ซาโลมอน รอนดอน: จากแดนนางงามสู่ดาวยิงป้ายแดงพรีเมียร์ลีก

Greg Lea คอลัมน์นิสต์ของเราขอพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับอดีตศูนย์หน้าจอมถล่มประตูจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ที่เพิ่งจะตกลงย้ายมาค้าแข้งกับ "เดอะ แบ็กกีส์” ด้วยค่าตัวสถิติสูงสุดของสโมสรในฤดูกาลนี้

เรื่องสั้น 60 วินาที

โฆเซ ซาโลมอน รอนดอน เกิดที่กรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศเวเนซูเอลา ในปี 1989 และเริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลกับทีมท้องถิ่นตั้งแต่ยังมีอายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น เขาค้าแข้งอยู่กับทีมดังกล่าวจนมีอายุได้ 15 ก่อนที่จะย้ายมาเล่นกับ เดปอร์ติโว กูลิมา ในลีกสมัครเล่นของแดนนางงาม จากนั้นชีวิตของเจ้าตัวก็เดินทางสู่นักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวเมื่อ อรากัว ทีมจากลีกสูงสุดเวเนซูเอลาตัดสินใจจับเจ้าตัวเซ็นสัญญาแรกในเส้นทางลูกหนังเมื่อปี 2006

รอนดอนได้ลงสนามอย่างเป็นทางการนัดแรกในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน ก่อนที่จะสามารถเบิกร่องประตูได้สำเร็จอีกหกเดือนต่อมา หลังจากนั้นเจ้าหนูพรสววรค์สูงคนนี้ก็กลายเป็นจอมถล่มประตูของทีมทันที ยิงไปทั้งหมด 18 ลูกในการลงเล่น 58 นัดและดึงดูดความสนใจจากหลายๆ ทีมในยุโรป ก่อนที่จะเป็น ลาส พัลมาส ทีมจากเซกุนด้า สเปน ที่ได้ลายเซ็นของเขาไปร่วมทีม

ชีวิตค้าแข้งในแดนกระทิงช่วงแรกๆ ไม่เป็นดั่งใจเท่าไหร่นักหลังเจ้าตัวมีปัญหาในการปรับตัว เนื่องจากอยู่ห่างทั้งกับบ้านเกิดและครอบครัว ทำให้เขาทำประตูไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียวในปีแรกของเขากับสโมสร อย่างไรก็ตามฤดูกาลถัดมา รอนดอนก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอยและกลับมาทำประตูเป็นกอบเป็นกำได้อีกครั้งจนได้ย้ายไปร่วมทีม มาลาก้า ในลีกสูงสุดของสเปนซึ่งขณะนั้นมีนายใหญ่เรือใบสีฟ้าคนปัจจุบันอย่าง มานูเอล เปเยกรินี นั่งแท่นกุนซืออยู่

ข้อมูลส่วนตัว

  • วัน/เดือน/ปี เกิด: 16 กันยายน 1989
  • ประเทศที่เกิด: การากัส, เวเนซูเอลา
  • ส่วนสูง: 189 ซม.
  • ตำแหน่ง: กองหน้า
  • สโมสรปัจจุบัน: เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน
  • สโมสรก่อนหน้า: อรากัว, ลาส พัลมาส, มาลาก้า, รูบิน คาซาน, เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก
  • ทีมชาติ: เวเนซูเอลา (39 นัด, 13 ประตู)

สองปีต่อมาหลังจากพิสูจน์ตัวเองในลา ลีก้า ด้วยผลงาน 25 ประตูจากการลงเล่น 67 นัดในลีก รอนดอนก็ตัดสินใจย้ายทีมอีกครั้ง คราวนี้จุดมุ่งหมายใหม่ของเขาคือ รูบิน คาซาน ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก รัสเซีย ด้วยค่าคัว 10 ล้านยูโร ณ ดินแดนที่ไม่มีใครพูดภาษาสเปน และชีวิตนักเตะต่างชาติผิวสีไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตามผลงานในเส้นทางฟุตบอลของเจ้าตัวก็ยังอยู่ในระดับยอดเยี่ยมเช่นเคยหลังจัดการซัดไปทั้งหมด 13 ประตูในฤดูกาลแรกและช่วยให้ทีมใหม่ของเขาจบอันดับ 6 พร้อมกับทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า ยูโรป้าลีก ก่อนที่จะตกรอบด้วยน้ำมือของแชมป์ปีนั้นอย่าง เชลซี

จากนั้นรอนดอนก็ตัดสินใจย้ายทีมอีกครั้ง โดยไปอยู่กับหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของแดนหมีขาวอย่าง เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในตลาดหน้าหนาวปี 2014 ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ทำให้ต้นสังกัดใหม่ต้องผิดหวังเมื่อจัดการยิง 7 ประตูใน 10 นัดสุดท้ายของลีกแต่สุดท้ายก็พลาดแชมป์ให้กับ ซีเอสเคเอ มอสโกว์ ที่มีแต้มเหนือกว่าพวกเขาเพียงหนึ่งคะแนนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามในฤดูกาลล่าสุด เจ้าตัวก็ยังคงส่งฟอร์มแรงยิงประตูต่อเนื่องที่ 13 ลูกจากการลงเล่น 26 นัด และช่วยให้ เซนิต ผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 3 ปีได้สำเร็จ

รอนดอนกับความสำเร็จของเขาที่เซนิต

ทำไมต้องรู้จักเขา?

แฟนๆ ไทยพรีเมียร์ลีก น่าจะรู้จักทีมชาติเวเนซูเอลากันเป็นอย่างดี เพราะ อันเดรส ตูเญซ ปราการหลังของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพิ่งจะมีชื่อติดทัพแดนนางงามลุยศึกโกปา อเมริกา ครั้งล่าสุด ซึ่ง ซาโลมอน รอนดอน เองก็ถือเป็นหนึ่งในสตาร์ดังของทีมและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรายการดังกล่าว แม้สุดท้ายจะไม่สามารถพาทีมทะุลรอบแบ่งกลุ่มได้ก็ตาม

โดยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเจ้าตัวในรายการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดของแดนอเมริกาใต้คือนัดที่พวกเขาเอาชนะทีมชาติโคลอมเบียได้ 1-0 ซึ่งและโชว์ฟอร์มแรงกลบรัศมีของดาวเตะยุโรปอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา อดีตศูนย์หน้าแมนฯ ยูไนเต็ด และ คาร์ลอส บัคก้า แนวรุกที่เพิ่งพา เซบีญา แถลงแชมป์ยูโรป้าลีกมาหมาดๆ และล่าสุดแฟนๆ พรีเมียร์ลีก อังักฤษจะได้เห็น รอนดอน โชว์ฝีเท้าในแดนผู้ดีหลังปัจจุบันเจ้าตัวเพิ่งจะตกลงย้ายมาค้าแข้งกับ "เดอะ แบ็กกีส์” เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ด้วยค่าตัวสถิติของสโมสรที่ 12 ล้านปอนด์

จุดแข็ง

ด้วยความสูงเกือบ 190 ซม. รอนดอนคือศูนย์หน้าที่แข็งแกร่งและมีพละกำลังเหลือเฟือสำหรับข่มขวัญกองหลังคู่แข่ง แต่ร่างกายอันใหญ่โตของเขาไม่ได้ทำให้ความคลองตัวลดน้อยลงแม้แต่น้อย และนี่คือจุดเด่นของรอนดอนที่สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างคล่องแคล่วและหาจังหวะวิ่งสอดทะลุช่องเมื่อมีโอกาส

นอกจากนี้ขนาดร่างกายที่สมบุกสมบันยังหมายความว่าเขาคือกองหน้าที่ทำได้ดีในการเล่นลูกกลางอากาศและเป็นมิติเกมรุกที่หลากหลายเมื่อทีมต้องตกอยู่ในสภาวะที่แสนกดดัน อย่างเช่นในนัดที่เขาช่วยให้ทีมคว้าชัยชนะเหนือทีมชาติโคลอมเบีย รอนดอนคือกองหน้าที่พักคอยพักบอลเพื่อรอเพื่อนร่วมทีมเติมเกมรุกขึ้นมาและสามารถกดดันแนวรับคู่ต่อสู้ได้ตลอดทั้งเกม

รอนดอนยังมีจุดเด่นอยู่ที่การเคลื่อนที่หนีตัวประกบด้วย เขาคือศูนย์หน้าที่เล่นในกรอบเขตโทษได้ดีและมักจะหาจังหวะสอดแทรกเข้าทำประตูได้อยู่เรื่อยๆ ส่วนการจบสกอร์ของเขาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้และมีพัฒนาการที่ต่อเนื่อง โดยเจ้าตัวถือเป็นกองหน้าของเซนิตที่มีอัตราการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูดีที่สุดของทีมจนถึงทุกวันนี้ด้วย

จุดอ่อน

ความต่อเนื่องและการยืนระยะของเขายังคงถือเป็นปัญหาสำคัญ รอนดอนมีฝีเท้าและพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม อันนี้ไม่มีใครกังขาอย่างแน่นอนหากได้ดูเจ้าตัวลงเล่นกับทีมชาติและเซนิต แต่บางสัปดาห์เขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้เลย และหายไปจากเกมโดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเด็นความฟิตก็ดูน่าจะเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย แม้ในฤดูกาลล่าสุดเจ้าตัวจะลงเล่นไปถึง 23 นัด แต่ในบรรดาทั้งหมดเขาลงเล่นครบ 90 นาทีเต็มไปเพียงแค่ 7 เกมเท่านั้น และถือเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงสำหรับ "เดอะ แบ็กกีส์” ว่าเจ้าตัวจะสามารถปรับตัวเข้ากับความเร็วของพรีเมียร์ลีกได้หรือใหม่

เขาว่ากันว่า...

ซาโลมอน รอนดอน เคยผ่านงานกับกุนซือระดับท็อปมาแล้วอย่าง มานูเอล เปเยกรินี และเขาก็ยอมรับว่ากุนซือชาวชิลีคนนี้คือหนึ่งในคนสำคัญที่พัฒนาเขาจนเป็นนักเตะแบบทุกวันนี้ได้ ขณะที่นายใหญ่เรือใบสีฟ้าคนปัจจุบันก็กล่าวชื่นชมเจ้าตัวในช่วงที่ได้ร่วมงานกันที่มาลาก้าด้วยเช่นกัน "เขาเป็นนักเตะหนุ่มที่ทำงานหนักมากๆ” เปเยกรินีกล่าวในปี 2012 “ผมทำงานกับเขาทุกวันและรอนดอนคือผู้เล่นที่มีความมุ่งมั่นเต็มที่ รวมถึงความตั้งใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกๆ ครั้งที่ลงฝึกซ้อม” "ณ ตอนนี้ เขายังมีอนาคตที่ยาวไกลรออยู่ และผมเชื่อว่าเขาจะมีอาชีพนักเตะที่สดใสอย่างแน่นอน”

สมัยร่วมงาน มานเอล เปเยกรินี ที่มาลาก้า

รู้หรือไม่?

รอนดอนกลายเป็นนักเตะผิวสีคนแรกที่เซ็นสัญญาเข้ามาอยู่กับเซนิตหลังกลุ่มแฟนบอลที่ใหญ่ที่สุดของสโมสรขึ้นป้ายประท้วงให้ทีมใช้นโยบาย "ทีมสีขาว” คือมีเฉพาะนักเตะผิวขาวในทีมเท่านั้น ซึ่งการเรียกร้องนี้เกิดขึ้นหลังจากดาวเตะชาวบราซิเลียนอย่าง ฮัลค์ และ กองกลางทีมชาติเบลเยียมอย่าง อเล็กซ์ วิตเซล ย้ายเข้ามาร่วมทีมก่อนหน้านี้ นั่นทำให้รอนดอนกลายเป็นเป้าจับตามองของแฟนๆ หลังพวกเขายืนยันว่าแฟนเซนิตถูกบังคับให้ต้องเชียร์นักเตะผิวสีพวกนี้ และยืนยันว่า "การที่เราไม่มีนักเตะผิวสีในทีมนั้นคือวัฒนธรรมที่สำคัญของเซนิตมาช้านาน และเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างอัตัลกษณ์อันเข้มแข็งให้กับทีม เราไม่ใช่พวกเหยียดสีผิว...แต่มันคือธรรมเนียมของสโมสร”

อย่างไรก็ตามแม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างหนาหูจากแฟนๆ แต่หนึ่งในผู้บริหารของสโมสรก็ยังคงยืนกรานนโยบายซื้อนักเตะแบบเปิดกว้าง ไม่จำกัดสัญชาติและสีผิวเหมือนเดิม ซึ่งการเซ็นสัญญา รอนดอน มาจาก รูบิน คาซาน เมื่อเดือนมกราคมปี 2014 ก็ถือเป็นหลักฐานสำคัญถึงนโยบายดังกล่าว

คะแนนความสามารถ

  • การยิงประตู 8
  • ลูกกลางอากาศ 8
  • การจ่ายบอล 7
  • การตัดบอล 6
  • ความเร็ว 7
  • ความคล่องตัว 7
  • ความคิดสร้างสรรค์ 6
  • ความขยันมุมานะ 8

ตอนต่อไป...

นอกจากผลงานอันยอดเยี่ยมในลีกกับ เซนิต ฟอร์มการเล่นของ รอนดอน ในศึกโกปา อเมริกาก็ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นที่จับตามองของบรรดาบิ๊กทีมในยุโรป ทว่าแม้ก่อนหน้านี้จะมีทีมใหญ่อย่าง อาร์เซนอล เชลซี และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ให้ความสนใจ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็เลือกที่จะมาอยู่กับ เวสต์บรอม ซึ่งเขาจะได้เป็นตัวหลักในเกมรุกคู่กับดาวรุ่งจอมพลิ้วอย่าง ไซโด เบราฮิโน ก็น่าจับตาดูต่อไปว่าเขาจะปรับตัวให้เข้ากับความเร็วของฟุตบอลอังกฤษได้หรือไม่ หรือจะเป็นอีกหนึ่งศูนย์หน้าพรสวรรค์สู.ที่เอาชื่อมาทิ้งในพรีเมียร์ลีก...