ซวยกว่านี้...มีอีกไหม? : 8 แข้งผู้เคราะห์ร้ายแบบเอาน้ำมนต์มารดก็ไม่ช่วย

Shane Duffy vs Cardiff

นี่ คือ 8 แข้งสุดยอดอภิมหาเคราะห์ร้ายแห่งวงการลูกหนัง 

เชน ดัฟฟี่ กองหลังของแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ต้องพบกับวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาเมื่อเกมคืนวันพุธที่ผ่านมาที่พ่ายต่อ คาร์ดิฟฟ์ 1-2  ... ปราการหลังดีกรีทีมชาติไอร์แลนด์แจกโชคสมนาคุณให้แก่คู่แข่งทีมของเขาอย่างเต็มสตรีมด้วยการทำเขาประตูตัวเอง 2 ลูกและแถมด้วยคอมโบเซ็ตไปอีก 1 ใบเเดง ... หากคุณคิดว่านี่คือสุดยอดแห่งหายนะแล้วล่ะก็  เอลเลียต กริฟฟินธ์ นักข่าวของเรามีอีก 8 ตัวเลือกที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

1. โจนาธาน วู้ดเกต

วู้ดเกตคือกองหลังที่มากพรสวรรค์ของอังกฤษ และคำสรรเสริญนี้ถูกส่งถึงไปยังยอดทีมอย่าง เรอัล มาดริด จนทำให้ ราชัน ชุดขาว ตัดสินใจหอบเงินมากระชากตัวชายผู้นี้ทั้งๆที่เขายังมีอาการบาดเจ็บติดตัวอยู่เลยทีเดียว มาดริดต้องรอให้วู้ดเกตหายเจ็บเป็นเวลาถึง 13 เดือนกว่าจะได้ยลฟอร์มของเซ็นเตอร์ฮาล์ฟรายนี้

หลังจากที่ทำให้แฟนๆต้องรอคอยเป็นเวลาร่วม 1 ปี วู้ดเกตก็ถึงเวลาเฉิดฉายในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟให้กับมาดริดเสียที ...แต่ทว่าความบัดซบมาเยือนเขาตั้งแต่เกมแรกเลยทีเดียว วู้ดเกต จัดการโหม่งสะบัดบอลที่ครอสมาจากกราบซ้ายแบบเต็มหัวและหมดปัญญาที่ผู้รักษาประตูจะป้องกันได้ ... แต่ให้ตายเถอะเขาดันโหม่งเข้าฝั่งตัวเองเสียอย่างนั้น! ความบันเทิงยังไม่จบแค่นี้เมื่อในนาทีที่ 65 เขาก็เดินคอตกไปรับใบเหลืองที่ 2 จากผู้ตัดสินจนต้องออกจากสนามไปก่อนใครเพื่อน ... "มันไม่ใช่การออกสตาร์ทเกมแรกที่ดีที่สุดในโลกหรอกนะ" เขาให้สารภาพหลังจบเกมดังกล่าว ... แล้วใครจะกล้าเถียงกันล่ะ ?

 

2. มิชาเอล บัลลัค

ชีวิตของบัลลัคช่างครบรสจริงๆ เพราะเขาคือนักเตะที่ได้รับตำแหน่งรองแชมป์ในรายการเมเจอร์ถึง 9 ครั้ง

บัลลัค คือนักเตะที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่คนหนึ่งในวงการฟุตบอล เขาคว้าแชมป์บุนเดสลีก้า 4 ครั้งและได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งของเยอรมันอีก 3 ครั้ง และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีก 1 ครั้ง สถิติในการเล่นเกมระดับทีมชาติก็ไม่ใช่เล่นๆเมื่อเขายิงได้ถึง 42 ประตูให้กับทีมชาติเยอรมันทั้งๆที่เขาเป็นกองกลางและติดทีมยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป(ยูโร) อีก 2 ครั้ง

ชีวิตของบัลลัคช่างครบรสจริงๆ เพราะเขาคือนักเตะที่ได้รับตำแหน่งรองแชมป์ในรายการเมเจอร์ถึง 9 ครั้งประกอบด้วยรองแชมป์บุนเดสลีก้า 2 สมัย รองแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก 2 ครั้ง และรองแชมป์ฟุตบอลโลกอีก 2 ครั้ง

Michael Ballack looks on disappointed after Germany lose the 2002 World Cup final to Brazil 2-0

โดนแบนในนัดชิงแชมป์โลก ปี 2002

แม้จะเป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์และเฉิดฉาดแค่ไหนแต่เขาก็ไม่เคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลังดอร์รอบ 3 คนสุดท้ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนสื่อต่างให้ฉายากับเขาว่า "พระรองตลอดกาล" แม้จะโชคร้ายขนาดนี้แต่ก็นับว่าตลอดการค้าแข้งเขาประสบความสำเร็จมากกว่าล้มเหลว

ทุกวันนี้แฟนบอลอังกฤษยังหยอกเย้าบัลลัคอยู่เสมอด้วยถ้อยคำประมาณว่าอย่างน้อยเราก็ไม่เคยจบด้วยการได้ที่สองล่ะว๊ะ! ทนรับมันไปก่อนเเล้วกันนะมิชาเอล

3. สเวน กรองดาเลน

ความโชคร้ายของ กรองดาเลน ออกจะเเตกต่างกับชาวบ้านชาวช่องเขานิดหน่อย เพราะขณะที่เขากำลังวิ่งเล่นในป่าใกล้บ้านของเขา เซ็นเตอร์รายนี้ก็ดันมาได้รับการบาดเจ็บก่อนที่ทีมชาตินอร์เวย์จะลงเล่นเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก

เขาเจ็บเพราะอะไร ? วิ่งหกล้มหรือตกหลุม ? การผจญภัยในป่าทำให้แขนของเขาได้รับบาดเจ็บ ? ไม่เลย! อาการบาดเจ็บสร้างความความขื่นขมปนความฮาสำหรับกรองดาเลนไม่น้อย เพราะเขาถูกกวางมูสไล่ขวิดจนทำให้พลาดลงเล่นเกมดังกล่าวซะอย่างนั้น ... โถ่เอ้ย นี่คือปัญาหาระดับชาติของประเทศในแถบสแกนดิเนเวียนเลยนะเนี่ย ฮ่าๆ

4. สตีฟ ฮาร์เปอร์

เขาถูกเลือกให้เป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของนิวคาสเซิลในช่วงปี 1999 ก่อนที่ รุด กุลลิท จะผลักดัน เชย์ กิฟเว่น ขึ้นมารับหน้าที่ดังกล่าวแทน

ฮาร์เปอร์ คือผู้รักษาประตูที่อยู่กับนิวคาสเซิลตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่เขาก็ได้ลงสนามในเกมลีกเพียง 157 เกมเท่านั้น หนึ่งในนี้เป็นเกมที่สุดแสนโชคร้ายสำหรับเขาเสียเหลือเกิน

เขาถูกเลือกให้เป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของนิวคาสเซิลในช่วงปี 1999 ก่อนที่ รุด กุลลิท จะผลักดัน เชย์ กิฟเว่น ขึ้นมารับหน้าที่ดังกล่าวแทน

ระหว่างฤดูกาล 2001/02 จนถึง 2005/6 เขาได้ลงเล่นในเกมลีกเพียง 2 เกมเท่านั้น ทว่าหลังจากนั้นมือหนึ่งอย่าง กิฟเวน เกิดได้รับบาดเจ็บหนักขึ้นมาทำให้โอกาสที่ฮาร์เปอร์ทดทนรอมันมานานเดินทางมาถึงเขาเสียที ทุกอย่างเหมือนจะสร้างสารคดีชีวิตได้อยู่แล้วเชียวแต่เกมแรกที่เขาได้ลงสนามกลับเป็นภาพเหตุการณ์ที่เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต ... เขาได้แต่มองบอลออกจากเท้าของ ชาบี อลอนโซ่ ในระยะ 60 หลาและบอลก็ลอยข้ามหัวของเขาไป เขาตัดสินใจจะวิ่งถอยตามไปรับบอลแต่ก็ดันเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อเขาดันลื่นล้มไปเสียก่อนขณะที่พยายามจะเซฟลูกยิงนั้น

อกาสอย่างจริงจังและถาวรวนเวิยนมาพบปะกับเขาอีกครั้ง เมื่อนิวคาสเซิลตกชั้นสู้ลีกเเชมเปี้ยนชิพ แต่นั่นส่งผลดีสำหรับเขานะ เพราะเขาก็ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องจนพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ แต่โชคชะตามันก็ช่างเล่นตลกกับเขาเสียเหลือก่อนเพราะก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลบนลีกสูงสุดเขาก็ดันได้รับบาดเจ็บขึ้นมาซะอีก ... ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทิม ครูล ก็ก้าวขึ้นมาพอดี ก่อนที่นายทวารชาวดัตช์จะยึดตำแหน่งมือหนึ่งของทีมจวบจนทุกวันนี้ ขณะที่ฮาร์เปอร์เองก็ออกจากทีมไปอยู่กับ ไบรท์ตัน แบบยืมตัวในปี 2013

5. ปาตริซ เอฟร่า

เอฟร่า ยังคงเป็นแบ็คซ้ายที่ผีเท้าฉกาจฉกรรจ์แม้อายุอานามของเขาจะปาเข้าไป 35 แล้วก็ตาม ... เขาคือนักเตะตัวหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 ครั้ง และเขาก็ทำได้ในเเบบเดียวกันกับตอนที่เขาย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ... ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนเขาจะได้แชมป์ในประเทศติดไม้ติดมืออยู่เสมอ ทว่าเขายังมีเรื่องโชคร้ายให้พูดถึงอยู่บ้างเพราะเขาจัดว่าเป็นนักเตะดวงซวยบนเวทีของเกมระดับนานาชาติ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงติดมาอยู่ในลิสต์ที่เราจัดขึ้นมา

ภายใต้ความสำเร็จมากมายของเขา เอฟร่า คือผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่แพ้ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศถึง 4 ครั้ง.เมื่อเกมนัดชิงชนะเลิศในปี 2015 จบลงที่ ยูเวนตุส พ่ายแพ้ต่อ บาร์เซโลน่า... เอาเถอะอย่างน้อยเขาก็เคยคว้ามันมาครองได้ด้วยการชนะเชลซีในปี 2008 ในส่วนของครั้งอื่นๆที่พลาดแชมป์ของเอฟร่าเกิดขึ้นกับ โมนาโก ในปี 2004(แพ้ ปอร์โต้) , และสองครั้งกับยูไนเต็ด (พ่ายให้แก่ บาร์เซโลน่า ทั้งสองครั้งในปี 2009 และ 2011)

6. ดาร์เรน บาร์นาร์ด

หากเคสของ สเวน กรองดาเลน(อันดับ 3) เป็นการบาดเจ็บที่แปลกประหลาดจากสัตว์โลกอมทีมแล้วล่ะก็ บาร์นาร์ด คงซวยยิ่งกว่าเพราะเขาได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถลงเล่นได้ถึง 5 เดือนเพราะอะไรน่ะเหรอ!! ... คุณต้องไม่เชื่อแน่เพราะเขาลื่นปัสสาวะของน้องหมาที่ตัวเองเลี้ยงไว้อย่างน่าบัดซบสุดๆ

ชายคนนี้คงต้องสั่งสอนเจ้าตูบของเขาใหม่เสียเเล้ว เพราะเขาได้รับบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายอย่างหนักต้องพักนานเลยทีเดยว ... แต่อย่างน้อยเขาก็คงมีเวลาไปฝึกเพื่อนซี้สี่ขาของเขาให้ปัสสาวะเป็นที่เป็นทางมากขึ้นล่ะนะ

7. สเตฟาน คีสลิงก์

เยอรมัน ได้รับการยกย่องเป็นประเทศมหาอำนาจในเรื่องฟุตบอลของโลกใบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาไม่มีกองหน้าระดับเวิร์ลคลาสส์ที่ส่งผลให้ทีมอินทรีเหล็กไม่สามารถก้าวเป็นทีมที่ไร้เทียมทานได้ .. คีสลิงก์ จึงรู้สึกว่าเขาสามารถรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ได้

เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสุดยอดดาวยิงของบุนเดสลีก้า กองหน้าตัวเป้าจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ติดทีมชาติเพียง 6 เกมเท่านั้น และที่สำคัญกว่านั้นคือนับตั้งแต่ที่ โยอาคิม เลิฟ ก้าวขึ้นมาเป็นกุนซือของเยอรมัน คีสลิงก์ ไม่เคยได้ลงสนามในเกมทีมชาติอีกเลยจากการเข้ามาของ มิโลสลาฟ โคลเซ่ และ มาริโอ โกเมซ

อย่างไรก็ตามดาวเตะวัย 32 ปีก็ทำประตูในลีกได้มากกว่า 15 ลูกตลอด 3 ฤดูกาลหลังของบุนเดสลีก้าซึ่งนับเป็นเวลาที่เขาหลุดจากทีมชาติตั้งแต่ปี 2010 มีครั้งหนึ่งที่เขายิงได้ถึง 25 ประตูในฤดูกาล 2012/13 แต่นั่นก็ไม่พอที่จะซื้อใจใครได้อยู่ดีแหละหนาาาาา

8. สตีฟ บรู๊ซ

บรู๊ซ ก็เป็นอีกคนที่ได้รับการยอมรับมากมาย ตอนนี้เขากลายเป็นกุนซือที่มีชื่อเสียงในด้านการหนีตกชั้น และเป็นผู้จัดการทีมเพียงคนเดียวในโลกนี้ที่เชื่อมั่นในตัว อเล็กซ์ บรู๊ซ(แน่ล่ะ ก็ลูกชายเขานี่นา) บรู๊ซ นั้นได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากในฐานะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บรูซ ลงเล่นให้ ยูไนเต็ด ถึง 414 เกม ยิงประตูมากมายถึง 51 ประตู ... แต่เชื่อไหมว่าเขาไม่เคยติดทีมชาติอังกฤษเลยแม้แต่เกมเดียว

เขาคือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ทรงพลังและเป็นหัวใจในเกมรับของ ยูไนเต็ด มาโดยตลอด นอกจากนี้เขายังเป็นเพชรฆาตมือสังหารจุดโทษของทีมอีกด้วย(นี่คือที่มาของสถิติการยิงประตูที่ยอดเยี่ยมของเขาล่ะ) แต่สำหรับในเกมระดับทีมชาตินั้น บ๊อบบี้ ร็อบสัน มองข้ามเขาไป ... เกรแฮม เทย์เลอร์ , เทอร์รี่ เวนาเบิลส์ และ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ทำให้เขาไม่มีโอกาสที่แม้แต่จะง้างยิง และหากจะบอกชือนักเตะทีมชาติอังกฤษที่ยิงประตูได้มากกว่าบรู๊ซคุณเองจะต้องถอนหายใจเเล้วร้องเห้อออ!อย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคือ ไมเคิล บอล , เดวิด นูเจนท์ , ฟรานซิส เจฟเฟอร์ส , คาร์ล เจนกินสัน , เซ็ธ จอห์นสัน และ ไมเคิล ริคเก็ตต์ ... ปัดโถ่เอ๊ยบรู๊ซนายมันดวงกุดจริงๆ