ซิโก้ วิเคราะห์หมากกล: เหตุผลที่ใช้ 3-5-2 บดอิเหนา และการแก้เกม

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จะมาพูดถึงแทคติกที่เขาใช้ในนัดประเดิมสนามกับอินโดนีเซีย

ระบบวิงแบ็ค

หลังจากที่ประสบความสำเร็จคว้าแต้มแรกในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 จากออสเตรเลียมาได้ ทำให้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ออกสตาร์ทด้วยระบบ 3-5-2
 
“อะไรที่ดี เราก็ไม่อยากเปลี่ยน เพราะนักเตะจะต้องมาทำความคุ้นเคยกับการเล่นระบบใหม่อีก อย่างไรก็ดีทำให้เราได้เห็นว่า ทีมชุดนี้มีความสามารถเล่นได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเกมนั้นๆควรจะต้องเล่นอย่างไร”
 
โดยเกมนี้โค้ชซิโก้ใช้ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ลงเป็นวิงแบ็คซ้ายแทน ธีราทร บุญมาทัน ที่เจ็บ ส่วนทางขวายังเป็น ทริสตอง โด ที่ได้ทำหน้าที่
 
เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 3 คนยังใช้ ประทุม ชูทอง, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ อดิศร พรหมรักษ์ ทำหน้าที่ต่อจากเกมเจ๊าออสซี่ แม้ว่า กรวิทย์ นามวิเศษ จะสามารถช่วยทีมได้แล้วก็ตาม หลังจากโดนแบนในนัดก่อน
 
ซึ่งก็ถือว่าระบบดังกล่าวยังได้ผล เพราะประตูที่ได้ก็มาจากการโอเวอร์แล็ปของ “เจ้าบาส” นั่นเอง
 
อย่างไรก็ตาม แม้ 3-5-2 จะถือว่าเป็นอีกระบบที่ “เวิร์ค” สำหรับทีมชาติไทยที่มีวิงแบ็คหนูถีบจักรอย่าง ธีราทร, พีระพัฒน์ และ ทริสตอง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่มีตัวริมเส้นแค่คนเดียว
 
ทำให้ อัลเฟรด รีเดิ้ล มองเห็นตรงจุดนั้น จึงได้วางระบบ 4-4-2 เน้นการขึ้นเกมของผู้เล่นริมเส้น โดยในครึ่งแรกนั้นเน้นหนักไปที่ปีกขวาตัวจี๊ดอย่าง อันดิค เวอร์มันสยาห์ กับแบ็คจอมบุก เบนนี่ วาห์ยูดี้ ทำให้พีระพัฒน์ต้องเจอกับงานหนัก และประทุมต้องถ่างออกมาซ้อนบ่อยๆ
 
ขณะเดียวกันก็ทำให้พื้นที่ตรงกรอบเขตโทษว่างมากขึ้น เมื่อเหลือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 2 คน
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันดิคที่เล่นกับ โบอาส โซลอสซ่า ศูนย์หน้ากัปตันทีมได้อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย จนสร้างสรรค์โอกาสงามๆ 2-3 ครั้งในครึ่งแรก
 
นั่นเองทำให้ทีมชาติไทยต้องเน้นการต่อบอลขึ้นเกมตรงกลางมากขึ้น โดยใช้การทะลุทะลวงจาก ชนาธิป สรงกระสินธ์ และการเชื่อมเกมแบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของ สารัช อยู่เย็น แล้วค่อยใช้งานวิงแบ็คตรงบริเวณพื้นที่สุดท้าย
 
ซึ่ง สิโรจน์ ฉัตรทอง ในเกมนี้จะยืนถ่างออกไปอยู่ทางด้านซ้าย ขณะที่ ธีรศิลป์ แดงดา จะหุบเข้ามาตรงกลางมากกว่า
 
และหมากดังกล่าวก็ได้มาซึ่งประตูที่ 2 เมื่อสิโรจน์สร้างเพลย์ขึ้นมากับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก่อนจะจ่ายออกข้างให้กับพีระพัฒน์ที่แล่บขึ้นมา แล้วคืนให้ชนาธิปใช้ความสามารถเฉพาะตัวเลี้ยงหลบผู้เล่นอินโดนีเซียก่อนจะตบกลับมาให้ธีรศิลป์จบสกอร์
 
แต่นั่นยิ่งเหมือนเป็นการเติมเชื้อไฟให้ทัพอิเหนาโหมบุกมากขึ้นอีก โดยเฉพาะในช่วงต้นครึ่งหลังที่มาจากการครอสจากทางด้านข้าง
 

เปลี่ยนตัว ไม่เปลี่ยนหมาก

หลังจากที่ ทริสตอง โด ได้รับบาดเจ็บบีบให้ไทยต้องใช้โควต้าเปลี่ยนตัวเป็นคนแรก และ กรวิทย์ ก็คือคนที่ถูกส่งลงไป

ซึ่งแฟนบอลอาจคาดว่า ซิโก้ จะกลับมายืนหลัง 4 ตัวเหมือนเดิม หลังจากที่เสีย 2 ประตูเพื่อเซฟแต้ม แต่กลายเป็นว่าเขาเลือกที่จะเดินหน้าต่อกับระบบนี้ โดยให้ อดิศร ขยับขึ้นไปเป็นวิงแบ็ค และก็เติมเกมได้สวยๆ 2-3 ครั้ง

นั่นคือสิ่งที่หลายๆคนอาจมองไม่เห็นจากกองหลัง “กิเลนผยอง” รายนี้

“พี่โก้อยู่กับน้องๆ ก็จะรู้ว่าใครสามารถทำอะไรได้บ้าง ดูอย่างเจ้าเก่งสิ พอขยับขึ้นไปเล่นวิงแบ็คแล้วเลี้ยงเหมือนโรนัลโด้เลย” ซิโก้กล่าว

ขณะเดียวกันตำนานทีมชาติไทยรายนี้ก็ได้กล่าวถึงเหตุผลที่เปลี่ยน พีระพัฒน์ ออกเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุผลทางแทคติก

“ที่จริงแล้วบาสไม่ได้เล่นไม่ดี เกมนี้เขายิง 1 ประตู ซึ่งตอนนั้นพี่โก้จะให้เขาเล่นต่อก็ได้ แต่เมื่อเกมมันเสมอ 2-2 และเราต้องการชนะ ไม่อยากจะไปลุ้นต่อนัดหน้า”

“แล้วในครึ่งหลังบาสเขาขึ้นเกมไม่ได้ เราก็เลยต้องเปลี่ยนอุ้มลงไป ซึ่งอุ้มเขาก็เข้าขากับ กรวิทย์ ได้ดีอยู่แล้วทางฝั่งซ้าย”

และการเปลี่ยนตัวธีราทรลงมาก็มีส่วนทำให้ทีมได้ประตูขึ้นนำ 3-2 เมื่อสร้างเพลย์ขึ้นมากับ สารัช อยู่เย็น ขณะเดียวกันลูกที่ 4 ก็มาจากการทำเกมร่วมกันจากทางซ้ายของแข้ง “ช้างศึก”

สิโรจน์ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาอีก

ดาวเตะจากอุบล ยูเอ็มที ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงต่อเนื่องจากนัดที่เจอออสเตรเลียหลังจากที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ แต่เกมนี้เจ้าตัวกลับสร้างความวูบวาบไม่ได้ อาจเป็นเพราะว่าคู่ต่อสู้อาจระวังตัวเขามากขึ้น

ซึ่งซิโก้เองก็ยอมรับว่า “ปีโป้” ยังต้องเสริมสร้างกระดูกบอลต่อไป แม้ว่าฝีเท้าจะมีแววก็ตาม และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมก่อนหน้านี้เขาถึงไม่รีบร้อนส่งหัวหอกร่างยักษ์เป็นตัวจริง

แต่ก็ยังเชื่อว่า สิโรจน์ จะไม่หมดความมั่นใจในการเล่น ทว่าหากเป็นอย่างนั้น ตนก็พร้อมจะดร็อปแล้วหันมาใช้ตัวเลือกอื่นเมื่อจำเป็น