ชีวิตใหม่ของ เดวิด การ์ซ่า: จากห้องไอซียูสู่แข้งพาราลิมปิกส์

Michael Janosz-ISI Photos

แม้เส้นทางของฟุตบอล 7 คนทีมชาติสหรัฐฯจะจบลงเพียงแค่รอบแรกของพาราลิมปิกส์ แต่ สก็อตต์ เฟร้นช์ คอลัมนิสต์ของเราก็พบว่าสำหรับตัว เดวิด การ์ซ่า แล้ว มันไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับการเดินทางที่ยาวนานกว่าจะมาถึงจุดนี้ 

เดวิด การ์ซ่า ได้ถือรูปต้นไม้ที่เขาพุ่งชนเมื่อ 4 ปีก่อน และเมื่อไรที่กลับไปบ้านในชูลา วิสต้า ไม่ไกลจากตอนใต้ของซาน ดีเอโก้ เขาก็มักจะแวะเวียนไปอยู่เสมอ เพื่อเตือนตัวเองว่าชีวิตมันสั้นเพียงใด, ความคาดหวังสามารถเปลี่ยนไปได้แค่ไหนในชั่วขณะ และโชคดีขนาดไหนที่ยังมีชีวิตอยู่

โดยในตอนนั้นการ์ซ่าที่เป็นกองหลังน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย สเตท โดมิงเกซ ฮิลล์ส ไม่คาดคิดว่าจะรอดหลังจากที่หลับในขณะขับรถกระบะจากบ้านเพื่อนกำลังจะกลับไปบ้าน ซึ่งคุณหมอกล่วไว้ว่าต่อให้รอด ก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง

ดังนั้นเมื่อการ์ซ่าเรียกมันว่าเป็น "ฝันที่เป็นจริง" ในการรับใช้ทีมชาติสหรัฐอเมริกาในกีฬาพาราลิมปิกส์ที่ริโอ เด จาไนโร มันจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าจะเข้าใจ เพราะตัวเขาไม่เคยอยากจะเป็นคนพิการ และการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้ท้ายที่สุดของการเดินทาง เจ้าตัวจะได้รับรางวัลตอยแทนก็ตาม

"ผมเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล และผมก็โชคดีที่รู้ว่าตัวเองได้รับโอกาสครั้งที่สองในชีวิต" การ์ซ่ากล่าวกับโฟร์โฟร์ทู "และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมโอลิมปิกส์หนนี้จึงมีความหมายมากกับผม"

การ์ซ่าใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปจนกระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม 2012 ตอนนั้นเขาอายุได้ 19 ปี และเพิ่งจะเป็นน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยโดมิงเกซ ฮิลล์ส ที่อยู่ทางใต้ของลอส แองเจลีส และขณะที่ขับรถกลับไปบ้านที่ชูลา วิสต้า เขาก็ได้แวะหาเพื่อน และหลังจากนั้น ทุกๆอย่างก็ว่างเปล่า

"บอกตรงๆว่าผมจำอะไรไม่ไ่ด้เลย" การ์ซ่ากล่าว "ผมจำไม่ได้ว่ากำลังจะออกจากบ้านเพื่อน, จำไม่ได้ว่าขับรถ, ผมไม่มีความทรงจำในช่วง 4 สัปดาห์ครั้งที่โรงพยาบาล ผมหลับคาพวงมาลัยแล้วรถก็ไถลลงข้างทางไปชนต้นไม้ ความผิดพลาดร้ายแรงอย่างหนึ่งของผมก็คือไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ผมยอมรับ ผมโง่เองที่ไม่คาดมัน ผมติดประมาทไป คิดแค่ว่ามันห่างจากบ้านผมเพียง 5 นาที ดังนั้นผมเลยมักง่าย"

รถกระบะของเขาไม่มีถุงลงนิรภัย และหัวของเขาก็พุ่งทะลุกระจกบังลม มันทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น, กรามแตก, มีรอยแผลลึกตรงหัวเข่าซ้าย และคิ้วซ้ายของเขาถูกครูดออก เขาอยู่ในสภาพโคม่าไปหนึ่งเดือนเต็มๆ และต้องทำการผ่าตัดใหญ่ไป 6 ครั้ง ส่วนครั้งที่ 7 คือการจัดกรามให้เข้าที่เข้าทางซึ่งจะทำหลังจบพาราลิมปิกส์

ซึ่งการ์ซ่าบอกเล่าถุงประสบการณ์อันแสนสาหัสของตัวเองให้ฟังว่า "ดูจะมีความเป็นไปได้แค่ 1 ใน 10 ล้านที่จะรอดชีวิตมาได้"

"เขาดูแย่มากในตอนนั้น เราคิดว่าเราจะต้องเสียเขาไปแล้ว" อิสราเอล การ์ซ่า พ่อของเดวิดกล่าว "มันดีตรงที่ว่าเขายังหนุ่ม, เขาแข็งแรง แต่เดวิดเองก็มีความเป็นนักสู้ในตัวด้วยเช่นกัน"

หน้าถัดไป: หนทางในการคืนสนามอันยาวไกล