The Coach - สเตฟาโน คูกูร์รา : ปรัชญาผมมีอย่างเดียวคือซ้อมให้หนัก

วินาทีที่เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น ...แฟนบอล “ตะหานน้ำ” พากันตะโกนก้องด้วยความยินดี มันคือค่ำคืนอันแสนชื่นมื่นเมื่อสโมสรอันเป็นสัญลักษณ์ของพวกเขาจะได้อยู่รอดบนไทยลีกต่อไป

หลายๆ เสียงชื่นชมพุ่งเป้าไปที่ โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ และ เดนนิส บุสเชนิง สองหัวหอกผู้พังประให็ทีมเปิดบ้านเฉือนเอาชนะคู่ปรับร่วมกองทัพอย่าง “สุภาพบุรุษกงจักร” อาร์มี ยูไนเต็ด ไปแบบสุดดราม่า 2 - 1 ...3 คะแนนล้ำค่านั้นการันตีว่าพวกเขาจะยังได้รับโอกาสให้แก้ตัวแก้ผลงานในเวทีลูกหนังสู.สุดของประเทศในปีหน้า แต่อันที่จริงแล้วพวกเขาเกือบจะไม่ได้ไปต่อ หากไม่ใช่เพราะผู้ชายชาวบราซิล ผมหยิกๆ หัวฟูๆ คนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาช่วยเหลือทีม

...สเตฟาโน คูกูร์รา คือชื่อของเขา กุนซือชาวบราซิเลียนไม่ใช่เฮดโค้ชชื่อดังที่มีดีกรีคว้าแชมป์มากมายอะไร อันที่จริงแล้วทีมที่เขาเคยคุมก็มีเพียงสโมสรระดับกลางๆ เท่านั้น แต่หนึ่งสิ่งที่ทำให้เขาคือขงเบ้งลูกหนังที่พิเศษกว่าใครก็คือแท็กติกที่แยบยล การใส่ใจในระเบียบวินัยการฝึกซ้อม และความแฟร์ที่เขามีต่อลูกทีมทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

“ครั้งแรกที่ผมได้คุยกับประธานสโมสร เรามีเกมให้เล่นอีก 11 เกม และเราต้องเอาชนะให้ได้อย่างน้อย 6 เกม ทุกๆ คนบอกว่ามันเป็รเื่องที่ยากและเกือบจะเป็นไปไม่ได้” เตโก้ให้สัมภาษณ์กับ FFT TH ถึงวันแรกที่เขาได้เซ็นสัญญาเข้ารับงานคุมทีมที่สัตหีบ

“แต่ผมก็บอกกับเขาว่าถ้าแม้แต่คุณยังไม่เชื่อ มันก็ไม่มีใครเชื่อแล้วล่ะว่าเราจะทำสำเร็จ หลังจากนั้นเราก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันต่อเนื่อง ผมบอกเขาว่าผมทำได้ เป้าหมายของผมไม่ใช่การรอดตกชั้น แต่มันคือการชนะเกมที่เหลือให้ได้อย่างน้อย 6 เกม ถ้าทำได้และเรายังตกชั้นอีก ผมว่าพระเจ้าก็คงจะโหดเหี้ยมกับเราเกินไปสักหน่อย...”

ก่อนที่เตโก้จะเข้ามารับงานกับราชนาวีสโมสร ทีมนี้ภายใต้ที่ผ่านการเปลี่ยนกุนซือมาแล้วสองคนทั้ง “โค้ชหมี” สุรศักดิ์ ตังคสุรัตน์ และ “ขงเบ้งลูกหนัง” อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ ต้องผจญกับผลการแข่งขันที่ไม่น่าประทับใจต่อเนื่อง จาก 23 นัด พวกเขาเอาชนะได้เพียง 4 เกมเท่านั้น ที่เหลือหนักไปทางปราชัยแพ้ไปถึง 15 เกม ...มันดูเป็นเรื่องอย่างยิ่งยวดกับการพลิกโฉมทีมนี้ โดยเฉพาะเมื่อเฮดโค้ชแซมบ้าต้องใช้ผู้เล่นชุดเดิมที่สืบทอดมาทั้งหมด

แต่แล้วปฏิหารย์ก็เกิดขึ้น 4 นัดแรกของเตโก้ เขาพาทีมชนะรวด เริ่มจากการเปิดบ้านเฉือน การท่าเรือ 1 - 0 ต่อด้วยการบุกไปชนะหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของลีกอบ่าง สุพรรณบุรี เอฟซี 2 - 4 กลับมาเปิดบ้านเฉือน ศรีสะเกษ 3 - 2 และบุกไปชนะ เชียงราย ยูไนเต็ด 2 - 4 จากทีมที่จมอยู่ในโซนตกชั้น พวกเขาทะยานขึ้นมาอยู่ในโซนปลอดภัยและหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น

“ผมรู้จักลีกและรู้จักคู่แข่งดี มันทำให้การทำงานง่ายขึ้น เพราะเรารู้ว่าจะเล่นยังไง ต้องปรับสไตล์ยังไงกับแต่ละทีม” เจ้าตัวย้อนเล่าถึงสูจรเด็ดที่พาทีมชนะรวด 4 นัด ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับที่พวกเขาเคยชนะมาก่อนหน้านี้ตลอดทั้งฤดูกาล "เกมแรกที่ผมเข้ามาคุมทีมนั้นสำคัญมาก เพราะ การท่าเรือ มีแต้มนำเราอยู่ 4 แต้มในตอนนั้น และถ้าเราแพ้ โอกาสทุกอย่างมันจะยากขึ้นทันที”

เตโก้กล่าวต่อถึงเกมที่เขาประทับใจที่สุดในซีซั่นที่แล้วว่า “แน่นอน การบุกไปชนะ สุพรรณบุรี ในบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาเป็นทีมที่ดีกว่า และอันที่จริงแล้วเกมมันสูสีมากๆ ก็ต้องชื่นชม โน่ (พิศาลสิน ซ่าอินทร์) ด้วยที่ลงสนามเป็นซุเปอร์ซับและแฮตทริกฮีโร่ของเราในเกมนั้น”

“ผมบอกเขาว่าอะไรนะเหรอ...ก็ธรรมดาทั่วไป แค่บอกว่าถ้าครั้งนี้นายทำไม่ได้ มันอาจจะเป็นหนึ่งในเกมท้ายๆ บนไทยลีกแล้วนะ จากนั้นเขาก็วิ่งไม่ยอมหยุดเลยและยิงได้ถึงสามประตู”

หลังจากนัดบุกเยือนถิ่นเก่าอย่าง “กว่างโซ้งมหาภัย” ลูกทีมของ สเตฟาโน คูกูร์รา ก็ฟอร์มสะดุด จากที่ฮ็อตปรอตแตก พวกเขากลายเป็นทีมที่มีปัญหาในการในการเล่นเกมรุก สร้างสรรค์โอกาสได้น้อยลง ยิงประตูได้น้อยลง บวกกับเกมรับที่เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางก็ทำให้พวกเขาแพ้รวด 4 นัดติดต่อกัน ...กลับเข้าสู่วังวนการลุ้นหนีตายอีกครั้ง

“เราเหลือ 3 เกมสุดท้ายที่จะเป็นตัวชี้ขาดอนาคตหลายๆ อย่างของสโมสร นักเตะบางคนอาจต้องเดินออกจากทีมหากไม่สโมสรไม่รอดตกชั้น เช่นเดียวกับผมที่จะต้องหาทีมใหม่อีกครั้ง เราทุกคนเป็นห่วงอนาคตของตัวเองและเป็นห่วงความรู้สึกแฟนบอลที่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่จากดิวิชั่น 1 ฉะนั้นจริงๆ แล้วทางเลือกเราก็ไม่มากเท่าไหร่” เตโก้กล่าว

...สามเกมสุดท้ายที่จะชี้ขาดอนาคตของสโมสรว่าอยู่หรือไป ราชนาวีกลับมาโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมอีกครั้ง เริ่มจากการเปิดบ้านถล่ม ทีโอที เอสซี บ๊วยของตารางไปแบบขาดลอย 4 - 0 ต่อด้วยการบุกไปเสมอ “นกใหญ่พิฆาต” ที่ลุ้นหนีตายเหมือนกัน 0 - 0 และนัดสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของฤดูกาลก็มาถึง “ตะหานน้ำ” ได้เล่นในบ้านกับ อาร์มี ยูไนเต็ด พวกเขาต้องการเพียง 3 คะแนนก็แทบจะการันตีการอยู่รอดโดยที่ไม่ต้องไปลุ้นผลคู่ไหน และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จเมื่อมาได้สองกองหน้าอย่าง บุสเชนิง และ เวอร์จิลิโอ ยิงประตูให้ทีมเฉือนเอาชนะไปแบบหวุดหวิด 2 - 1

“ถ้าเกมกับ สุพรรณบุรี และ เชียงราย คือเกมที่เราโชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดตั้งแต่ผมคุมทีมมา เกมสุดท้ายกับอาร์มีก็คงจะเป็นหนึ่งในเกมสำคัญที่สุดในฤดูกาลที่แล้ว เราทุกคนดีใจกับผลการแข่งขัน มันเป็นเหมือนของขวัญช้นเยี่ยมสำหรับการทำงานหนักของทุกคน เราซ้อมกันหนักมากและเราเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใว่าเราจะทำได้ และเราก็ทำได้จริงๆ”

แม้ว่าการพาทีมหนีตกชั้นจะเป็นผลงานที่เขาภาคภูมิใจ แต่เตโก้ที่ได้รับการต่อสัญญาจากผู้บริหารของสโมสรให้ทำทีมต่อไปอีก 1 ปีก็บอกกับเราว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ชอบที่จะทำทีมในช่วงเวลาแบบนั้นเท่าไหร่นัก “สิ่งที่ผมถนัดมากกว่าคือการพาทีมขึ้นไปอยู่ในช่วงบนๆ ผมไม่ชอบนักกับการที่เราต้องหนีตกชั้น มันเป็นอรรถรสการเชียร์ที่ยอดเยี่ยมก็จริง แต่ในแง่ของการทำงาน ผมคิดว่าทีมของผมจะต้องไม่ยอูในอันดับที่สุ่มเสี่ยงแบบนั้น ดังนั้นในปีนี้เราจะไม่หนีตกชั้นอีกครั้งแน่นอน"

"ปีที่แล้วเรายังมีปัญหาในเรื่องสภาพร่างกาย นักเตะไทยหลายๆ คนมักจะมองข้ามความสำคัญของฟิตเนส ซึ่งผมก็พยายามปรับปรุงมันให้ดีที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมที่นี่ จากนักเตะที่วิ่งได้ 70 นาที ตอนนี้ผู้เล่นของราชนาวีทุกคนสามารถวิ่งแบบเต็มแรงได้ตลอดทั้งเกม และนั่นจะทำให้เราได้เปรียบในหลายเรื่อง รวมถึงความยืดหยุ่นของการวางแท็กติกด้วย”

“สำหรับฤดูกาลนี้เราก็ปรับตัวเข้าหากันได้ดีขึ้น ผู้เล่นใหม่ๆ เริ่มจะจูนกับนักเตะเกาได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ทางสโมสรเองก็ได้ทุ่มงบประมาณมากมายเพื่อทำให้เรามีเกมรับที่ดีขึ้นจากปีที่แล้ว ฉะนั้นปีนี้ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะจบในอันดับท็อปทนตามที่ประธานสโมสรต้องการได้”

“สำหรับผมนั้น ผมมั่นใจแน่นอน แต่เราก็ต้องไม่ประมาทและพยายามเล่นให้ดีที่สุด ซึ่งความตั้งใจของผมก็คือออกสตาร์ทให้ดี ถ้าเราทำได้มันก็จะช่วยสรา้งความมั่นใจให้กับนักเตะในทีมได้มากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่าปีนี้หลายๆ คนก็เพิ่งจะเล่นในไทยพรีเมียร์ลีกได้เป็นปีแรกหรือปีที่สองเท่านั้น”

“10 นัดแรกจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าทีมเราดีแค่ไหนสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเอาชนะให้ได้มากที่สุด และจากนั้นก็มองดูตัวเองว่าอยู่อันดับที่สูงพอหรือยังของตารางคะแนน” เตโก้กล่าวทิ้งท้ายกับ FFT TH