ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ: ตามไปดู 9 เกมตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้

โดยทั่วไปแล้วเดือนกุมภาพันธ์ถือเป็นการเริ่มต้นการไล่ล่าแชมป์อย่างแท้จริง เมื่อบิ๊กแมตช์มีการเตะกันถี่และหลายๆทีมเริ่มแกว่ง ซึ่ง สตีเฟน ทูดอร์ คอลัมนิสต์โฟร์โฟร์ทูจะมาวิเคราะห์ว่าเกมไหนมีผลชี้เป็นชี้ตายต่อการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด...

ต้องยอมรับว่าลีกสูงสุดเมืองผู้ดีฤดูกาล 2015/16 เต็มไปด้วยความพลิกผัน แต่ทุกอย่างกำลังชัดเจนขึ้นว่าใครจะมีสิทธื์ชูถ้วยสีเงินวาวในเดือนพฤษภาคม

แน่นอนว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดนตัดออกจากสารบบหลังจากถูก พอล ดัมเมตต์ ตีเสมอในนาทีสุดท้ายที่เสมอกับนิวคาสเซิล 3-3 ทำให้เหลือแต่ทีมท็อป 4 ในตอนนี้เท่านั้นที่มีโอกาสคว้าแชมป์อย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงเลสเตอร์ที่ตั้งเป้าว่าจะเก็บให้ได้สัก 40 คะแนนและอยู่รอดปลอดภัยจากการตกชั้นก็พอด้วย (โดยตอนนี้พวกเขาก็ผ่านเป้าหมายนั้นไปได้แบบสบายๆแล้ว)

จริงอยู่ที่การพบกันเองระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซนอล, สเปอร์ส และเลสเตอร์ ถือเป็น “นัดตัดสินแชมป์” แต่ก็มีเกมสำคัญอีกจำนวนหนึ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่เช่นกัน...

1. ซันเดอร์แลนด์ vs แมนฯซิตี้, 2 กุมภาพันธ์

จากการที่ “เรือใบสีฟ้า” บุกไปถล่ม “แมวดำ” 4-1 เมื่อฤดูกาลก่อน ถือเป็นการยุติสถิติพ่ายแพ้ด้วยสกอร์ 1-0 ในสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ 4 นัดติดต่อกัน อย่างไรก็ตามด้วยฟอร์มนอกบ้านอันกระท่อนกระแท่นของซิตี้ในฤดูกาล 2015/16 ทำให้เกมนี้อาจได้เห็นบิ๊กแซมตั้งรับลึกและใช้เกมโยนยาวถล่มแนวรับอันเปราะบางของ “เดอะ ซิตี้เซนต์ส” ยามไม่มีผู้นำอย่าง แว็งซ็องต์ ก็อมปานี ก็เป็นได้

2. อาร์เซนอล vs เลสเตอร์, 13 กุมภาพันธ์

การที่ต้องเผชิญหน้ากับโอซิลและพรรคพวกที่กำลังเข้าฟอร์มที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ถือเป็นหนึ่งในงานหินของ “จิ้งจอกสยาม” ที่จะต้องเผชิญกับโปรแกรมสุดโหดในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนแห่งความรักที่เริ่มต้นด้วยการเปิดบ้านเจอลิเวอร์พูลก่อนจะเยือนเอติฮัด ซึ่งจากสไตล์การเล่นของเลสเตอร์ที่เน้นการเพรสซิ่งสูงและเกมบุกเป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จ พวกเขาอาจรับบทหนักเกินไปในการต้องกรำศึกในระยะเวลาอันสั้น

แม้ทีม “ปืนใหญ่” จะเป็นหนึ่งใน 2 ทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้กับลูกทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี ในซีซั่นนี้ก็ตาม หลังจากที่บุกไปชนะถึงถิ่นคิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม 5-2 แต่เกมนี้ดันมาถึงก่อนศึกแชมเปี้ยนส์ลีกเลกแรกกับบาร์เซโลนาเพียงแค่ 3 วัน ดังนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้

3. เวสต์แฮม vs สเปอร์ส, 2 มีนาคม

หาก “ไก่เดือยทอง” ผ่านเข้าสู่รอบ 5 ของเอฟเอคัพได้สำเร็จ (เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจชนะเลสเตอร์ในนัดรีเพลย์รอบ 3 แล้วตบเด็กอย่างโคลเชสเตอร์รอบถัดมา) พวกเขาจะเจอกับโปรแกรมอันแน่นเอี้ยดและนั่นจะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของพลพรรคไก่กระทงภายใต้การดูแลของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน

โดยก่อนแมตช์นั้นพวกเขาจะลงเตะในศึกยูโรป้าลีกเหย้า-เยือนกับฟิออเรนตินา ตามมาด้วยการเฝ้ารังเจอสวอนซีในอีก 3 วันหลังจากนั้น และเพียง 3 วันให้หลังก็จะเป็นเกมกลางสัปดาห์อันเร่าร้อนที่อัพตันพาร์ค

ซึ่งเมื่อฤดูกาล 2013/14 เวสต์แฮมเอาชนะคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนทีมนี้ได้ทั้ง 3 ครั้งที่เจอกัน แต่ไม่สามารถทำได้ในซีซั่นก่อน อย่างไรก็ตามตอนนี้ลูกทีมของ สลาเวน บีลิช กำลังไล่ล่าพื่นที่ยุโรปอยู่ แล้วแผงมิดฟิลด์อันอ่อนล้าของสเปอร์สสามารถฮึดขึ้นมาได้หรือไม่?

4. สเปอร์ส vs อาร์เซนอล, 5 มีนาคม

นอกจากจะฟาดแข้งกันแบบนอนสต็อปแล้ว โปรแกรมเตะยังได้ใส่ดาร์บี้แมตช์ลอนดอนเหนือเข้ามาหลังจากที่สเปอร์สหวดกับเวสต์แฮมเสร็จเพียงแค่ 3 วันด้วย ซึ่งคิวเตะหฤโหดนี้คือตัวตัดสินศักยภาพการลุ้นแชมป์ของพวกเขาอย่างแท้จริงว่าจะสามารถยืนระยะได้ไหม

คาดว่าหนังสือพิมพ์คงโหมกระพือข่าวก่อนเกมอย่างแพร่สะพัดและคงจะมีใบแดงสัก 1 หรือ 2 ใบ ทำให้อุณหภูมิในสนามเร่าร้อนจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่านถึงขนาดแจกฟักแฟงแตงไทยกันให้ว่อนก่อนจะจบลงด้วยการเสมอกันไปแบบไร้สกอร์ในที่สุด 

5. นอริช vs แมนฯซิตี้, 12 มีนาคม

ด้วยความที่มีเกมแชมเปี้ยนส์ลีกเลก 2 กับดินาโม เคียฟ รออยู่กลางสัปดาห์ ตามมาด้วยแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ในอีก 4 วันหลังจากนั้น ทำให้ มานูเอล เปเยกรินี อาจพักตัวหลักบางรายในทริปเยือนคาร์โรว์ โร้ด

พลพรรค “เรือใบสีฟ้า” อาจเอาชนะ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” ได้แบบสบายๆโดยใช้ชุดอ่อนในบอลถ้วยก็จริง แต่ความมุ่งมั่นที่จะหนีการตกชั้นของฝ่ายหลังอาจทำให้เกมนี้แตกต่างจากอย่างสิ้นเชิง

6. เอฟเวอร์ตัน vs อาร์เซนอล, 19 มีนาคม

เกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัด 2 ที่คัมป์นูของอาร์เซนอลแน่นอนว่าจะต้องเจอเกมบุกจากทุกทิศทุกทางของ 3 แนวรุกต่างดาวอย่างเนย์มาร์, หลุยส์ ซัวเรซ รวมถึง ลิโอเนล เมสซี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งน่าจะผลาญทั้งแรงกายและแรงใจไปมากทีเดียว

และพลพรรค “ปืนใหญ่” ก็มีเวลาแค่ 3 วันในการทำให้ตัวเองกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้งก่อนจะไปเยือนเอฟเวอร์ตันที่กูดิสันพาร์ค อันเป็นสถานที่ๆพวกเขาต้องไล่ตีเสมอในช่วงท้ายเกมจากการตกเป็นฝ่ายตามหลัง 2-0 เมื่อซีซั่นก่อน แถมเมื่อฤดูกาล 2013/14 ยังโดนถล่มยับ 3-0 มาแล้ว

7. ลิเวอร์พูล vs สเปอร์ส, 2 เมษายน

ผลรวมของสกอร์ 5 นัดหลังสุดที่ทั้งคู่เจอกันลิเวอร์พูลฝ่ายชนะ 15-2 ดังนั้นต่อให้ “หงส์แดง” จะขาดแคลนตัวเลือกในแดนหน้าก็คงมีความมั่นใจอยู่ลึกๆบ้างว่าจะชนะ ซึ่งสกอร์อันท่วมท้นดังกล่าวได้รวมนัดที่บุกไปชนะถึงไวท์ ฮาร์ท เลน 5-0 ก่อนจะย้ำแค้นอีก 4-0 ที่แอนฟิลด์ในฤดูกาล 2013/14 ตามมาด้วยความปราชัยอีก 3-0 ที่ลอนดอนในซีซั่นถัดมาด้วย

ซึ่งที่ผ่านมาสเปอร์สมีสถิติอันย่ำแย่ที่แอนฟิลด์ โดยพวกเขาเคยเอาชนะ “เดอะ เร้ดส์” ไม่ได้มาถึง 73 ปีนับตั้งแต่เรือไททานิคล่มเมื่อปี 1912 จนกระทั่งถึงกลางทศวรรษที่ 80 นั่นอาจเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว แต่ก็เกรงว่าอาจจะเกิดภาพหลอนซ้ำหลังจากปราชัยอย่างราบคาบมาตลอดช่วงหลังๆ

8. เชลซี vs สเปอร์ส, 30 เมษายน

นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ที่ดูถูก “ไก่เดือยทอง” แต่อย่างใด เมื่อมองว่าเชลซีซึ่งกำลังค่อยๆฟื้นคืนชีพภายใต้การคุมทีมของ กุส ฮิดดิ้งก์ จะต้องโปรดปรานเกมนี้ เมื่อไม่แพ้สเปอร์สที่เดอะบริดจ์มาตั้งแต่ปี 1990 ขณะที่แชมป์เก่าเองก็มุ่งมั่นเต็มที่ในการกอบกู้สถานการณ์ขึ้นมาจากผลงานอันย่ำแย่ในช่วงครึ่งซีซั่นแรก

อย่างไรก็ตามถ้าทีมของโปเช็ตติโนมีโอกาสลุ้นแชมป์ขณะที่ยังเหลืออีก 3 เกมให้ลงเตะ พวกเขาไม่เพียงแต่จะสร้างฤดูกาลอันน่าเหลือเชื่อเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวผ่านคู่ปรับร่วมเมืองระดับเฮฟวี่เวททีมนี้ได้อีกด้วย ซึ่งหากคว้าชัยชนะก็จะทำให้พวกเขาขยับเข้าใกล้แชมป์เข้าไปอีกก้าวหนึ่ง

9. แมนฯซิตี้ vs อาร์เซนอล, 7 พฤษภาคม

ก่อนที่จะถึงนัดดังกล่าวทั้ง 2 ทีมคงอยากจะให้ฤดูกาลอันหนักหน่วงผ่านไปเร็วๆ เพื่อที่จะได้เซฟพลังขาไว้ลุยทีเดียว

ซึ่งตอนนี้โอกาสลุ้นแชมป์ของทั้ง 2 ทีมเปิดกว้างและคงจะเพอร์เฟ็กต์ไม่น้อยหากก็อมปานีหรือ แพร์ แมร์เตซัคเกอร์ ได้ชูถ้วยแชมป์หลังสิ้นเสียงนกหวีดต่อหน้าผู้ชมในเอติฮัดไม่ว่าจะแน่นขนัดหรือบางตาก็ตาม และที่จริงเราก็อยากเห็นประตูชี้ขาดแชมป์ในช่วงท้ายเกมอย่างที่ ไมเคิล โธมัส กับ เซร์คิโอ อเกวโร เคยทำได้เป็นจุดไคลแม็กซ์ของซีซั่นด้วย