ชีวิตก้าวกระโดดของ...สุรเดช กลั่นขำ

2 ปีที่แล้ว ณ เวลานี้เขาคงกำลังวาดลวดลายอยู่บนเวทีลูกหนังระดับมัธยม แต่ปัจจุบันเขากำลังพยายามอย่างหนักกับการพิสูจน์ตัวเองว่ามีดีพอที่จะก้าวขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดของประเทศ

ในขวบปีที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่างของทีม บีอีซี เทโรศาสน โดยเฉพาะกับการหันมาใช้นักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลักสำหรับสู้ศึกไทยลีก ซึ่งดูเหมือนว่าผลงานของพวกเขากำลังไปได้สวยทีเดียวหากเทียบกันกับเมื่อปีที่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ทีมมังกรไฟจึงอุดมไปด้วยแข้งยังบลัด ที่รอวันฉายแสง เช่นเดียวกับ สุรเดช กลั่นขำ แข้งวัย 20 ปี ผู้ที่เคยผ่านการขัดเกลาจากโรงเรียนแถวหน้าของวงการลูกหนังขาสั้น แต่ว่าเขาเป็นใคร​มาจากไหน? ฝีเท้าเป็นอย่างไร? โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับดาวรุ่งพุ่งแรงรายนี้

เรื่องเล่า 60 วินาที

“อาร์ท สุรเดช กลั่นขำ” เกิดที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเขาและครอบครัวต้องย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงตั้งแต่วัยเด็ก  ก่อนจะปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ครอบครัวของอาร์ทมีฐานะอยู่ในระดับปานกลาง เขาจึงใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่าโตไปอยากประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงๆ เพื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน โดยคนที่เปลี่ยนความคิดให้หันมาสนใจฟุตบอลเมื่อครั้งวัยเยาว์ก็คือพี่ชายของเขานั่นเอง ซึ่งแนะนำให้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่ตอน 7 ขวบ

อาร์ทเริ่มต้นเส้นทางสายลูกหนังอย่างจริงจัง โดยได้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของ “โค้ชธง” ธงชัย สุขโกกี ที่เปิดรับสอนฟุตบอลให้เด็กเยาวชนโดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 700 บาทต่อเดือนละ เมื่อผ่านไปสักพัก ครอบครัวของอาร์ท เริ่มจะมีปัญหากับรายจ่ายนี้ ซึ่งต่อมาทางโค้ชได้รับรู้สถานะทางบ้านของอาร์ท บวกกับเห็นแววความสามารถที่โดดเด่น เขาจึงตัดสินใจสอนฟุตบอลให้แบบฟรีๆและไม่เก็บค่าใช้จ่าย

“โค้ชธง” มีส่วนช่วยพัฒนาฝีเท้าของอาร์ทอย่างมากจนไปสะดุดตาโค้ชของโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี จนถูกชักชวนให้เข้ามาศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบไม่ต้องสอบคัดเลือกในโควตาของนักกีฬา ได้สิทธิ์เรียนฟรีอยู่ฟรีจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่นี่เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอย่างเต็มตัวพร้อมกวาดความสำเร็จได้อย่างนับไม่ถ้วน และเมื่อเรียนจบก็ได้เข้าไปเล่นกับ ทีมอัสสัมชัญ ยูไนเต็ดใน ดิวิชั่น 2 ประมาณ 2 ปี จนเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาฟอร์มของเขาก็ไปสะดุดตา “โค้ชโย่ง” วรวุฒิ ศรีมะฆะ กุนซือทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ก่อนเรียกติดทีมไปสู้ศึกเนชั่นส์คัพ ณ ประเทศมาเลเซีย

ในช่วงที่กำลังรับใช้ชาติอยู่นั้น อยู่ๆก็มีสายตรงถึงตัวเขา “สนใจมาอยู่เทโรฯไหมกับพี่ไหม” เสียงปลายสายจาก กานต์ จันรัตน์ ผู้จัดการทีม บีอีซี เทโรศาสน ที่โทรไปชักชวนให้อาร์ทย้ายมาค้าแข้งกับทีมมังกรไฟในเลกที่ 2 ซึ่งมันก็ทำให้เจ้าตัวแทบรู้สึกช็อคหลังที่ได้ยิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ตอบตกลงไปในทันที และขอเก็บคำเชิญชวนนี้ไปคิดพิจารณา แต่เมื่อเดินทางกลับจากแดนมะละกา ในที่สุดอาร์ทก็ตกลงปลงใจตอบรับคำเชิญนั้นและเข้ามาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะของทีมบีอีซี เทโรศาสน ทันที เพื่อโอกาสในการพาตนเองก้าวไปอีกขั้นกับการโลดแล่นบนลีกสูงสุดของประเทศ ….

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

ด้วยความสารพัดประโยชน์ในตัวเขา สามารถเล่นได้ถึง 5 ตำแหน่ง คงรอช้าไม่ได้แล้วที่จะต้องทำความรู้จักกับแข้งดาวรุ่งของ “มังกรไฟ” รายนี้

ตลอดเวลาที่เล่นฟุตบอลนักเรียนกับ อัสสัมชัญ ธนบุรี  ในดิวิชั่น 2 กับ อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด จนมาถึง ไทยลีก กับ บีอีซี เทโรศาสน ความหลากหลายของเขาเกิดจากการทดลองของโค้ชตั้งแต่สมัยเรียน โดยเริ่มแรกกับตำแหน่งแบ็กซ้าย บทบาทของผู้เล่นเกมรับที่ถูกจับไปเล่นตอนอายุ 12 ปี  ก่อนที่ปีต่อมาจะขยับขึ้นสูงหน่อยไปเป็นปีกซ้าย และเปลี่ยนบทบาทสุดๆกับการขยับไปเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ ก่อนจะถูกดันมาเล่นตรงกลางสนามอีกครั้งในบทบาทกองกลางตัวรุก ที่คอยสร้างสรรค์เกม

“ตอนนั้นไม่ได้มีตำแหน่งตายตัว คือเปลี่ยนมาตลอด ผมเล่นได้ แล้วโค้ชบอกเล่นได้ผมก็โอเคครับ อย่างน้อยมันก็ดีที่เล่นได้หลายตำแหน่ง”

ถึงแม้จะลงเล่นได้หลากหลายหน้าที่และบทบาท แต่มิดฟิลด์ตัวรับคือสิ่งที่เขาชื่นและคิดว่าเป็นธรรมชาติกับตัวเองที่สุด ซึ่งในช่วงท้ายของชีวิตขาสั้นและตอนเล่นใน ดิวิชั่น 2 ก็ได้รับโอกาสลงเล่นในตำแหน่งนี้มากขึ้น รวมถึงในทีมชาติไทยชุด ยู21 ปีอีกด้วย และนี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับทัพมังกรไฟ ซึ่งในอนาคตจะเลือกใช้เขาคอยทดแทนตำแหน่งใดก็ได้ถ้ามีความต้องการ...

จุดแข็ง

อาร์ท ถือเป็นจอมเล่นลูกนิ่งคนนึงที่โค้ชแต่ละคนทั้งสมัยฟุตบอลนักเรียนหรือแม้กระทั่งทีมชาติ มักเรียกใช้บริการจากเขา โดยอย่างยิ่งชุดยู 21 ที่เพิ่งไปคว้าแชมป์ที่ มาเลเซีย มา “โค้ชโย่ง” ก็ไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้ ทั้งลูกฟรีคิก หรือ เตะมุม และไม่แน่บางทีหาก “โค้ชอั๋น” สุรพงษ์ คงเทพ ลองให้โอกาสและเรียกใช้บริการจากเขาบ้าง ก็อาจจะมีอะไรเซอร์ไพรส์ให้ทีมมังกรไฟแน่นอน

จุดอ่อน

ด้วยวัยเพียง 20 ปีและแทบไม่เคยผ่านการลงเล่นในเกมระดับสูงมาก่อน ทำให้สิ่งที่ตัวของ สุรเดช ขาดไปก็คือเรื่องของประสบการณ์ และชั้นเชิงในการเล่นฟุตบอล ถึงแม้จะผ่านเวทีในระดับนักเรียนมาไม่น้อย แต่เมื่อข้ามมาเล่นในระดับอาชีพแล้วสิ่งเหล่านั้นแทบนำมาใช้อะไรไม่ได้เลย เจ้าตัวคงจำเป็นต้องสะสมชั่วโมงบินไปเรื่อยๆก่อน หากคิดอยากจะไขว่ขว้าหาความสำเร็จและยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศ

รู้หรือไม่?

นักฟุตบอลที่ สุรเดช กลั่นขำ ชื่นชอบไม่ใช่นักเตะระดับโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลีโอเนล เมสซี่ แต่เขากลับชื่นชอบและยกย่อง ธีราทร บุญมาทัน กองหลังกัปตันทีมชาติไทยของเมืองทอง ยูไนเต็ด และเป็นรุ่นพี่จากรั้ว อัสสัมชัญ ธนบุรี โดยเขามองว่า “เจ้าอุ้ม” เป็นนักเตะที่มีทักษะและชั้นเชิงที่ยอดเยี่ยม กล้าเล่นถึงแม้จะเจอคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่า แต่ก็ไม่เคยย้อมแพ้แม้แต่ครั้งเดียว ทำให้เขาประทับใจศิษย์พี่คนนี้มาตลอด

โปรดติดตามตอนต่อไป...

ปัจจุบัน สุรเดช ยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับการลงเล่นในลีกสูงสุดของประเทศ หลังก่อนหน้านี้เขาเคยผ่านการลงเล่นฟุตบอลแค่ในระดับนักเรียนและดิวิชั่น 2 มาเท่านั้น ซึ่งความเขี้ยว ความเก๋าและชั้นเชิงของคู่ต่อสู้ มีความแตกต่างกันกันอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงอย่างนั้นเวลาของเขาก็มีไม่มากเช่นกัน เนื่องจากการเซ็นสัญญาย้ายมาสู่ บีอีซี เทโรศาสน ในครั้งนี้ เป็นเพียงสัญญาระยะสั้นแค่ 1 เลกเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถการันตีอนาคตของตัวเขาไว้ได้เลย ว่าในที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร และจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวของเขาอีกบ้าง …….