'ซลาตัน' ยิ่งแก่ยิ่งมัน : ไขเคล็ดลับความคงกระพันของจอมคนสวีดิช

นักเตะที่รุ่นราวคราวเดียวกับจอมคนสวีดิชส่วนใหญ่มักจะค่อยๆแผ่วลงไปหลังจากผ่าน 30 ไปแล้ว แต่เจ้าของหมายเลข 9 คนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นข้อยกเว้น และ เซ็บ สแตฟฟอร์ด-บลัวร์ หนึ่งในทีมงานโฟร์โฟร์ทูจะมาอธิบายว่าทำไมเขาถึงควรค่าแก่การพูดถึง (มากกว่าเดิม)

หัวหอกร่างยักษ์แน่นอนว่าย่อมมีความได้เปรียบอยู่วันยันค่ำ แม้ว่าอิทธิพลในเกมของจะลดน้อยถอยลงไปตามยุคสมัย แต่ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ก็ยังทำให้มีพื้นที่ยืนในอาชีพลูกหนัง ถึงบทบาทการถล่มประตูจะเริ่มลดน้อยถอยลง และในปี 2016 พวกเขาอาจจะถูกมองว่าตกยุคไปแล้ว แต่ด้วยความกำยำทำให้ถูกมองว่ายังสามารถเอาไว้ชนกับกองหลัง และสร้างอันตรายในเชิงทฤษฎีอยู่

อย่างไรก็ตามสังขารก็มักจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อพวกเขา เพราะบ่อยครั้งนักเตะประเภทนี้ประสิทธิภาพจะลดลงไปครึ่งหนึ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางๆ 30 แถมส่วนใหญ่ฟอร์มจะตกลงแบบฮวบฮาบทันทีที่อายุขึ้นเลข 3 ด้วยซ้ำ ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างมีเหตุผลเพราะศูนย์หน้าร่างใหญ่มักจะดึงดูดกองหลังร่างใหญ่ แม้ว่าเกมลูกหนังจะไม่ได้ใช้พละกำลังมากเหมือนที่เคยเป็น แต่พละกำลังของพวกเขาก็ยังกัดกร่อนสมรรถภาพตามกาลเวลาอยู่ดี

Zlatan Ibrahimovic

ในวัย 34 ปีเขายังดุดันเหมือนกับสมัยหนุ่มๆ

เพราะยิ่งมีการดวลกันกลางอากาศมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่หัวเข่าและข้อเท้าจะได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ร่างกายจะเริ่มสึกหรอ ซึ่งเห็นได้ชัดกับนักเตะในยุคหลังๆที่มีร่างกายใหญ่แต่มีช่วงพีคที่สั้น

อย่าง คริสเตียน วิเอรี่ ที่ฟอร์มตกฮวบฮาบหลังจากผ่านวันเกิดครบรอบ 32 ปี หรือจะเป็น แยน โคลเลอร์ ตอนอายุ 31 รวมถึงศูนย์หน้าตัวเป้าชาวอังกฤษหลายๆคน แม้ เลส เฟอร์ดินานด์ จะยังเล่นถึงช่วงปลาย 30 แต่ก็ไม่เหมือนกับตอนที่เขาเปรี้ยงปร้างกับนิวคาสเซิล ขณะที่ เอมิล เฮสกีย์ ก็เริ่มเสียความคล่องตัวไปตั้งแต่กลางๆ 20 แม้แต่ อลัน เชียเรอร์ ยังเจอกับช่วงขาลงตอนอายุ 33  

ยังมีน้ำยาอยู่

เขากำลังจะมีอายุครบ 35 ในอีกไม่ถึงเดือนแล้ว แต่ผลงานการออกสตาร์ทในพรีเมียร์ลีกก็ได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีทีท่าจะแพ้สังขารเลย

ซึ่งทั้งหมดนั้นดูต่างกับอาชีพค้าแข้งของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เพราะถึงอดีตดาวเตะทีมชาติสวีเดนกำลังจะมีอายุ 35 ในอีกไม่ถึงเดือนแล้ว แต่ผลงานการออกสตาร์ทในพรีเมียร์ลีกก็ได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีทีท่าจะแพ้สังขารเลย แม้ว่าสไตล์การเล่นของเขาจะแตกต่างกับนักเตะที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ยังเป็นข้อยกเว้นอยู่ดี ทั้งการสัมผัสบอล, ความตื่นตัว, ความกระหาย และความสามารถในการเปลี่ยนให้เป็นประตูยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ไม่ว่าจะเป็นการโหม่งชนะ เวส มอร์แกน ในคอมมูนิตี้ชิลด์ หรือจะเป็นการซัดระยะ 25 หลาในนัดเปิดฤดูกาลผ่านมือ อาร์ทูร์ โบรุค รวมถึงการขึ้นโขกเหนือแนวรับเซาแธมป์ตันที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ประตูทั้งหมดนี้เป็นตัวบอกไปแล้วว่าเขายังคงโหม่งได้สูงกว่าคนอื่น, เคลื่อนไหวที่ฉลาดกว่าคนอื่น และยังคงใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อยู่

ขณะที่คนอื่นๆที่อ่อนกว่าและต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของร่างกายน้อยกว่าเขา สังขารกลับไปแล้ว แต่จอมคนชาวสวีดิชกลับดุดันเหมือนอย่างเคย ซึ่งบ่อยครั้งฟอร์มของเขากลับถูกมองข้ามไปก็เพราะว่าอิบราฮิโมวิชไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว ทั้งที่คว้าแชมป์ลีกมานับไม่ถ้วนรวมถึงเกียรติประวัติส่วนตัวมานักต่อนัก แต่กลับถูกกลืนกินโดยการตลาด

ซึ่งภาพลักษณ์แบบ 'ซลาตัน' ที่ดูเหนือมนุษย์กลายเป็นว่าได้บดบังคุณภาพที่แท้จริงไป ทั้งที่เขาได้แสดงถึงความยอดเยี่ยมแบบไม่ยี่หระต่อสังขารรวมถึงการรักษาเนื้อรักษาตัวจนมีเส้นทางการค้าแข้งอันยาวนาน แต่เราๆท่านๆกลับต้องใช้เวลานึกอยู่นานยามที่ต้องนิยามถึงความสุดยอดของเขา

ไวน์บ่มชั้นดี

นับตั้งแต่ที่อายุขึ้น 30 เมื่อเดือนตุลาคม 2011 เขาก็ยิงไปกว่า 140 ลูกในเซเรีย อา, ลา ลีกา และพรีเมียร์ลีก

แม้ว่าความเคลื่อนไหวของซลาตันจะเป็นที่สนใจในโลกโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แต่ความสามารถของเขากลับไม่เป็นที่สนใจเท่าที่ควร แม้ผลงานของเขาในอิตาลี, สเปน, ฝรั่งเศส และอังกฤษจะต้องย้ำภาพลักษณ์เหนือมนุษย์ของเขา แต่การค้าแข้งอันยาวนานต่างหากที่แสดงให้เห็นถึงการรักษาเนื้อรักษาตัวเองเป็นอย่างดี หาใช่ว่าเขาเป็นพระเจ้าแต่อย่างใด

นับตั้งแต่ที่อายุขึ้น 30 เมื่อเดือนตุลาคม 2011 เขาก็ยิงไปกว่า 140 ลูกในเซเรีย อา, ลา ลีกา และพรีเมียร์ลีก ส่วนในระดับทีมชาตินั้น ในปี 2012 และ 2015 เขายิงให้กับสวีเดนเฉลี่ยแล้วเกินหนึ่งลูกต่อนัด มันไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่น่าสนใจหรือน่าประหลาดใจเท่านั้น แต่สำหรับหัวหอกที่สูง 6 ฟุต 5 นิ้วแล้ว ถือเป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียว

Zlatan Ibrahimovic

แม้ซลาตันจะมีทักาะอันยอดเยี่ยม แต่เขาก็มีร่างกายอันแข็งแกร่งด้วยเช่นกัน

มาร์ค จาร์วิส ได้อ้างอิงถึงอิบราฮิโมวิชไว้ในหนังสือ Strength and Conditioning for Football ว่าเขาคือตัวอย่างที่หาได้ยากสำหรับนักเตะที่มักจะดึงดูดความสนใจของกองหลังอยู่เสมอแต่กลับมีสถิติการทำประตูที่สูงอย่างนั้น ซึ่งจาร์วิสกล่าวว่า "ปัจจัยหลักก็คือรูปแบบการเคลื่อนไหวอันยอดเยี่ยมของเขา ทั้งที่ความเร็วและความเข้มข้นของเกมลูกหนังน่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย ซึ่งการเคลื่อนไหวอันไร้ประสิทธิภาพและการเข้าสกัดแย่ๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเคลื่อนไหวอันชาญฉลาดทำให้นักเตะนักษาสภาพร่างกายได้ยาวนานขึ้น"

กลไกทางร่างกาย

และนั่นถือเป็นคำจำกัดความที่อธิบายตัวอิบราฮิโมวิชเป็นอย่างดี เพราะถึงเขาจะเป็นตัวจบสกอร์ชั้นเยี่ยม แต่ก็ยังสามารถเป็นคนรังสรรค์เกมที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการที่สุดเท่าที่ฟุตบอลยุโรปเคยมีมา อีกทั้งยังใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งกำยำสร้างความได้เปรียบในแบบที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อนอีกด้วย นั่นเป็นเพราะว่าเขาเห็นคุณค่าในการฝึกซ้อมพิเศษและยังเป็นนักเตะที่นำศิลปะการต่อสู้มาผสมผสานกับเกมการเล่นของตัวเองได้เป็นอย่างดี

ซึ่งในบทสัมภาษณ์ของเขากับนิตยสาร Shortlist เมื่อปี 2015 นั้น เจ้าตัวได้ยกความดีความชอบให้กับการเป็นนักเทควอนโดสายดำของตัวเองสมัยยังหนุ่มๆ "มันช่วยในเรื่องของสมดุล และสมดุลนั้นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผมสามารถยิงประตูได้ในหลากหลายรูปแบบ"

นักเตะคนอื่นๆมักจะพูดถึงเกี่ยวกับความเร็ว, ความแข็งแกร่ง และทักษะ มีน้อยมากที่จะพูดถึงเรื่องเบื้องหลังในการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่อิบราฮิโมวิชต่างจากคนอื่นๆ เขาไม่ได้ดื่มซุปหรือมาจากยีนนักกีฬาเหมือนอย่างที่มีการสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมา

อิบราฮิโมวิชยิงได้ในเกมกับบอร์นมัธ

ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อดีตหัวหอกเปแอสเชคือตัวแทนของคนที่ดูแลตัวเองอย่างแท้จริง เขาคือนักเตะสมัยใหม่ที่มีวิธีการดูแลตัวเองจนสามารถเล่นในเกมระดับสูงได้อย่างยาวนาน ต่างจากนักเตะส่วนใหญ่ที่ใช้ร่างกายเปลืองจนทำให้สังขารถดถอยลงอย่างรวดเร็ว

ใครจะรู้ว่าเส้นทางของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะจบลงเมื่อไร แต่อย่างไรก็ตามการปรากฏตัวของเขาก็ถือเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับสาวกปีศาจแดงและพรีเมียร์ลีกโดยรวม อิบราฮิโมวิชยังสนุกสนานกับการค้าแข้งและยังขายเสื้อได้ แถมยังมีความเป็นมืออาชีพขั้นสูงรวมถึงตัวอย่างที่ดีในการเค้นศักยภาพทุกอย่างออกมาได้จนถึงขีดสุดอีกด้วย แม้กระทั่งตอนนี้ที่นักเตะรุ่นราวคราวเดียวกันสมรรถภาพเสื่อมถอยลงไปเยอะแล้ว