ซามูไรในยุโรป: เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

หากเอ่ยถึงนักเตะชาวเอเชียที่ได้รับการยอมรับในเวทียุโรป นักเตะจากแดนอาทิตย์อุทัย คงจะเป็นชื่อที่นึกออกในลำดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ฮิเดโตชิ นาคาตะ อดีตนักเตะชาวเอเชียค่าตัวแพงสุด, ชุนซุเกะ นาคามูระ กองกลางจอมปั่นฟรีคิก หรือนักเตะในปัจจุบัน อย่างชินจิ คางาวะ ตัวปั้นเกมของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือ ชินจิ โอกาซากิ ศูนย์หน้าจอมขยันของเลสเตอร์

อย่างไรก็ดี กว่าที่จะก้าวมาถึงจุดที่เรียกว่า "ประสบความสำเร็จ" อย่างทุกวันนี้  พวกเขาล้วนผ่านอะไรมาอย่างมากมาย ส่วนจะมีความเป็นมาอย่างไรบ้างนั้น เรามาย้อนให้ดูกัน

เยอรมัน - จุดเริ่มต้นตำนานอาทิตย์อุทัย

นับตั้งแต่ก็ตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้นครั้งแรกในปี 1921 ญี่ปุ่นต้องใช้เวลาถึง 56 ปี กว่าจะมีนักเตะประวัติศาสตร์คนแรกที่ได้ไปค้าแข้งในยุโรป และชายคนนั้นก็คือหนึ่งตำนานของพวกเขาที่ชื่อว่า ยาซุฮิโก โอคุเดระ

ก่อนหน้านี้ คุนิชิเงะ คามาโมโต กองหน้าที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาของฟุตบอลแดนซามูไรเกือบจะมีโอกาสได้ไปสัมผัสเวทียุโรป หลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฟุตบอลโอลิมปิก 1968 พาทีมคว้าเหรียญทองแดง พร้อมซิวตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ แต่ด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพทำให้โอกาสของเขาต้องหยุดชะงักไป

ก่อนที่ในปี 1977 แข้งจากการไฟฟ้าฟุรุคาวะ จะกลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ หลังย้ายไปร่วมทัพ เอฟซี โคโลญจน์ ในบุนเดสลีกา หนึ่งในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป

ยาซุฮิโก โอคุเดระ นักเตะญี่ปุ่นคนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการไปค้าแข้งในยุโรปกับ โคโลญจน์, แฮร์ธา เบอร์ลิน และ เวเดอร์ เบรเมน

"ผมไม่แน่ใจว่าผมจะทำผลงานได้ดีที่นั่น ฤดูกาลแรกผมต้องพยายามอย่างหนักจริงๆ ไม่เพียงแต่สไตล์การเล่น แต่รวมไปถึงการใช้ชีวิตอีกด้วย แต่ตั้งแต่ฤดูกาลที่สองเป็นต้นไป ผมก็เริ่มปรับตัวได้" โอคุเดระกล่าวกับ FIFA.com

โอคุเดระ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างรวดเร็ว และมีโอกาสลงสนามเคียงข้างนักเตะชื่อดังอย่าง ดีเตอร์ มุลเลอร์, ปิแอร์ ลิทบาร์สกี้ และ โทนี ชูมัคเกอร์ พร้อมมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์บุนเดสลีกาและ เดเอฟเบ โพคาล ในฤดูกาล 1977-1978 รวมไปถึงเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาลต่อมาอีกด้วย

นอกจาก โคโลญจน์ แล้ว โอคุเดระ ยังมีโอกาสลงเล่นให้กับหลายทีมดังอย่าง แฮร์ธา เบอร์ลิน และ แวร์เดอร์ เบรเมน ในช่วงปี 1980-1986 โดยตลอด 9 ฤดูกาลในดินแดนไส้กรอก เขาลงเล่นไปทั้งสิ้นถึง 259 นัด ยิงไป 34 ก่อนจะกลับไปแขวนสตั๊ดในบ้านเกิด พร้อมกับจุดประกายความหวังให้กับนักเตะรุ่นหลังว่า "ยุโรปไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป"

กัลโช เซเรีย อา - เวทีแจ้งเกิดแข้งแดนซามูไร

จากก้าวแรกของโอคุเดระในปี 1977 ถัดมาอีก 17 ปีวงการฟุตบอลแดนอาทิตย์อุทัยก็ได้มีแข้งประวัติศาสตร์ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ "คิงคาซู" คาซุโยชิ มิอุระ กองหน้าตัวเก่งทีมชาติญี่ปุ่น ได้ย้ายมาเล่นให้กับ เจนัว พร้อมกลายเป็นนักเตะชาวญี่ปุ่นคนแรกในเวทีกัลโช เซเรีย อา

"คิงคาซู" คาซุโยชิ มิอุระ กองหน้าตัวเก่งทีมชาติญี่ปุ่นย้ายมาเล่นให้กับ เจนัว พร้อมกลายเป็นนักเตะเลือดซามูไรคนแรกในเวทีกัลโช เซเรีย อา

ทว่าเส้นทางอาชีพในแดนมะกะโรนีของ คิงคาซู กลับไม่ได้สวยหรูมากนัก เมื่อผลิตสกอร์ให้ทีมได้เพียงแค่ลูกเดียวจาก 23 นัดในทุกรายการ ก่อนจะกลับไปรักษาแผลใจกับ เวอร์ดี คาวาซากิ อดีตทีมเก่า

เวลาล่วงเลยมาถึงปี 1998 ฮิเดโตชิ นากาตะ เด็กหนุ่มวัย 21 ปี จะมาจุดประกายความหวังให้กับแฟนบอลญี่ปุ่น หลังเซ็นสัญญากับ เปรูจา ทีมท้ายตารางของลีก และกลายเป็นนักเตะเลือดบูชิโดคนที่ 2 ต่อจากคิงคาซูในเวทีแห่งนี้

ฮิเดโตชิ นาคาตะ สร้างชื่อจากการโชว์ฟอร์มฮ็อตกับ โรมา ก่อนที่ปีต่อมาจะโดน ปาร์มา ทุ่มเงินซื้อด้วยจำนวนเงินมหาศาลจนกลายเป็นนักเตะเอเชียค่าตัวแพงในขณะนั้น

แม้สื่ออิตาลีจะปรามาสว่าการเซ็นสัญญาของ นากาตะ น่าจะมีจุดประสงค์ในแง่การตลาดไม่ต่างจาก “คิงคาซู” แต่เขาก็สยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการระเบิดฟอร์มได้ทันทีในฤดูกาลแรก ซัดให้ทีมได้ถึง 10 ประตู ก่อนที่ฝีเท้าจะไปเตะตา โรมา ยอดทีมของลีก จนยอมควักกระเป๋าถึง 22 ล้านยูโรกระชากตัวเขามาร่วมทีมในฤดูกาลต่อมา

ก่อนที่ในปี 2001 ปาร์มา จะสร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มเงินถึง 28 ล้านยูโร คว้าตัวจอมทัพทีมชาติญี่ปุ่นรายนี้มาร่วมทัพ พร้อมทำให้เขากลายเป็นนักเตะเอเชียที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ในขณะนั้น

และเขาก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเตะญี่ปุ่นหลายคนทยอยมาแสวงโชคในลีกแห่งนี้ในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็น ชุนซุเกะ นากามูระ (เรจจินา), ฮิโรชิ นานามิ (เวเนเซีย), อัตสึชิ ยานางิซาวะ หรือที่ยังค้าแข้งอยู่ในตอนนี้อย่าง เคซุเกะ ฮอนดะ (เอซี มิลาน) และ ยูโตะ นางาโตโมะ (อินเตอร์ มิลาน) พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าชาวเอเชียจะไปยุโรปด้วยวิธีใด หรือถูกดูถูกอย่างไร แต่ถ้าแสดงผลงานได้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับโลกอย่างเขาได้ คุณก็จะเป็นซูเปอร์สตาร์ได้โดยไม่ต้องสนใจอะไร

กระทิงดุและแดนผู้ดี สุสานแข้งปลาดิบ

นอกจาก กัลโช เซเรียอา แล้ว ในช่วงยุค 2000 ลาลีกาของสเปน และ พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ก็ต่างเป็นลีกที่ได้รับความนิยมในหมู่แฟนบอลญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่แข้งชาวอาทิตย์อุทัยอยากไปค้าแข้ง อย่างไรก็ดี 2 ลีกแห่งนี้เป็นเหมือนของแสลงของนักเตะเลือดซามูไร เมื่อแทบจะไม่มีใครที่จะพูดได้เต็มปากว่าประสบความสำเร็จในผืนแผ่นดินดังกล่าว

โชจิ โจ กองหน้าชุดฟุตบอลโลก คือนักเตะญี่ปุ่นคนแรกในเวทีลาลีกา และทำผลงานได้อย่างกระท่อนกระแท่น หลังยิงให้ เรอัล บายาโดลิด ไปได้เพียง 2 ประตู ก่อนทีอีก 2 ฤดูกาลถัดมา อาคิโนริ นิชิซาวะ อดีตเพื่อนร่วมชาติจะเดินตามเส้นรอยนี้ ในสีเสื้อของเอสปันญอล และประสบกับชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับนักเตะยุคหลังอย่าง อาคิฮิโร อิเอนางะ (เรอัล มาร์ยอร์กา), ไมค์ ฮาร์ฟนาร์ (คอร์โดบา) หรือ ชุนซุเกะ นากามูระ (เอสปันญอล)

ขณะที่ลีกแดนผู้ดี หลัง อาร์แซน เวงเกอร์ กุนซือของอาร์เซนอล สร้างความฮือฮา ด้วยการเซ็นสัญญาคว้าตัว จุนอิจิ อินาโมโตะ กองกลางดาวรุ่งของกัมบะ โอซากา มาร่วมทัพในปี 2002 ทุกสายตาก็แทบจับตามองมาที่ลีกแห่งนี้

แต่เหมือนการเซ็นสัญญาครั้งนี้จะเป็นเหมือนแค่การตลาดเท่านั้น เมื่อ อินาโมโตะ ไม่มีโอกาสลงสัมผัสเกมในสีเสื้อของทัพปืนใหญ่แม้แต่นัดเดียว ก่อนจะถูกปล่อยให้ ฟูแลมยืมตัวไปใช้งาน และได้ย้ายไปร่วมทัพ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับ อินาโมโตะ รุ่นพี่ของพวกเขา นักเตะชาวญี่ปุ่นหลายรายต่างเอาชื่อมาทิ้งในพรีเมียร์ลีกแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คาสุยูกิ โทดะ (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) หรือแม้แต่นักเตะระดับท็อปอย่าง ชินจิ คางาวะ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) กระทั่งรุ่นน้องอย่าง เรียว มิยาอิจิ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "เมสซี่แห่งแดนอาทิตย์อุทัย" ก็ยังเอาตัวไม่รอดในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

เรียว มิยาอิจิ นับหนึ่งตัวอย่างของแข้งเลือดซามูไรที่ไปไม่รุ่งในเวทีลูกหนังเมืองผู้ดี เมื่อไม่สามารถเบียดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่กับอาร์เซนอลได้เลย

ด้วยสภาพร่างกายที่บอบบางของแข้งเลือดบูชิโด ในลีกที่เต็มไปด้วยการปะทะที่หนักหน่วง ทำให้นักเตะชาวญี่ปุ่น ยากที่จะประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีก ไม่ต่างจากลาลีกาที่นักเตะเลือดอาทิตย์อุทัยยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ชินจิ โอกาซากิ ในถิ่นคิง เพาเวอร์ กลายเป็นตัวจุดประกายความหวังให้กับแข้งซามูไรที่จะเข้ามาค้าแข้งในลีกผู้ดีต่อไปในอนาคต หลังจากที่พบกับความล้มเหลวมาตลอด

โดยอดีตศูนย์หน้าของไมนซ์รายนี้ลงเล่นเป็นตัวจริงไป 28 นัดรวมทุกรายการ และทำไป 6 ประตู แม้จะไม่มากแต่ก็มีผลต่อแต้มที่เลสเตอร์เก็บได้ในซีซั่นนี้ทั้งสิ้น จนส่งผลให้ "จิ้งจอกสยาม" คว้าแชมป์ในบั้นปลาย

ซึ่งจากความขยันและเล่นเพื่อทีมทั้งวิ่งดึงคู่ต่อสู้ให้เสียโซนและจ่ายบอลอย่างไม่เห็นแก่ตัว ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในพรีเมียร์ลีก นั่นทำให้แข้งรุ่นหลังอาจต้องเอาอย่างหากต้องการจะไปเล่นยังลีกที่ขึ้นชื่อว่าเน้นความแข็งแกร่งของสภาพร่างกายเป็นสำคัญ

บุนเดสลีกา - ยุคเฟื่องฟูขุนพลซามูไรในยุโรป

ค่าตัว 350,000 ยูโร ของชินจิ คางาวะ เมื่อปี 2010 กลายเป็นหนึ่งในดีลที่คุ้มค่าที่สุดของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่ออดีตแข้ง เซเรโซ โอซากา ระเบิดฟอร์มพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน พร้อมเป็นใบเบิกทางให้นักเตะชาวญี่ปุ่น พาเหรดกันมาค้าแข้งในลีกแห่งนี้อย่างมากมาย

ชินจิ คางาวะ จอมทัพร่างเล็กโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือแข้งญี่ปุ่นที่เป็นเหมือน "ใบเบิกทาง" ให้นักเตะญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับในเวทีบุนเดสลีกา

แม้ก่อนหน้านี้ นาโอฮิโร ทาคาฮารา และ ชินจิ โอโนะ จะทำผลงานได้ไม่เลวในการค้าแข้งกับ แฟรงค์เฟิร์ต (และฮัมบูร์ก) และ โบคุม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมาถึงของดาวยิงร่างเล็กเจ้าของหมายเลข 10 ทีมชาติญี่ปุ่น คือตัวจุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์ "คางาวะฟีเวอร์" อย่างแท้จริง

หลัง คางาวะ โชว์ฟอร์มเด่นในสีเสื้อของทัพเสือเหลือง ได้มีนักเตะชาวญี่ปุ่นทยอยเดินทางมาเล่นในลีกสูงสุดของเยอรมันถึง 17 ราย จนทำให้ลีกแห่งนี้กลายเป็นลีกที่มีแข้งเลือดซามูไรเคยมาค้าแข้งมากที่สุดใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปด้วยจำนวนถึง 25 ราย ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างกัลโชเซเรียอา ของอิตาลีที่มี 10 ราย ถึง 2 เท่า

และคงไม่แปลกหากนักเตะญี่ปุ่น จะเลือกเดินทางมาแสวงโชคในลีกแห่งนี้ เพราะด้วยสไตล์การเล่นที่เหมาะสมกับสรีระของพวกเขา การให้โอกาสนักเตะจากเอเชีย รวมไปถึงการไม่มีเวิร์คเพอร์มิตสุดหินมาเป็นอุปสรรค

จนทำให้บุนเดสลีกา กลายเป็นเวทียอดนิยมของแข้งชาวญี่ปุ่นอยู่ในขณะนี้

จากนี้และอนาคต

สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าญี่ปุ่นใช้บทเรียนในอดีต สอนตัวเอง และวิเคราะห์ว่าสิ่งไหนเหมาะสมกับนักเตะพวกเขามากที่สุด และไม่ได้มองเฉพาะแต่ลีกเกรดเอหรือทีมยักษ์ใหญ่เท่านั้น เพราะแม้จะเป็นลีกรองหรือว่าทีมเล็กๆก็สามารถใช้เป็นเวทีพัฒนาฝีเท้าได้เช่นกันหากได้รับโอกาสบ่อยๆ ดังคำกล่าวที่ว่า "เป็นหัวหมาดีกว่าหางราชสีห์"

ซึ่งจากผลสำรวจในปี 2014 พบว่ามีนักเตะเลือดบูชิโดลงเล่นในลีกสูงสุดของยุโรปอยู่ถึง 40 ราย มากที่สุดในหมู่นักเตะชาวเอเชีย โดยมีทั้งลีกอย่าง สวิตเซอร์แลนด์, โปแลนด์, รัสเซีย, เบลเยียม หรือแม้แต่เอสโตเนีย

จากก้าวแรกในผืนแผ่นดินยุโรปของโอคุเดระ ญี่ปุ่นใช้เวลาไปเกือบ 40 ปีในการลองผิดลองถูก และได้สังเวยตำนานของประเทศไปแล้วมากมาย กว่าจะค้นพบคำตอบเหล่านี้ ก่อนจะนำมันมาเป็นแนวทางให้กับนักเตะรุ่นหลัง

เชื่อว่าหากพวกเขายังพัฒนาตัวเองอย่างนี้ต่อไป บางทีเราอาจจะได้เห็น "คางาวะ คนที่ 2" ในอนาคตก็เป็นไปได้

Topics