ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ผมจะเก่งกว่านี้และพาไทยไปฟุตบอลโลก...

จากเด็กที่เคยถูกคุณพ่อ ก้องภพ สรงกระสินธ์ วาดฝัน และบนบานศาลกล่าวอยากให้ลูกเป็นเหมือน ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานทีมชาติอาร์เจนติน่า...

จากเด็กน้อยที่ถูกคุณพ่อตบหัวอย่างกับซีรี่ย์เกาหลียามไม่ตั้งใจฝึกซ้อมสมัยเป็นเด็ก...วันนี้เด็กน้อยคนนี้อยู่ท่ามกลางเกียรติยศ...ชื่อเสียง...เงินทอง และเป็นผู้ครอบครองรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ของภูมิภาคอาเซียนคนปัจจุบัน แต่เขายืนยันว่าเขา คือ “เจ” คนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป และยังมีความทะเยอทะยานอย่างสูงเหมือนเช่นเคย   
 
FFT ไทยแลนด์ ได้มีโอกาสพูดคุยสั้นๆกับเขา “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลที่ดีที่สุด ในประเทศไทยยุคใหม่... ไม่สิ อาเซียนต่างหาก แม้เป็นช่วงเวลาที่ไม่นาน แต่มันก็มากพอ ที่จะเห็นถึงความทะเยอทะยาน และจิตใจมุ่งมั่น ซึ่งพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่สูงขึ้น... 
 
FFT TH : ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ AFF ที่เพิ่งจะได้รับมา
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ครับ ขอบคุณครับ
 
FFT TH : เป็นอย่างไรกับรางวัลที่ได้บินไปรับถึงเมียนมา?
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : (ยิ้ม) ผมว่า… มันเป็นแค่ก้าวแรกของผมน่ะ มันก็รู้สึกดีแหละ แต่ตอนนี้ผมอายุยังน้อย ผมอยากจะกอบโกยความสำเร็จให้ได้แบบนี้ในทุกๆปีที่ลงเล่น มัน คือ ความภาคภูมิใจของผมและวงศ์ตระกูล การที่ผมมาอยู่จุดนี้ โดยที่เราเพิ่งขึ้นมาได้ไม่นาน มันก็เป็นเหมือนรางวัลที่ผมได้รับตอบแทนกลับมาจากการทำงานอย่างหนัก ขอบคุณที่สิ่งเหล่านี้ มันกลับมา เพราะมันเป็นพลังและแรงกระตุ้นให้ผมต้องก้าวขึ้นไปให้ได้ไกลกว่านี้ มันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า
 
 
FFT TH : อะไร คือ ก้าวต่อไปที่ว่า?
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : คือ ผมต้องเก่งกว่านี้ ผมต้องทำให้ไทยเป็นแชมป์ในทุกๆ รายการที่ลงเล่น ไปได้ไกลกว่านี้ และไปฟุตบอลโลกให้ได้
 
FFT TH : แล้วการที่เราจะเก่งขึ้น… เราต้องไปเล่นที่ต่างประเทศไหม?
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : มันเป็นความฝันของผมที่จะได้ไปเล่นต่างประเทศ โดยเฉพาะเจลีก
 
FFT TH : แล้ว?
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : แต่ผมคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลามากกว่า ผมยังให้เกียรติสโมสร และเคารพการตัดสินใจของพวกเขา แต่หากได้ไปเล่นเจลีกจริง มันจะเป็นก้าวแรกของก้าวความฝันที่ผมหวังไว้มานานในฐานะนักฟุตบอล ผมคิดว่าพวกเขายังแข็งแกร่ง และมีมาตรฐานมากกว่าเรา โดยเฉพาะความเป็นมืออาชีพ
 
FFT TH : มันควรจะเป็นเจ 1 หรือ เจ2?
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับโอกาส จังหวะ และตัวผมมากกว่า เรายังไม่รู้หรอก
 
FFT TH : ไม่ได้คุยกับ ไดกิ (อิวามาสะ) เรื่องการไปญี่ปุ่นเหรอ? 
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ไม่เลย ตั้งแต่เขาย้ายกลับไปอยู่ญี่ปุ่น (ฟาเกียโน่ โอคายาม่า) ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเขา
 
FFT TH : เรื่องความสำเร็จของเรากับทีมชาติ…ยิ่งใหญ่มาก แต่กับสโมสรกลับไม่ค่อยดีนัก?
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : มันเป็นเรื่องขององค์ประกอบโดยรวมของทีมมากกว่า ไม่ใช่ว่า บีอีซี เทโรศาสน ไม่ดีน่ะ แต่ถ้าพูดกันตามตรง คือ ทีมชาติมันเล่นกันได้เล่นเข้าขารู้ใจกันมากกว่า คือ บางทีผมก็มานั่งดูเทปน่ะ ก็มาคิดว่า เฮ้ย! ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ แต่ยังไงก็ตาม ผมพร้อมเสมอที่จะกลับไปช่วยทีม
 
FFT TH : อาการบาดเจ็บเราล่ะ กังวลไหม? อย่างครั้งนี้ก็ทำให้อดเล่นทีมชาตินัดนี้
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ไม่หรอกครับ ที่ผ่านมาผมก็เพิ่งผ่านมีดหมอมาแค่ครั้งเดียว มันไม่มีอะไรน่ากังวลหรอก ตอนนี้อาการก็ 80 เปอร์เซนต์ กลับมาวิ่งได้แล้ว
 

FFT TH : พูดเรื่องนอกสนามกันบ้างดีกว่า…

 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ผมก็ยังคงความเป็นตัวตนของผม ผมยังชอบไปเดินเล่นตามห้าง อ่านการ์ตูน (นารูโตะ คือ การ์ตูนเรื่องโปรด) เล่นเกมอยู่กับบ้าน ชีวิตสบายๆแบบนี้ ผมก็มีความสุขแล้ว
 
FFT TH : แล้วความเป็น “เมสซี่เจ” ทุกวันนี้ล่ะ?
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ชีวิตผมอาจเปลี่ยนแปลง แต่ผมไม่เคยเปลี่ยนไป ผมยังเป็น “เจ” คนเดิม ผมยังอัธยาศัยดีและขี้เล่นกับแฟนบอล แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันบางคนอาจมองว่าผมเปลี่ยนไปก็ได้นะ เพราะเวลาผมน้อยลง หรือ บางทีเราอาจจะรู้สึกเหนื่อย…เราเป็นตัวตนของเรา เรารู้ว่าตัวเราเองเป็นอย่างไร ความสำเร็จและชื่อเสียงไม่อาจทำให้ผมเปลี่ยนไปได้ ส่วน พ่อ-แม่ ผมเขาก็บอกว่าผมเปลี่ยนไปน่ะ... แต่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น (ยิ้ม)
 
 
FFT TH : เอาล่ะคำถามสุดท้าย…รู้ว่าคุณอาจจะยังไม่พอใจกับความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ และยังมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป…แต่สิ่งที่เราทำได้ทุกวันนี้ มันตอบโจทย์ทุกความฝันของ คุณพ่อ-แม่ แล้วรึยัง?  
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ผมไม่รู้เหมือนกัน ผมรู้แค่ว่า สิ่งที่ผมทำได้ทุกวันนี้ มันไม่สามารถเทียบกับสิ่งที่พวกเขาเลี้ยงดูผมมาได้เลย ผมรู้แค่ว่าทุกวันนี้ ผมอยากจะทำให้พวกเขามีความสุขมากที่สุด ไม่ต้องทำงาน และรู้จักรักสุขภาพตัวเองบ้างเท่านั้นก็เพียงพอ…
 
FFT TH : ขอบคุณมาก “เจ”
 
ชนาธิป สรงกระสินธ์ : ครับ แล้วเจอกันใหม่
 
แม้เป็นเวลาไม่นานนักที่ได้พูดคุยกัน แต่สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดว่า “เมสซี่เจ” เด็กหนุ่มที่เคยติดทีมชาติครั้งแรก เมื่อ 3 ปีก่อน ในยุคของ “วินนี่” วินฟรีด เชเฟอร์... เด็กหนุ่มที่ นิเวส ศิริวงศ์ อดีตกัปตันทีมชาติไทยเคยหมายหัวไว้ว่า “จะต้องดังก้องหล้าไปทั่วแผ่นดิน” ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย... คือ ความทะเยอทะยาน มุ่งหน้าที่จะพัฒนาไม่หยุดหย่อน
 
ยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนผ่าน... จาก “เดอะ ตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธีรศิลป แดงดา 3 ยอดนักเตะที่เคยได้รับชื่อว่าดีที่สุดในแต่ละยุคสมัยของไทย มาวันนี้ หากจะบอกว่า ชนาธิป สรงกระสินธ์ คือ ผู้ที่ขอสืบสายเลือดนี้ใหม่ คงไม่มีใครคิดปฏิเสธเลย...