ชีวิตที่ขาดเธอ: เหตุใดการเจ็บของ 'เดอ บรอยน์' ส่งผลต่อเรือใบมากกว่าที่คิด?

มันเป็นพบกันระหว่างทีมท็อปทรีของตารางพรีเมียร์ลีกชั่วโมงนี้ และ ธอเร่ โฮกสตัด คอลัมนิสต์ของเราก็เชื่อว่าการขาดเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมน่าจะส่งผลเสียต่อทีมเยือนในสมรภูมิไวท์ ฮาร์ท เลน  

จนถึงตอนนี้พวกเราเกือบทุกคนได้ปลาบปลื้มไปกับแนวทางการเจาะแนวรับและการจบสกอร์อันเฉียบขาดภายใต้การเล่นบอลอย่างชาญฉลาดที่ดูเหมือนว่าจะเคยผิดพลาดเลย และ เควิน เดอ บรอยน์ ก็พัฒนาขึ้นมามากนับตั้งแต่ประเดิมสนามให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อราว 1 ปีก่อน ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มซีซั่นใหม่ได้ 6 เกม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็รู้สึกว่าตัวเองจะขาดนักเตะที่เป็นรองแค่ ลิโอเนล เมสซี่ คนนี้ไม่ได้เสียแล้ว "เขามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ" กวาร์ดิโอล่ากล่าว "เขาตัดสินใจได้ถูกต้องในช่วงเวลาอันเหมาะสมทุกๆครั้ง"
 
นั่นคือตัวตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าของเดอ บรอยน์ อย่างแท้จริง มันทำให้อาการบาดเจ็บแฮมสริงที่เจ้าตัวได้รับในเกมกับสวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนถือเป็นข่าวร้ายของซิตี้เลยก็ว่าได้ และทริปเยือนสเปอร์สวันอาทิตย์นี้ ทีมจ่าฝูงจะสูญเสียเพลย์เมคเกอร์ตัวเก่งที่ทำไป 2 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ในลีก เช่นเดียวกับจอมเซ็ตพีซประจำทีมไป
 
เดอ บรอยน์ ต้องพัก 2-3 วีค

และการขาดเคดีบีไปยังส่งผลเสียยิ่งกว่านั้นอีก เมื่อเจ้าตัวคือคนขับเคลื่อนเกมรุกที่คอยสร้างสรรค์โอกาสจากการจ่ายบอลทะลุช่องของเรือใบอย่างแท้จริง แม้ในทีมจะมีเพลย์เมคเกอร์รายอื่น แต่ไม่มีใครเลยที่จะนำเสนอการทำเกมในแนวลึกได้อย่างเขา และจากการที่สเปอร์สจะต้องมาเพรสซิ่งสูงเพื่อทดสอบการผ่านบอลของซิตี้ ทำให้เดอ บรอยน์ คือนักเตะคนสุดท้ายที่กวาร์ดิโอล่าอยากให้ขาดหายไปในสุดสัปดาห์นี้

5 ปะทะ 4

สิ่งที่สามารถอธิบายความสำคัญของเคดีบีได้ดีที่สุดคือหมากกลางรุกสองตัวของซิตี้ในระบบ 4-1-4-1 ซึ่งผู้เล่นปีกจะสามารถขึงฝั่งตรงข้ามในด้านกว้าง ทำให้ ดาบิด ซิลบา กับ เดอ บรอยน์ มีพื้นที่เล่น ซึ่งคนหลังนี่เองที่กวาร์ดิโอล่าอยากให้สร้างสถานการณ์แบบ "5 ต่อ 4" ที่ตัวเขาและซิลบาจะหลุดเข้าไปอยู่ข้างหลังกองกลางฝั่งตรงข้ามเพื่อโจมตีแผงหลังโดยตรง

 
ซึ่งหมากนี้ถือว่าได้ผลเลยทีเดียว เมื่อซิลบากับเดอ บรอยน์ ได้ใช้บทบาทตัวฟรีของตัวเองเพื่อสร้างสรรค์เกมบริเวณพื้นที่สุดท้าย แต่จุดอ่อนก็คือตัวรับอย่างแฟร์นานดินโญ่จะต้องวิ่งเยอะมากเพราะขาดคนมาช่วยงาน ทำให้ซิตี้เก็บคลีนชีตได้เพียงหนเดียวจาก 6 เกมในลีก อย่างไรก็ตามจำนวนโอกาสที่สร้างสรรค์ได้ก็ถือว่าชดเชยความไม่เสถียรตรงจุดนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญจริงๆก็คือการพาซิลบากับเดอ บรอยน์ เข้าสู่พื้นที่อันตรายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 
Kevin De Bruyne
ระบบ 4-1-4-1 เอื้อให้เดอ บรอยน์ ท็อปฟอร์ม
 
ซึ่งหมากนี้ได้ยกระดับเกมของเดอ บรอยน์ มากกว่าซิลบา เพราะซิตี้เล่นบอลไดเร็กต์มากกว่าที่คิดด้วยการโต้กลับเร็วที่ค่ามาแล้วหลายทีม ทำให้เดอ บรอยน์ มีพื้นที่พอที่จะใช้ความหลากหลายและการเคลื่อนไหวของตัวเองได้ดีขึ้นจนทำให้กดฝั่งตรงข้ามได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้จอมทัพทีมชาติเบลเยี่ยมยังเป็นนักเตะที่คาดเดาได้ยากที่สุดในทีม เขาสามารถลงต่ำ, ออกปีก, แอบอยู่ระหว่างแผงกองกลางกับกองหลัง, แอบอยู่ข้างหลังแนวรับ รวมถึงเข้าไปในเขตโทษได้ ทำให้ฝั่งตรงข้ามงุนงงว่าเขาจะโจมตีจากตรงไหนต่อไป

มีส่วนร่วมกับทีม (เกือบ) ทุกอย่าง

3 เกมหลังสุดในลีกคือตัวเน้นย้ำถึงอิทธิพลของเดอ บรอยน์ ในหลายวิธี ในเกมที่ชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 นั้น ตำแหน่งกองกลางตัวรุกของเขาได้นำมาซึ่งโอกาสยิง 6 ครั้ง และสร้างสรรค์เกมจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ 5 ครั้ง รวมถึง 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ด้วย โดยรวมแล้วเขามีโอกาสยิง 3.5 ครั้งต่อเกมในซีซั่นนี้ ถือว่าสูงสุดเป็นอันดับที่ 7 ร่วมในลีก 
 
 
บางทีฟอร์มเด่นที่สุดของเขาเกิดขึ้นในเกมกับบอร์นมัธ เดอ บรอยน์ ยิงประตูเบิกร่องจากลูกฟรีคิก แต่ความมีส่วนร่วมในลูกที่ 2 และ 3 เป็นตัวบอกได้มากกว่า เพราะทั้งสองจังหวะเขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการเล่นเกมรุกเร็วซึ่งไปจบที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ยังไม่พอเท่านี้ เขายังแอสซิสต์ให้ อิลคาย กุนโดแกน ทำประตูปิดกล่องด้วย ซึ่งเพลย์เมคเกอร์ชาวเบลเจี้ยนได้จ่ายบอลทะลุช่อง 4 ครั้งในเกมนั้น ส่วนใหญ่มาจากความสามารถในการวิ่งจี้เข้าหาเซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้โดยตรง
 
 
และตอนที่ซิตี้ไปเยือนสวอนซี การที่โนลิโต้โดนแบนทำให้เดอ บรอยน์ มีแนวโน้มที่จะต้องไปยืนด้านข้าง แต่สุดท้ายกวาร์ดิโอล่าก็มองเห็นถึงคุณค่าการมีส่วนร่วมในเกมของเขาในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางมากกว่าจึงให้ บาการี่ ซาญ่า ไปยืนตำแหน่งวิงแบ็คที่ไม่คุ้นเคยเพื่อให้เคดีบียังยืนตรงกลางต่อไป แม้จะเกิดปัญหาบ้างบางครั้ง แต่ซาญ่าก็เป็นคนแอสซิสต์ประตูแรก ก่อนที่เดอ บรอยน์ จะช่วยให้ทีมได้จุดโทษและจ่ายให้สเตอร์ลิ่งจบสกอร์ 3-1 ซึ่งเกมนั้นเจ้าตัวได้วิ่งตัดเข้าในเพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้ซาญาได้โอเวอรแล้ปขึ้นมาเวลาได้บอล
 
 
สรุปรวมแล้ว เดอ บรอยน์ มีส่วนร่วมถึง 8 ประตูจาก 9 เกมหลังสุดในลีกของซิตี้ ถือเป็นจำนวนที่มากพอตัวเลยทีเดียว 

ขาดมิติในแนวรุก

สิ่งที่เสียหายยิ่งกว่าในการสูญเสียเดอ บรอยน์ ก็คือซิตี้ไม่มีใครที่เล่นได้อย่างเขา เพราะซิลบากับกุนโดแกนที่คาดว่าจะได้ลงเล่นเกมวันอาทิตย์นี้ คือเพลย์เมคเกอร์แนวทะลุทะลวงมากกว่า ซึ่งในเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซิลบานั้นแทบจะเจาะเข้าไปบริเวณกรอบเขตโทษหรือแม้แต่ทางกราบไม่ได้เลย ขณะเดียวกันเดอ บรอยน์ได้รับบอลในตำแหน่งตัวรุกมากกว่าทั้งตอนอยู่ตรงกลางและริมเส้น
 
 
 
และนี่ทำให้พรากมิติในเกมรุกของกวาร์ดิโอล่าไป เพราะไม่มีกองกลางคนไหนที่จะขึงแนวรับสเปอร์สได้แบบนั้น ซึ่งสิ่งกุนซือชาวคาตาลันเป็นกังวลมากกว่าก็คือสเปอร์สจะมาเพรสซิ่งตั้งแต่ตอนที่แผงหลังกำลังมองหาตัวจ่ายในแผงมิดฟิลด์แน่ เพราะนี่คือจุดที่เดอ บรอยน์ ชอบลงไปรับบอล รวมถึงตรงริมเส้น หรือแม้กระทั่งอยู่ข้างหลังแนวรับ แม้ซิลบากับกุนโดแกนจะเล่นได้หลากหลายเช่นกันในระยะสั้น แต่พวกเขาก็ขาดความเร็วในการวิ่งขึ้นลงทางกราบหรือแม้กระทั่งข้างหลังแนวรับในกรณีที่ไม่มีที่ว่างระหว่างไลน์
 
 และเมื่อได้ครองเกมขึ้นไปข้างหน้า ซิตี้ก็จะต้องเผชิญหน้ากับแนวรับที่ยังไม่เสียประตูจากลูกโอเพ่นเพลย์ในบ้านซีซั่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากวาร์ดิโอล่าจะต้องพึ่งพา เซร์คิโอ อเกวโร่ และสเตอร์ลิ่งเพื่อสร้างความแตกต่าง แต่เมื่อพิจารณาถึงกลไกที่เป๊ปสร้างขึ้นมาแล้ว ไม่มีใครเถียงได้ว่าเขาจะไปเยือนสเปอร์สโดยปราศจากนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีม