final

สู้เพื่ออิสระ

ในฤดูกาลบต่อๆมาเขาก็ยังคงทำผลงานได้ดีกับทีม แต่ก็มีบางครั้งที่เกิดความรู้สึกว่าความอยากเป็นฮีโร่เหมือนในการคว้าแชมป์ในรอบชิงบอลถ้วยสุดดราม่ายังคงอยู่ในหัวของเขา แรมซีย์ เริ่มที่จะเล่นเห็นแก่ตัวบ่อยขึ้นและโชว์เหนืออย่างไม่จำเป็น รวมถึงเวลาที่เขาตะโกนออกมาอย่างหัวเสียเมื่ออะไรๆออกมาไม่เป็นอย่างที่เขาคาดหวัง

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงทำงานหนักอยู่เสมอแต่มันก็ถูกมองข้ามไป เมื่อการมาถึงของ อเล็กซิส ซานเชส ในซัมเมอร์ปี 2014 ยิ่งทำให้ความพยายามเล่นเกมรุกของ แรมซีย์ ยากยิ่งขึ้นไปอีก สปิริตในทีมและการเล่นที่ลื่นไหลที่ แรมซีย์ เฉิดฉายสุดๆในปี 2013/14 กลับหายไปด้วยการมาของแข้งชาวชิลี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสร้างโมเมนท์สุดสำคัญให้กับทีมได้หลายครั้ง รวมถึงลูกยิง 30 หลาใส่ กาลาตาซาราย และลูกวอลเลย์สุดสวยด้วยเท้าซ้ายใส่ สโต๊ก

ช่วงเวลาที่เขากลับมาเล่นได้ยอดเยี่ยมอีกครั้งเกิดขึ้นในทีมชาติ การได้รับอิสระกว่าเดิมและได้รับบทบาทให้ยืนสูงกว่าปกติในสนามทำให้ แรมซีย์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดใน ยูโร 2016 ภายใต้การคุมทีมของ คริส โคลแมน ในที่สุดเขาก็แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่คนคาดหวังในตัวเขาต้องเล่นอย่างไร

Aaron Ramsey Wales

ลางบอกเหตุเหมือนจะดีสำหรับ แรมซีย์ เมื่อ อูไน เอเมเรี่ เข้ามาคุมทีมและประกาศทันทีว่าเขาคือนักเตะคนสำคัญและจะได้อยู่กับทีมต่อไป กุนซือชาวสเปน เคยพัฒนากองกลางมาแล้วหลายคน เขาเคยปลุกผี อิวาน ราคิติช ที่ เซบีย่า และยังเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาจาก เอแวร์ บาเนก้า เช่นเดียวกัน มีความหวังออกมาว่า แรมซีย์ จะกลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในยุคใหม่ อีกหนึ่ง

แต่แล้ว เอเมรี่ ก็มีไอเดียอื่นออกมา แทนที่เขาจะให้ แรมซีย์ เป็นตัวหลักในแดนกลาง เขากลับมีมุมมองว่าแข้งเวลส์ ควรจะยืนสูงขึ้นไปเคียงคู่กับ โอซิล, อิโวบี้ และ มคิทาร์เรียน เวลาในการลงเล่นของเขาเริ่มถูกจำกัดน้อยลง มีการยื่นสัญญาใหม่เข้าไปและสัญญาก็ถูกบอกปัด

จุดจบขมขื่น

ไม่ว่าปัญหานี้จะเป็นปัญหาทางด้านฟุตบอล หรือ แรมซีย์ ได้รับผลกระทบจาก อิวาน กาซิดิส ที่หลายคนไม่อยากจะยกโทษให้ในการที่ต้องเห็นดาวเด่นของทีมถูกปล่อยออกไปด้วยการหมดสัญญา และสัญญาที่ไม่ชัดเจน แต่ชัดเจนว่า ได้มีการตัดสินใจจาก เอเมรี่ ที่ทำให้ทุกอย่างมาถึงจุดที่ยุ่งเหยิงขนาดนี้

สำหรับแฟนอาร์เซนอล การเสียนักเตะที่มีพรสวรรค์ระดับนี้และไม่ได้อะไรกลับมาเลยเป็นอะไรที่น่าผิดหวังอย่างมาก นักเตะอย่าง แรมซีย์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการออกดอกออกผลของต้นไม้

มีบางอย่างได้หายไปในนอกสนามเช่นกัน นี่ไม่ใช่ ซามีร์ นาสรี่ ที่งอแงจะย้ายไป แมนฯ ซิตี้ หรือ เชส ฟาเบรกาส ไล่ตามความฝันในวัยเด็กด้วยการกลับไปที่ บาร์เซโลนา แรมซีย์ ต้องการที่จะอยู่ในถิ่นลอนดอนเหนือ เขาอยู่กับสโมสรนี้มา 10 ปี และน่าจะเข้าใจแล้วว่าสุดท้าย อาร์เซนอล ก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับพนักงานคนหนึ่ง นักเตะที่ผูกพันกับวัฒนธรรมและอดีตของสโมสรค่อยๆถูกปล่อยทิ้งไปทีละคน

ชีวิตค้าแข้งของ แรมซีย์ กับ อาร์เซนอล ควรจะสรุปได้ดังนี้ : ยุคเอมิเรตส์อันร้อยเล่ห์และกระเป๋าเงินที่เหนียวยิ่งกว่ากาวช้าง, กุนซือทองลอกและผู้บริหารร่วมมือกันหักปีกของทีม ในตอนที่เขาย้ายมาสู่สนามใหม่ ทีมปืนใหญ่ก็เปลี่ยนสถานภาพจากทีมลุ้นแชมป์และเข้าสู่แชมเปี้ยนส์ลีกรอบชิง มาเป็นทีมที่เล็งเป้าแค่ที่ 4 ให้ได้สม่ำเสมอก็พอ

ในยุคแบบนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีนักเตะคนไหนที่สร้างผลกระทบด้านบวกได้มากไปกว่า แรมซีย์ แต่ถ้วยเอฟเอ คัพเหล่านั้นก็การันตีได้แล้วว่าเขาจะโดดเด่นอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่ต่อจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นที่ ลอนดอนเหนือมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

ติดตามบทความฟุตบอลที่คุณรักเพิ่มเติมได้ที่ FourFourTwo.com