ชำแหละปัจจัยพา 'จิ้งจอกสยาม' ทะยานสู่แชมป์

จากการที่ "เดอะ ฟ็อกซ์" ได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกไปหมาดๆเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้อาจจะเป็นใบเบิกทางสู่ยุคใหม่ของลีกสูงสุดเมืองผู้ดี และ อเล็กซ์​ เฮสส์ จะมาพูดถึงเรื่องนี้ว่าทีมเล็กทีมอื่นสามารถดำเนินรอยตามได้หรือไม่

ตอนนี้คุณคงเห็นข่าวที่ว่าเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์ลีกกันจนละลานตาไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่ลีกธรรมดาทั่วไป แต่มันคือพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าเป็นลีกที่มีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุด และมีมหาอำนาจลูกหนังและทีมมหาเศรษฐีกระจุกตัวกันมากที่สุดในวงการฟุตบอล ซึ่งมีการแบ่งชนชั้นกันด้วยเงินปอนด์

แต่เลสเตอร์กลับแสดงให้เห็นว่าการคว่ำบรรดายอดทีมไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ถ้ามีการสรรหานักเตะที่ยอดเยี่ยม, การจัดการที่ฉลาดหลักแหลม และความเชื่อมั่น

แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ความสวยงามของแชมป์หนนี้มันอยู่ที่ความไม่สลับซับซ้อนของมันนี่เอง ในยุคแห่งติกิ-ตากะ, เพลย์มคเกอร์ และจ้าวแทคติก ทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กลับไม่ต้องทำอะไรให้มันลึกซึ้ง พวกเขาคว้าแชมป์ลีกโดยใช้รูปแบบโบราณ เน้นรับแน่น, ตัวรุกความเร็วสูง และยึดมั่นกับ 11 ตัวแรก โดยใช้ระบบ 4-4-2 ซึ่งคุณก็คงคิดว่าใครๆก็ทำได้

จะมีแจ็คผู้ฆ่ายักษ์เกิดขึ้นอีกหรือไม่?

อย่างไรก็ตามประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าความสำเร็จของเลสเตอร์ยิ่งใหญ่แค่ไหน หากแต่เป็นว่าทำได้อย่างไร เพราะมันเป็นแชมป์ที่ไม่มีใครคาดคิด, นำแทบจะม้วนเดียวจบในยุคที่พรีเมียร์ลีกแบ่งศักดินากันชัดเจน? แล้วความสำเร็จของเลสเตอร์จะเป็นใบเบิกทางให้ทีมเกรดเดียวกันทำตามได้ไหม

แบ่งปันความรวย

แน่นอนว่ามันเป็นความจริงที่ต่อให้เป็นเลสเตอร์หรือไม่เป็นเลสเตอร์ ใจความสำคัญของฤดูกาลนี้ก็คือบรรดาทีมระดับกลางๆต่างอัพเกรดตัวเองขึ้นมา และเมื่อพิจารณาจากอันดับซึ่งสเปอร์สน่าจะได้จบที่สองแล้ว ทำให้เห็นได้ชัดว่าวันเวลาเก่าๆที่เงินรายได้จากแชมเปี้ยนส์ลีกคือตัวพยุงฐานะทีมใหญ่ๆให้จบอันดับท็อป 4 ทุกปีดูจะหมดลง เมื่อสองทีมจากแมนเชสเตอร์ก็ติดหล่ม ขณะที่ลิเวอร์พูลกับเชลซีก็จบที่กลางตาราง

ซึ่งถ้าย้อนไปยังปีก่อนๆแล้ว สถานะทีมหัวตารางจะขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละสโมสรเป็นสำคัญ แต่ด้วยเงินที่สะพัดเข้ามาจากค่าลิขสิทธิ์ทีวีทำให้ทีมกลางตารางแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเมื่อซัมเมอร์ที่แล้วนักเตะชื่อดังต่างเข้ามาซบทีมระดับนี้กันมากขึ้น ขณะเดียวกันคีย์แมนของทีมใหญ่ๆเองต่างก็โดนสโมสรดังนอกลีกให้ความสนใจจนทำให้เสียสมาธิไปเป็นแถบๆ เลยกลายเป็นว่าฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่สูสีที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกมา 25 ปีเลยทีเดียว

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยก่อนจะพ้นเดือนสิงหาคม อังเดร อายิว ก็ได้ยิงสองประตูสำคัญใส่เชลซีและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับคริสตัล พาเลซ ที่โชว์ฟอร์มม้ามืด และสโต๊คก็ได้ เซอร์ดาน ชาคิรี่มาเป็นอีกหนึ่งทีเด็ดในแนวรุก ขณะที่เวสต์แฮมก็ได้ ดิมิทรี ปาเย่ต์ พาทีมคว้าชัยเหนืออาร์เซนอลและลิเวอร์พูล

อย่างไรก็ตามประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าความสำเร็จของเลสเตอร์ยิ่งใหญ่แค่ไหน หากแต่เป็นว่าทำได้อย่างไร เพราะมันเป็นแชมป์ที่ไม่มีใครคาดคิด, นำแทบจะม้วนเดียวจบในยุคที่พรีเมียร์ลีกแบ่งศักดินากันชัดเจน? แล้วความสำเร็จของเลสเตอร์จะเป็นใบเบิกทางให้ทีมเกรดเดียวกันทำตามได้ไหม

ยักษ์ใหญ่ตกกระป๋อง

อย่างไรก็ตามไม่ว่ารายได้จากพรีเมียร์ลีกจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ทีมจากกลางตารางลืมตาอ้าปากได้หรือไม่นั้น เงินจากค่าลิขสิทธิ์โทรทัศน์ก็คงไม่หยุดแพร่สะพัดในเร็วๆนี้แน่นอน นั่นหมายความว่าจะมีนักเตะอย่างชาคิรี่และกาบายย้ายมาค้าแข้งกับทีมระดับกลางอีกเรื่อยๆแน่นอน อย่างไรก็ดีสิ่งที่เกินกว่าจะเพิกเฉยได้ก็คือบรรดาทีมใหญ่ฟอร์มหนืดกันเองด้วย

โดยทางด้านของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นเจ้าพ่อการตลาดก็ยังคงดิ้นรนไขว่คว้าความสำเร็จในยุคหลังเฟอร์กูสัน ขณะที่เชลซีแชมป์เก่าเมื่อซีซั่นที่แล้วก็เป็นเหยื่อของผลข้างเคียงจากสไตล์การทำทีมแบบสร้างศัตรูของ โชเซ่ มูรินโญ่ ส่วนแมนฯซิตี้นั้นทั้งที่ออกจะมั่งคั่งที่กลายเป็นว่าแผ่วในช่วง 6 เดือนสุดท้ายหลังจากที่มีการประกาศว่าเป๊ปจะมาคุมทีม ไม่ต้องพูดถึงลิเวอร์พูลที่อยู่ในช่วงจูนทีมใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกันอาร์เซนอลก็ยังเป็นอาร์เซนอลที่ทำได้แค่ท็อป 4 แต่ไม่ถึงแชมป์อยู่วันยังค่ำ

Arsene Wenger, Manuel Pellegrini

ทั้งอาร์เซนอลและแมนฯซิตี้ต่างทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน

ขณะที่บรรดาทีมหัวแถวต่างพากันฟอร์มหลุด ทีมกลางตารางก็เริ่มผงาดขึ้นมา ซึ่งทั้งสองเรื่องต่างก็ถือเป็นปรากฏการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทั้ง 5 ทีมดังพร้อมใจกันตกต่ำช่วยสร้างความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

เงินไม่ใช่ทุกอย่าง

เป็นอีกครั้งที่เงินตราคือสิ่งที่ขับเคลื่อน เรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่าที่ติดอันสโมสรที่รวยที่สุดในโลกจากการจัดลำดับของฟอร์บส์ ได้เป็นตัวขัดขวางความยิ่งใหญ่ของพรีเมียร์ลีกตลอดทศวรรษหลัง

โดยบรรดาดาวดังที่สองยักษ์ลา ลีกา คว้าตัวมาไม่ว่าจะเป็นอองรี, ฟาเบรกาส,​ อลอนโซ่, มาสเคราโน่ของฝั่งบาร์ซ่า และโรนัลโด้, ​โมดริช, ซัวเรซ,​ เบลของมาดริด ถือเป็นตัวยืนยันความยิ่งใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 7 ปีหลังสุด ที่แคนดิเดตบัลลงดอร์ 21 รายล้วนมาจากบาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และบาเยิร์น มิวนิค (ขณะที่ทศวรรษก่อนหน้ามาจากพรีเมียร์ลีก 9 รายด้วยกัน) อย่างไรก็ตามการมายังลีกผู้ดีของเป๊ปอาจเป็นจุดสิ้นสุดของกระแสแข้งไหลเสียที

แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของสโมสรไปเสียหมด ดูอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ที่อยู่เหนือบาเยิร์นในการจัดลำดับสโมสรที่รวยสุด) ก็ยังไม่ได้แชมป์ลีกมาตลอด 3 ปีหลังสุด เช่นเดียวกับแชมป์เก่าเชลซีเมื่อเงินไม่สามารถทำให้ทัพ “สิงห์บลู” ยืนระยะได้แบบยาวๆเลย

Claudio Ranieri

รานิเอรี่และเลสเตอร์ประสบความสำเร็จทั้งที่ใช้เงินเพียงน้อยนิด

ขณะที่แอตเลติโก มาดริด นั้นมีมูลค่าทีมได้แค่ 1 ใน 3 ของคู่ปรับในลีกกระทิงด้วยกัน (แถมยังมีหนี้อีกต่างหาก) กลับกลายเป็นหนึ่งในยอดทีมของยุโรปในตอนนี้ และแน่นอนว่าถ้าอันดับในตารางพรีเมียร์ลีกเป็นการเทียบกันว่าบิลล์ค่าจ้างใครมากกว่า แชมป์ทีมล่าสุดก็คงอยู่อันดับ 17 ไปแล้ว

ซึ่งทั้ง “ตราหมี” และ “จิ้งจอกสยาม” ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเกียรติประวัติหรือความร่ำรวยไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไปเพราะมันมีสิ่งที่สามารถชดเชยได้ และความตั้งใจที่จะทำลายเทรนด์บอลคอนโทรลก็ได้ยืนหยัดต่อสู้กับทีมยักษ์ใหญ่ได้อย่างน่าดูชม แต่พูดตามตรงว่าบรรดาทีมดังทั้งหลายคงไม่ล่าถอยง่ายๆแน่

ครั้งเดียวในชีวิต?

อย่างไรก็ตามไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการคว้าแชมป์ของเลสเตอร์นั้นมาจากองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการผงาดขึ้นมาของทีมระดับกลางตาราง , การพร้อมใจกันฟอร์มตกของบรรดายักษ์ใหญ่ รวมถึงเทรนด์ที่ได้มาจากการเขย่าบังลังก์ทีมท็อป 3 ของยุโรปด้วยเกมสวนกลับ และแน่นอนว่าการสร้างฟอร์มการเล่นอันน่าตื่นตาตื่นใจด้วยสปิริตอันสูงส่งก็เป็นสิ่งที่นับรวมด้วยเช่นกัน

ถึงบางปัจจัยนั้นอาจเกิดขึ้นเพียงแค่นานทีปีหน แต่ไม่ว่าทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นพร้อมกันอีกหรือไม่ มันก็เป็นไปได้ยากอยู่ดีที่จะไปจบที่ตำแหน่งแชมป์ ซึ่งมันมีโอกาสน้อยพอๆกับการได้เห็น เวส มอร์แกน ยกถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อซีซั่นก่อนนั่นแหละ