ชีวิตที่เกิดใหม่ : “วิคเตอร์ โมเซส” ฟันเฟืองชิ้นสำคัญของเชลซี

Victor Moses, Chelsea vs Southampton

หลังจากย้ายมาร่วมทัพเชลซีเมื่อฤดูกาล 2012/13 ปีกชาวไนจีเรียรายนี้ก็ต้อพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในการควานหาโอกาสลงสนาม เขาถูกปล่อยตัวออกไปให้สโมสรต่างๆ ยืมตัวแถมยังติดอันดับต้นๆ ของคนที่น่าจะถูกขายทิ้งด้วย อย่างไรก็ตามวันนี้เขาถูกหวยเข้าอย่างจัง เมื่อเขาสามารถแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งจนกลายเป็นส่วนสำคัญของทัพ “สิงห์บลู” ไปเรียบร้อยแล้ว

นับตั้งแต่ทัพสิงห์บลูพ่ายแพ้ให้กับอาร์เซนอลไปแบบขาดลอย 3-0 เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาก็แก้ตัวได้ทันทีด้วยการเก็บชัยชนะ 3 นัดรวด แถมยังยิงไป 9 ประตูและไม่เสียเลยสักลูก เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละทีมที่พบปืนใหญ่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คงต้องให้เครดิตกับแผนการเล่น 3-4-3 ที่อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนงัดออกมาใช้

ขณะเดียวกับ เซาแธมป์ตันเองก็ใช่ว่าฟอร์มไม่ดี เพราะหลังจากที่แพ้ปืนใหญ่ (เหมือนกัน) เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาก็ยังไม่แพ้ใครอีกเลย แถมยังรักษาคลีนชีทได้ถึง 5 นัดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทัพนักบุญก็รักษาสถิติที่ยอดเยี่ยมของพวกเขาไว้ได้แค่ราวๆ 5 นาทีเท่านั้น เพราะพวกเขาโดนสิงห์บลูที่กำลังฟอร์มแรงทะลวงตาข่ายออกนำไปก่อนจนได้ เอแด็ง อาซาร์ ปีกจอมเลื้อยของผู้มาเยือนรับบอลมาจากมาทางซ้ายก่อนจะป้ายออกไปอีกฝั่งของให้กับโมเซสที่อยู่ทางขวา พร้อมกับวิ่งสอดขึ้นไปรับลูกทะลุช่องที่ปีกชาวไนจีเรียไหลคืนมา ตามด้วยการล็อก 1 จังหวะ และยิงผ่านตัว เฟรเซอร์ ฟอสเตอร์ นายทวารของทีมเข้าไปง่ายๆ

จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรที่เราเห็นกันบ่อยแล้วล่ะสำหรับลีลาลากเลื้อยของอาซาร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือวิธีการเข้าทำของพวกเขา โดยนอกจากระบบใหม่ของคอนเต้นี้จะเพิ่มความสมดุลให้กับทีมแล้ว มันยังทำให้กองกลางตัวรุกของทีมสามารถไปป้วนเปี้ยนอยู่ในแดนคู่แข่งได้มากขึ้น เห็นได้ชัดสำหรับอาซาร์ที่เล่นดีกว่าฤดูกาลที่แล้วมากทีเดียว เขาสามารถหาพื้นที่ว่างและคอยปั้นเกมให้กับเชลซีได้เสมอ

เข้าระบบ

สำหรับแผน 3-4-3 นั้นส่วนที่สำคัญที่สุดนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นวิงแบ็คทั้ง 2 ข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิคเตอร์ โมเซส

ดาวเตะไนจีเรียรายนี้เปี่ยมไปด้วยความอันตรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดูเหมือนว่าเขาจะเหมาะกับแทคติคของคอนเต้เป็นอย่างมาก เพราะเจ้าตัวถนัดเท้าขวา มีรูปร่างที่แข็งแกร่ง มีความ เร็ว แถมขยันและทุ่มเทอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ระยะหลังนี้ เขาจับจองตำแหน่งวิงแบ็คขวาตัวจริงไปเรียบร้อยแล้ว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประตูของอาซาร์ในเกมกับเซาแธมป์ตัน ปีกชาวเบลเยี่ยมรายนี้คงจะต้องขอบคุณโมเซสที่ไหลบอลมาให้เขาได้อย่างพอดิบพอดีทั้งเวลาและน้ำหนัก การที่มีโมเซสอยู่ในสนามนั้น สามารถดึงคู่ต่อสู้ออกมาให้ประกบเขาจนมีพิื้นที่ให้คนอื่นดล่นได้ง่ายอีกด้วย ขณะเดียวกันอีกฝากของสนาม มาร์กอส อลองโซ่ ก็ทำได้ดีเช่นกัน แต่อาจจะยังเป็นรองโมเซส อยู่บ้าง เนื่องจากโมเซสเป็นนักเตะตัวรุกที่มีทักษะยอดเยี่ยมกว่า แถมยังเอาตัวรอดได้ดีอีกด้วย

 

ปรับตัวไว

ด้วยฟอร์มอันน่าประทับใจของโมเซสตอนนี้ ทำให้บางคนอาจจะลืมว่าเขาต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาพอสมควร เพราะหลังจากย้ายมาจากวีแกนในฐานะปีกจอมเลื้อย เขาก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้จนทำให้สุดท้ายก็ถูกปล่อยให้ลิเวอร์พูล และเวสต์แฮมยืมตัวไปใช้งาน ก่อนที่จะกลับมาที่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้งและแจ้งเกิดได้ดั่งที่เห็นกัน เรียกได้ว่า กราฟชีวิตของแข้งวัย 25 ปีรายนี้ น่าจะดิ่งลงสุดๆ ก่อนที่จะค่อยๆ โค้งขึ้นมาในฤดูกาลนี้

แม้ว่าจะปรับตัวเข้ากับบทบาทใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ใช่ว่าเขาจะทิ้งทักษะเก่าๆ ไปจนหมด โมเซสยังเป็นนักเตะที่เล่นกับบอลได้มี เขาสามารถปั่นหัวกองหลังคู่แข่งได้เสมอ เพียงแต่ว่าการเป็นวิงแบ็คเขาอาจจะใช้สิ่งเหล่านั้นได้ไม่เต็มนี้ เนื่องจากผู้เล่นในตำแหน่งนี้ จะต้องมีวินัยในเกมสูง แถมยังต้องยืนตำแหน่งให้ดีอีกด้วย ซึ่งข้อนี้เองที่เป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากโมเซสคนเก่า และช่วยทำให้เขายึดตำแหน่ง 11 ตัวจริงมาได้

ในเกมที่เซนต์แมรี่ จริงๆ แล้วโคล้ด ปูแอล กุนซือของพวกเขาดูเหมือนจะเน้นให้ลูกทีมเปิดเกมบุกทางฝั่งของโมเซสด้วยซ้ำ ทว่าต้องให้เครดิตส่วนหนึ่งกับ เปโดร กองหน้าฝั่งขวา และ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กองหลังฝั่งขวา ที่ช่วยการหยุดเกมรุกเหล่านั้นได้ดีมากๆ แต่สำหรับคนที่เป็นหัวใจในการสกัดกั้นเกมรุกของทัพนักบุญก็คือ โมเซส เพราะเขายืนตำแหน่งได้ดีจนปิดมุมไม่ให้คู่แข่งผ่านบอลเข้ามาได้แม้ว่านักเตะของเซาแธมป์ตันจะได้ครองบอลและพาขึ้นมาทางด้านของเขาบ่อยๆ ก็ตาม เรียกได้ว่า เขาทำให้แข้งนักบุญไปต่อไม่ได้ราวกับเจอทางตันยังไงยังงั้น

 

หากใครได้ติดตามในวันนั้น จะเห็นว่าโมเซสมีจังหวะลงมารับบอลต่ำในแดนตัวเองอยู่ 2-3 ครั้ง และเขายังเข้าสกัดสำเร็จอีก 3 ครั้งด้วย ซึ่งสำหรับคนที่เริ่มเล่นในฐานะปีกจอมบุกแล้ว เขาถือว่าปรับตัวกับตำแหน่งใหม่ได้ดีมากๆ เขาสามารถประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างไร้ที่ติ แถมยังคอยช่วยชะลอเกมรุกอันรวดเร็วของเซาแธมป์ตันที่มาเป็นระยๆ ได้อีกด้วย

ขอบคุณคอนเต้

สาเหตุที่โมเซสกลายเป็นส่วนสำคัญในแผนของคอนเต้นั้น ก็เพราะว่าเขาทำให้ทีมเกมสมดุลทั้งเกมรุกและเกมรับ โดยโมเซสสามารถเล่นเกมรับได้ดีทีเดียว ซึ่งขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเปิดเกมรุกและเติมขึ้นไปสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมตลอดเวลา

แผนของคอนเต้นั้นเปิดโอกาสให้ทีมสามารถเข้าทำได้หลากหลายทั้งจากริมเส้นและตรงกลาง แถมยังสามารถป้องกันไม่ให้คู่แข่งเจาะมาตรงๆ ได้ ส่วนโมเซสนั้น เขาสามารถเป็นทางเลือกให้กับเพื่อนร่วมทีมส่งบอลได้ดีทีเดียว โดยจากสถิติจะเห็นว่าเขากระจายไปทั่วกราบขวา และคอยรับบอลจากเพื่อนร่วมทีมหลายๆ คน โดยเฉพาะอาซาร์และอัซปิลิกวยต้าที่ส่งบอลให้เขาถึง 5 ครั้ง ขณะที่ก็องเต้และมาติช 4 ครั้ง และคอสต้า 2 ครั้ง

โมเซสเหมือนกับว่าได้ชีวิตอีกครั้งในยุคของคอนเต้ เพราะกุนซือรายนี้เปลี่ยนจากแข้งส่วนเกินของทีมให้กลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในกลไก 3-4-3 ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม

จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ค่อยยุติธรรมกับนักเตะคนอื่นๆ หากจะยกประโยชน์ให้กับคนๆ เดียว แต่สำหรับโมเซส เขาสมควรได้รับคำชมจริงๆ เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ทีมทำได้ใน 2-3 นัดหลังนี้ จุดเริ่มต้นของมันล้วนแต่วกกลับมาที่ตัวแข้งไนจีเรียรายนี้ ไม่ว่าจะยามที่เขามีและไม่มีบอล

หลังจากที่เกมขาดแล้ว คอนเต้ก็ตัดสินใจถอดเขาออกและส่้ง บรานิสลาฟ อิวาโนวิชลงไปแทน ซึ่งระหว่างที่โมเซสเดินออกจากสนาม เขาก็ได้รับการยืนปรบมือจากแฟนๆ อย่างล้มหลาม พร้อมทั้งคอนเต้ายังเข้ามากอดเขาอีกด้วย ดังนั้นหากไม่นับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าช่วงเวลาในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ของเจ้าตัวนั้นจะสดใสไปหมดเลย