ชโกดราน มุสตาฟี : ปราการหลังตัวใหม่ค่าย 'ปืนใหญ่' ดีกรีแชมป์โลก

มุสตาฟีผ่านการค้าแข้งมาแล้วถึง 3 ประเทศได้แก่อังกฤษ อิตาลี และสเปน แถมเจ้าตัวยังคว้าแชมป์โลกได้ตอนอายุ 22 ปีเท่านั้น ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับปราการหลังเลือดเยอรมันของอาร์เซนอลรายนี้กัน… 

เรื่องเล่า 60 วินาที

ประวัติส่วนตัว

  • วันเกิด: 17 เมษา, 1992
  • เมืองเกิด: บาด แฮร์สฟิลด์, เยอรมนี
  • ตำแหน่ง: กองหลัง
  • สโมสร: บาเลนเซีย (80 นัด, 6 ประตู)
  • อดีตสโมสร: เอฟเวอร์ตัน, ซามพ์โดเรีย, บาเลนเซีย
  • ทีมชาติ: เยอรมัน (12 นัด, 1 ประตู)

ลูกชายของชาวแอลเบเนียโยกย้ายจากประเทศมาซีโดเนียมาพักอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมัน ซึ่งมุสตาฟีเองก็ภูมิใจกับสายเลือดของตัวเองเป็นอย่างมาก สำหรับวงการลูกหนัง มุสตาฟีเริ่มต้นจากการเป็นกองหน้า  ก่อนจะขยับบทบาทลงไปเป็นกองหลังตอนอายุได้ 14 ปีสมัยที่อยู่กับอะคาเดมีของทีมฮัมบูร์กแม้ว่ามีบิ๊กทีมของประเทศอย่างบาเยิร์น มิวนิค, ดอร์ทมุนด์ และชาลเก้ให้ความสนใจ

หลังจากที่มุสตาฟีตั้งหน้าตั้งหน้าเล่นฟุตบอลอาชีพ เขาก็ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันในอังกฤษตั้งแต่อายุเพียงแค่ 17 ปี ด้วยความหวังที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกองหลังระดับแนวหน้าของลีก อย่างไรก็ตามชีวิตบนแดนผู้ดีของเขากลับไม่เป็นอย่างฝัน เพราะเจ้าตัวไม่สามารถทะลุขึ้นชุดใหญ่ของท็อฟฟี่ได้เลย เขาทนอยู่ในถิ่นกูดิสัน พาร์คได้เพียงแค่ 2 ปีครึ่งก่อนตัดสินใจโบกมืออำลาทีมเพื่อไปร่วมทัพซามพ์โดเรียในอิตาลี  ซึ่งที่นี่มุสตาฟีได้รับโอกาสให้ลงเล่นอยู่เรื่อยๆ

เขาถูกเรียกตัวไปร่วมกับแคมป์ฝึกซ้อมของทีมชาติก่อนศึกฟุตบอลโลกปี 2014 ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับมาในเวลาต่อมา ทว่าหลังจากที่ มาร์โก รอยส์ แข้งทีมชาติอินทรีเหล็กได้รับบาดเจ็บ ทำให้กองหลังรายนี้ถูกเรียกตัวกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม และในที่สุด เจ้าตัวก็ได้โอกาสประเดิมสนามให้กับทีมชาติเยอรมัน ตามด้วยการได้รับบาดเจ็บในเกมกับแอลจีเรีย , คว้าแชมป์โลกปี 2014 และย้ายไปร่วมทีมบาเลนเซียในที่สุด

ปราการหลังรายนี้ยึดตำแหน่งกองหลังตัวหลังของทีมค้างคาวได้ทันที แถมเจ้าตัวยังไม่ประสบปัญหาหมดไฟเหมือนกับแข้งเยอรมันรายอื่นๆ ที่หมดไฟหลังจากคว้าแชมป์โลกมาได้อีกด้วย โดยหลังจากที่ นิโคลัส โอตาเมนดี้ กองหลังอีกรายย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มันก็ทำให้เขาเป็นกองหลังที่ทำผลงานได้น่าประทับใจมากๆ คนหนึ่งในลาลีก้า และแน่นอนว่าเขากลายเป็น 1 ในแข้งที่วนเวียนอยู่ในทีมชาติชุดใหญ่มาตลอด ส่วนในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมานั้น เขาก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมของตัวเองจนทำให้ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีโอกาสได้กลับไปค้าแข้งในอังกฤษอีกครั้งแล้ว

Mustafi celebrates his goal against Ukraine in Euro 2016

ผลงานอันยอดเยี่ยมในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา ทำให้เขาเป็นที่สนใจมากขึ้น

เหตุผลที่คุณควรรู้จัก

ด้วยวัย 24 ปี บวกกับประสบการณ์ที่ได้ไปค้าแข้งตามประเทศต่างๆ ในยุโรปมาแล้ว ทำให้ถ้าหากมุสตาฟีสามารถรักษาระดับของพัฒนาการตัวเองได้ เขาน่าจะกลายเป็น 1 ในกองหลังที่แข็งแกร่งมากๆ ของยุโรปได้

ในยุคที่นักเตะทุกคนต่างพัฒนาตัวเองกันอย่างรวดเร็ว มุสตาฟีกลับเป็นนักเตะประเภทที่ค่อยๆ พัฒนาตัวเองอย่างช้าๆ เขาคือชายหนุ่มผู้ที่ต้องแบกรับความคาดหวังที่มีแต่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งมันค่อนข้างหน้าแปลกใจที่เจ้าตัวยังไม่ได้รับการจับตามองอย่างที่ควรจะเป็น

ทว่าด้วยวัย 24 ปี บวกกับประสบการณ์ที่ได้ไปค้าแข้งตามประเทศต่างๆ ในยุโรปมาแล้ว ทำให้ถ้าหากมุสตาฟีสามารถรักษาระดับของพัฒนาการตัวเองได้ เขาน่าจะกลายเป็น 1 ในกองหลังที่แข็งแกร่งมากๆ ของยุโรปได้ การที่เขาเริ่มเรียนรู้วิชาในประเทศเยอรมัน และขัดเกลาความรู้เหล่านั้นในอิตาลีและสเปน รวมถึงจับคู่กับ เยโรม บัวเต็ง ในระดับทีมชาติด้วยแล้ว เขาน่าจะกลายเป็นกองหลังที่ใครๆ ก็อยากจะได้ร่วมทีมอย่างแน่นอน

จุดแข็ง

มุสตาฟีเป็นกองหลังประเภทวิ่งสู้ฟัดเนื่องจากเขามักจะพยายามไล่บี้และแย่งบอลคืนจากคู่แข่งให้ได้ แถมหลายๆ ครั้งยังเอาตัวไปบังลูกยิงของคู่แข่งอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น เขามีพลังงานเปี่ยมล้นราวกับเป็นกองกลาง อีกทั้งยังเล่นลูกกลางอากาศได้ดีกว่าที่หลายๆ คนคาดไว้อีกด้วย เชื่อหรือไม่ว่ามุสตาฟีเอาชนะลูกกลางอากาศได้มากกว่าที่กอสเซียลนีเอาชนะได้ตลอดทั้งฤดูกาลเสียอีก

หลังจากที่ได้รับการเจียระไนในอิตาลี การที่เขามาเจอกับสปีดเกมที่เร็วขึ้นในสเปน ก็ทำให้เจ้าตัวพัฒนาขึ้น  แถมเมื่อได้เรียนรู้วิชาจาก โยอาคิม เลิฟ กุนซือใหญ่ทีมชาติเยอรมันอีก ก็ทำให้เจ้าตัวครบเครื่องไปอีก

มุสตาฟีผ่านการค้าแข้งกับลีกในยุโรปมาแล้วกว่า 100 นัด ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับประสบการณ์ที่เขาได้จากการติดทีมของเลิฟไปเล่นฟุตบอลยูโรและฟุตบอลโลกแล้ว มันทำให้เขาเป็นแข้งวัย 24 กะรัตที่น่าจะรับมือกับแรงกดดันได้มากกว่านักเตะหลายๆ คนเสียอีก

นอกจากนั้นเขายังมีจิตใจที่แข็งแกร่งมากๆ ครั้งหนึ่งเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเป็นเหมือนคนทั่วๆ ไปที่พยายามจะมีความสุข มันเป็นหน้าที่ของผม ดังนั้นหากผมลงสนามวันหนึ่งและทำผลงานได้ไม่ดี ผมก็เฉยๆ นะ มันไม่ได้จะทำให้ผมตายซะหน่อย”

Shokdran Mustafi runs during training with the German national team

แม้ผมจะเล่นได้ไม่ดี แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมตายซะหน่อย

มุสตาฟีเป็นกองหลังที่ทำได้ดีทุกๆ ด้านต่างจากนักฟุตบอลหลายๆ คนในสมัยนี้ ดังนั้นดูแล้วเป้าหมายต่อไปของเจ้าตัวก็น่าจะเป็นการย้ายไปเล่นกับทีมที่ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกขั้น

จุดอ่อน

ดังที่เราเห็นกันในศึกยูโร 2016 มุสตาฟีไม่ใช่กองหลังที่สูงแบบ แพร์ มาเตซัคเกอร์ กองหลังร่างโย่งชาวเยอรมัน แถมบางทีเจ้าตัวยังชอบหลุดตำแหน่งอีกด้วย แน่นอนว่าเขามีความสามารถที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกันบัวเต็งทว่าสำหรับตอนนี้เขายังไม่ใช่

มุสตาฟีเป็นนักเตะที่เอาตัวรอดจากการถูกกดดันได้ดี ทว่าเจ้าตัวก็ยังมีจังหวะที่ผิดพลาดให้เห็นอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม อาร์แซน เวงเกอร์ กุนซือของอาร์เซนอลก็น่าจะมองข้ามตรงจุดนี้ เพราะพื้นฐานในเกมของเขาแน่นมากๆ

พวกเขาว่ากันว่า…

“เขานับว่านิ่งมากๆ หากเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน เขามีความเป็นผู้นำและมีความรับผิดชอบ  แถมยังอ่านเกมได้ดีอีกด้วย ดังนั้นเราจึงมักไม่ค่อยเห็นเขาพลาดบ่อยๆ” ฮอร์สต์ ฮรูเบส์ช กุนซือทีมชาติเยอรมันชุดยู-20 กล่าวถึงกองหลังรายนี้ไว้เมื่อ 2 ปีก่อน

Mustafi fights for the ball with Barcelona's, Luis Suarez

มุสตาฟีลงเล่นนัดสุดท้ายกับบาเลนเซียไปแล้วหรือไม่

รู้หรือไม่?

มีแฟนบอลทีมอินทรีเหล็กรายหนึ่งเผยว่า เขาจะตั้งชื่อลูกชายของเขาตามนักเตะที่พังประตูแรกให้กับทีมอินทรีเหล็กในศึกยูโรที่ผ่านมาได้ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่คิดว่ามุสตาฟีจะทำได้ ทำให้ตอนนี้ เขาคงต้องตั้งชื่อลูกชายสุดที่รักว่าชโกดรานเสียแล้ว

จะเกิดอะไรต่อไป

การที่ทีมปืนใหญ่สามารถคว้าตัวเขาไปร่วมทีมได้จริงๆ ทำให้สาวกกูนเนอร์ทั้งหลายดีใจไม่น้อย โดยหลังจากที่ได้แชมป์โลก มุสตาฟีได้เผยว่าเขาต้องพยายามคุมตัวเองไม่ให้เหลิงเกินไป และต้องเดินทางไปประเทศแอลเบเนียบ่อยๆ เพื่อที่จะคอยเตือนตัวเองว่าเขาเโชคดีแค่ไหนที่ประสบความสำเร็จแบบทุกวันนี้

เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นนักเตะที่มีคาแรคเตอร์เหมือนกับมุสตาฟี เพราะเขาคือนักเตะที่ขับเคลื่อนด้วยความกระหาย และไม่กลัวในการล้มเหลว ดังนั้นเขาถือเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากๆ ซึ่งในตอนนี้เจ้าตัวมีโอกาสอีกครั้งที่จะถีบตัวเองให้ขึ้นมาเฉิดฉายขึ้นมาในฐานะกองหลังที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก และแน่นอนว่าหากเขาทำได้ มันคงจะทำให้แฟนบอลปืนใหญ่ถูกใจไม่น้อยเลยทีเดียว