ชีวิตใหม่ในชุดสุภาพบุรุษวงจักรของ..."โตโต้" อรรถพงษ์ หนูพรหม

“ผมผ่านอะไรมาเยอะแล้ว โดนมาหมดทุกรูปแบบ ทั้งดีและไม่ดี ก็อยากกลับมาแจ้งเกิดใหม่ให้ได้”

คำพูดด้วยความรู้สึกฮึกเหิม และเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ของอดีตสุดยอดดาวรุ่งของวงการฟุตบอลไทย ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วทั้งในประเทศ และต่างแดน ไปจนถึงจุดสูงสุดของชีวิต และได้สัมผัสกับจุดที่ตกต่ำที่สุดมาแล้ว แต่ในวันนี้เขากลับมาได้อีกครั้ง พร้อมความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม

หากย้อนกลับไปเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จักแข้งเด็กมากพรสวรรค์อย่าง “โตโต้” อรรถพงศ์ หนูพรหม ที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นกับฟุตบอลระดับขาสั้นภายใต้สังกัด รร.อัสสัมชัญ ธนบุรี เขาเป็นกำลังหลักพาทีมกวาดรางวัลมากมาย รวมถึง ฟุตบอลนักเรียนรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ก, รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ก แถมยังคว้านักเตะยอดเยี่ยมของรายการได้ทั้งสองรุ่น

หลังจบจากรั้ว “เจ้าสัวน้อย” เขาก็เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกไกลถึงต่างแดน จากการเป็น 1 ในตัวแทนของโรงเรียน ที่ถูกส่งไปทดสอบฝีเท้ากับ แทมปิเนส โรเวอร์ ที่ในขณะนั้นมีรุ่นพี่ชาวไทยสังกัดอยู่สองคน ด้วยวัยเพียง 18 ปี เท่านั้น

“ตอนแรกที่โรงเรียนมีโครงการกับสโมสรที่สิงคโปร์ เลยส่งนักบอลไปทดสอบฝีเท้า 4 คน ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ตอนที่ไปแทมปิเนส โรเวอร์ มีแค่ผมกับ อีกคนนึง ผลปรากฏว่าผมผ่านการคัดเลือกคนเดียว” โตโต้ เริ่มเล่าเท้าความถึงตอนไปไล่ตามความฝันยังแดนลอดช่อง

"จริงๆ แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะยังเด็กอยู่ และเป็นการเล่นระดับอาชีพครั้งแรก ก็เหมือนไปเก็บประสบการณ์ ไปเรียนรู้จากรุ่นพี่อย่าง พี่เบิร์ท (สุธี สุขสมกิจ), พี่ใหม่ (สันติ ไชยเผือก) มากกว่า”

ด้วยความที่ต้องห่างบ้านและครอบครัวไปใช้ชีวิตคนเดียวตั้งแต่เด็ก หลังจบฤดูกาล “โตโต้” ตัดสินใจหอบข้าวของกลับบ้านเพื่อไปเซ็นสัญญากับ ชลบุรี เอฟซี ทีมบ้านเกิด ด้วยเหตุผลบางอย่าง

“แค่หนึ่งปีที่สิงคโปร์ ช่วยพัฒนาผมได้เยอะมาก เพราะการเริ่มต้นอาชีพมันต้องดูรุ่นพี่เป็นตัวอย่าง มีอะไรก็ถาม และคอยปรึกษาเขา แต่สาเหตุที่กลับมา ก็เพราะพ่ออยากเห็นเราเล่นที่ไทย เพราะอยู่ที่นู่นตามดูยาก และชลบุรีคือบ้านเกิดของผมด้วย ผมห่างบ้านไปตั้งแต่เด็กด้วย ก็เลยอยากกลับมาที่ๆ เราคุ้นเคย”

แค่หนึ่งปีที่สิงคโปร์ ช่วยพัฒนาผมได้เยอะมาก เพราะการเริ่มต้นอาชีพมันต้องดูรุ่นพี่เป็นตัวอย่าง มีอะไรก็ถาม และคอยปรึกษาเขา

ทว่าวัยเพียง 19 ปี การได้อยู่ภายใต้สังกัดยอดทีมเมืองน้ำเค็ม ที่เต็มไปด้วยบรรดากองกลางฝีเท้าดีมากมาย แน่นอนว่ามันทำให้เขาไม่ได้รับโอกาสลงสนาม จึงตัดสินใจไปเล่นกับ ศรีราชา เอฟซี แบบยืมตัว ก่อนย้ายแบบถาวรในปี 2009 และระเบิดฟอร์มเก่งได้เป็นครั้งแรก

“ตอนแรกเซ็นสัญญากับ ชลบุรี เขาก็ปล่อยยืมตัวเราไปเล่นกับเพื่อนที่ ศรีราชา ตอนครึ่งหลังฤดูกาล 2009 ปีต่อมาก็ขอย้ายไปเล่นแบบถาวรเลย เพราะมันได้ลงสนามสม่ำเสมอ แล้วเรายังเด็ก อยู่ ชลบุรี ได้แต่นั่งดู มันก็ไม่แฮปปี้เท่าไหร่”

“ตอนนั้นมีทั้ง ภานุวัฒน์ จินตะ, เกรียงไกร พิมพ์รัตน์, อดุล หละโสะ อย่างงี้ ลำบากเลยครับ ก็เหมือนกับว่าได้แค่ซ้อมเก็บประสบการณ์กับรุ่นพี่เฉยๆ แต่กับ ศรีราชา ผมเป็นตัวหลักเลย พอได้ลงเล่นต่อเนื่อง ผลงานมันก็ออกมาดี”

“โตโต้” ตอบตกลงย้ายร่วมทัพ ราชบุรี เอฟซี ทีมน้องใหม่มาแรง เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นสู่ ยามาฮ่า ลีกวัน ได้เป็นปีแรก สวนทางกับ ศรีราชา ที่ต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น 2 พร้อมปฏิเสธข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่อย่าง บีอีซี เทโรศาสน ที่อยากได้ตัวเขาไปร่วมทีมเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เมื่อไปพีคสุดๆ กับ “ราชันมังกร”

“พอจบแมตช์สุดท้ายของฤดูกาล ราชบุรี ก็โทรศัพท์หาผมเองเลย จริงๆ มี บีอีซี เทโร ติดต่อมาด้วย แต่สุดท้ายผมก็เลือกไป ราชบุรี เพราะเหมือนกับได้ไปเริ่มต้นหาความท้าทายใหม่ แถมตอนนั้น ศรีราชา ก็ตกชั้นด้วย เพื่อนร่วมทีมก็ย้ายออกกันหมด นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งหนึ่งในชีวิตของผม เพราะไปพีคสุดๆ กับ ราชบุรี ปีแรก”

“ผมไม่เคยยิงประตูเยอะเท่าปีนั้น (2012) มาก่อนเลย ทุกอย่างมันมาหมดเลย ทั้งฟอร์ม ทั้งการยิงประตู มันมาลงล็อคทุกอย่าง ผมคิดว่าเพราะได้ลงเล่นต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ที่ ศรีราชา มันก็มีความมั่นใจ ถ้าเล่นปีนึง หยุดไปครึ่งปี มันก็ไม่ต่อเนื่อง ความมั่นใจก็หายไป ก่อนที่จะไปเจอจุดเปลี่ยนของชีวิตกับ บุรีรัมย์”

ด้วยผลงานลงสนามในลีก 30 นัด ซัดไป 10 ประตู ในลีกพระรอง พาทัพ “ราชันมังกร” คว้าแชมป์ เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด ไปเตะเตายักษ์ใหญ่แห่งไทยลีกอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้าอย่างจัง และให้เพื่อนสนิทสมัยเรียนที่ อัสสัมชัญ ธนบุรี มาชักชวนไปร่วมทีมตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาลด้วยซ้ำ

ฤดูกาล 2013 ทัพ “ปราสาทสายฟ้า” ได้สิทธิ์ไปเข้าร่วมการแข่งขัน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นรายการที่ “โตโต้” ใฝ่ฝันอยากลงเล่นมาโดยตลอดและนั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมสังกัดยอดทีมเมืองเซราะกราว หลังจบฤดูกาลดังกล่าว… อย่างไรก็ตาม การย้ายร่วมทีมในฝัน มันกลายเป็นฝันร้ายสำหรับเขา

“บุรีรัมย์ ติดต่อมาตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาลเลยครับ ผ่านทาง อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) ที่เป็นเพื่อนสนิทผม ให้มาคุย มาชวน และตัวผมเองมีความฝันเอาไว้ว่าอยากจะไปเล่น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก สักครั้งในชีวิต ซึ่งเป็นเหตุผลแรกที่ทำให้ผมตัดสินใจไปเล่นที่นั่น”

“จริงๆ ก็ไม่ได้ตอบตกลงไปตั้งแต่แรก เพราะ ราชบุรี เขาจะต่อสัญญากับผมด้วย ก็ตัดสินใจอยู่พักนึง แต่พอจบฤดูกาลก็ตัดสินใจไปเลย”

“ตอนนั้นกองกลางของ บุรีรัมย์ เยอะมาก ทั้ง จักรพันธ์ แก้วพรม แล้วก็ ชาริล ชัปปุยส์ กับ แอนโธนี่ อำไพพิทักษ์วงศ์ ที่เพิ่งเข้ามา แล้วโชคร้ายที่ผมดันเจ็บตอนซ้อมปรี-ซีซั่น โดน โกรัน เยอร์โควิช เหยียบนิ้วเท้าหักเลย ตัวใหญ่ซะด้วย พักไป 2 เดือน แล้ว ชัปปุยส์ ก็มาพอดีด้วย เรียบร้อยเลย”

“พอหายเจ็บกลับมาก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสเลยครับ ในลีกลงเล่นแค่นัดเดียว ไปหนักที่บอลถ้วยแทน ผลงานก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย แทบไม่ได้เล่นเลยดีกว่า เหมือนเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตผมเลย”

“โตโต้” ไม่ยอมจมปลักอยู่กับความผิดหวัง เพียงแค่ครึ่งฤดูกาลเขาก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อ ด้วยการย้ายกลับอดีตต้นสังกัดอย่าง ราชบุรี เอฟซี ที่เขาไม่คิดลังเลในการตอบตกลงแม้แต่น้อย และนั่นคืออีกหนึ่งการตัดสินใจที่ถูกต้องของเขา

“แค่ครึ่งเลกถ้าไม่ได้อะไร ผมก็ตัดสินใจไปก่อนตลอดอยู่แล้ว ไม่เคยรอจนจบฤดูกาล พอ ราชบุรี ติดต่อมาซื้อกลับไป ผมก็ไม่ลังเลที่จะตอบตกลงเลย”

“ก่อนออกมาผมเคยพูดไว้แล้วว่า ถ้าอยากจะย้ายอีกครั้ง ราชบุรี จะเป็นทีมแรกที่อยู่ในความคิดของผม เพราะเขาเป็นทีมที่สร้างเรามา กลับมาช่วงครึ่งหลังฤดูกาล 2013 ทีมกำลังแย่เลย ผมก็ได้ลงทุกแมตช์ และมีส่วนช่วยพาทีมหนีตกชั้นได้ด้วยครับ”

เส้นทางบนถนนสายลูกหนังที่กำลังจะกลับมาดีเหมือนในอดีตอีกครั้ง กลับต้องหยุดชะงัก เมื่อ “ราชันมังกร” ทำการเซ็นสัญญาแข้งต่างชาติฝีเท้าฉกาจเข้าทีมหลายคน รวมถึง เฮแบร์ตี้ เฟร์นานเดส หัวหอกซ้ายทะลวงไส้ชาวบราซิเลียน มาร่วมทีม และเน้นใช้งานผู้เล่นเหล่านั้นเป็นหลัก จนทำให้โอกาสของเขาลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

“ปี 2014 เฮแบร์ตี้ ย้ายมาอยู่กับ ราชบุรี แล้วนโยบายทีมตอนนั้นก็จะเน้นที่ตัวต่างชาติทั้งในแผงมิดฟิลด์ และแนวรุก โอกาสก็น้อยลง แต่ถือว่าได้ลงบ่อยอยู่ ผลงานทั้งปีก็ถือว่าประคองตัวครับ ทำได้ตามมาตรฐาน แต่พอมาครึ่งแรกของปี 2015 ก็ไม่ได้เล่นอีกแล้ว”

แม้จะไม่ได้มอบโอกาสลงสนาม แต่ยังมีความเห็นใจให้เขาได้ลงเล่นเคาะสนิมบ้าง จึงทำการปล่อยตัว “โตโต้” ให้ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล ยืมตัวไปใช้งาน และที่นั่นเองทำให้เขาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองกลับไปเป็นคนดีคนเดิมอีกครั้ง จากการช่วยเหลือของ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ

- ชีวิตของเขาในทีม "อินทรีทัพฟ้า" เปลี่ยนไปอย่างไร และ "โค้ชเตี้ย” ช่วยอะไรเขาบ้าง ติดตามได้ในหน้าถัดไป -