The Coach : วัชรกร อันทะคำภู : ความภาคภูมิใจของอาร์มี่ ยูไนเต็ด

“ผมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพบก กองทัพสร้างผมมา ให้ทุกอย่างกับผม เมื่อมีโอกาสได้ตอบแทน ผมก็อยากทำผลงานให้ดีที่สุด” คำยืนยันจาก เสธ.เหนียว - พ.ท.วัชรกร อันทะคำภู กุนซือลูกหม้อของ อาร์มี่ ยูไนเต็ด กับความภาคภูมิใจในบทบาทเฮดโค้ชอย่างเต็มตัวครั้งแรกกับต้นสังกัดที่สร้างชีวิตใหม่ให้กับเขา อาร์มี่ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่และเก่าแก่ของไทย สร้างบุคลากรมากมายหลายคนเข้ามาประดับวงการลูกหนังไทย ตั้งแต่สมัยยุครุ่งเรืองในชื่อทีม “ทหารบก” พ.ท.วัชรกร อันทะคำภู คือหนึ่งในบุคคลที่ได้รับโอกาสจากทีมทัพบกตั้งแต่สมัยเป็นผู้เล่น จนจวบมาถึงปัจจุบันกับตำแหน่ง หัวหน้าผู้ฝึกสอน “ผมเป็นคนจังหวัดมหาสารคาม ช่วงมัธยมเรียนอยู่ที่ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นนักฟุตบอลโรงเรียน และเล่นบอลกึ่งอาชีพในสมัยนั้นกับ ทีมกรุงเทพพาณิชการ รุ่นเดียวกับ ธชตวัน ศรีปาน, อดุลย์ ลือกิจนา จากนั้นผมเข้าสู่กองทัพบกในฐานะพลทหาร และได้รับใช้กองทัพบกในกีฬากองทัพ” จากนั้น โค้ชเหนียว ได้มีโอกาสลงเล่นให้ทีมทหารบก ทั้งในระดับลีกสูงสุดและดิวิชั่น 1 ก่อนจะแขวนสตั๊ดด้วยเพียง 32 ปี เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ แต่ พ.ท.วัชรกร ยังมุ่งมั่นที่เดินต่อไปบนเส้นทางลูกหนัง เขาได้ร่ำเรียนหลังสูตรหลักเพื่อให้จบ เอ ไลเซนส์ (ปัจจุบันเรียนจบหลักสูตร เอ ไลเซนส์แล้ว) ระหว่างนั้นก็รับงานผู้ช่วยโค้ชให้กับทีมทหารบก มาหลายยุคหลายสมัย ทั้งการเป็นมือขวาของ “ผู้พันกระดูกเหล็ก” พลตรี อำนาจ เฉลิมชวลิต อีกหนึ่งตำนานของสโมสร และ กุนซือผู้ล่วงลับอย่าง โค้ชก๊อก – พงษ์พันธ์ วงษ์สุวรรณ จนมาถึง มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือชาวบราซิล โค้ชเหนียวเองยอมรับว่าตนเองได้เรียนรู้จากโค้ชหลายๆคน และสามารถนำเอาแท็คติก, วิธีการเล่นของกุนซือต่างๆที่เขาเคยร่วมงาน นำมาปรับใช้กับ อาร์มี่ ยูไนเต็ด ให้มีสไตล์การเล่นที่หลากหลาย “ผมเน้นความสามัคคี การเล่นด้วยสปิริต ด้วยหัวใจนักสู้ ทีมเราเกือบทั้งหมดเป็นนักเตะของกองทัพ ดังนั้นทุกคนต้องสู้เพื่อกองทัพบก ซึ่งผมมีความเชื่อว่านักเตะเหล่านี้ เขามีความมุ่งมั่นเพื่อสโมสรที่เป็นต้นสังกัดของพวกเขาอยู่แล้ว” ด้วยนโยบายของสโมสรที่เปลี่ยนแปลงไป อาร์มี่ ยูไนเต็ด ในปี 2016 จึงเป็นทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อยและเป็นทั้งข้าราชการ และทหารในกองทัพอยู่แล้ว รวมถึงเลือกใช้กุนซือคนในอย่าง “เสธ.เหนียว” มาเป็นผู้บัญชาการเกมข้างสนาม ด้วยความหวังของผู้บริหารที่จะเห็นกำลังพลให้กองทัพขับเคลื่อนสโมสรลูกหนังระดับตำนานแห่งนี้ บนเวทีไทยลีกได้อย่างสง่างาม สมกับเป็นทีมแห่งกองทัพ “ผู้ใหญ่ในสโมสร ท่านมีนโยบาย ปีนี้ ให้เราเน้นใช้ผู้เล่นที่มาจากกำลังพลของกองทัพบก ทั้งนักเตะเดิม และเรียกนักเตะเก่าๆกลับมา รวมไปถึงการเสริมนักเตะเยาวชนทีมชาติชุดต่างๆ ส่วนตัวหลักเรายังเก็บ มงคล ทศไกร, ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร, ฮัสซัน ซันนี่, ไค ฮิราโนะ, ราฟาเอล บ็อตติ, ดาวุฒิ ดินเขต ไว้ได้ และเรามีดาวรุ่งอย่าง ศรานุกานต์ ถิ่นจอม, วัชรพล โพธิ์ถนอม เป็นอนาคตของทีมเรา ” “ถ้าถามว่าเราจะสู้ทีมอื่นได้ไหม ผมคิดว่าเราสู้ได้นะ เพราะต้องยอมรับว่ามาตรฐานไทยลีกเดี๋ยวนี่แต่ละทีมไม่ห่างชั้นกันมากแล้ว เราสามารถเอาชนะทีมใหญ่ได้ และเราก็อาจจะแพ้ให้กับทีมเล็ก ปีนี้เรากำลังสร้างทีมขึ้นมา ยังไม่อยากให้คาดหวังกันมาก ผมว่าเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ปีหน้าเราได้ลุ้นอันดับสูงๆแน่นอน” จากคนธรรมดา ก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ, กัปตันทีมทหารบก, จนมาถึงผู้ช่วยโค้ช “พ.ท.วัชรกร อันทะคำภู” ผ่านทุกอย่างมากับทีมอาร์มี่ ยูไนเต็ด มาหมดแล้ว เขารู้สึกภูมิใจที่ได้รับเลือกจากสโมสรให้ขึ้นมาเป็นกุนซือใหญ่เต็มตัว และหวังจะได้ตอบแทนสโมสรที่สร้างชีวิตเขาจนถึงวันนี้ “ยอมรับว่ารู้สึกกดดันและก็ท้าทายด้วยครับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกของเราด้วยในฐานะกุนซือเต็มตัวด้วย แต่จากประสบการณ์การคุมทีมเมื่อ 8 นัดสุดท้ายเมื่อฤดูกาล ทำให้ผมได้ประสบการณ์ในการเป็นโค้ชเพิ่มขึ้น” “และในฐานะข้าราชการประจำของกองทัพแล้ว การได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้ขึ้นมาคุมทีมเต็มตัวเป็นครั้งแรก มันคือความภาคภูมิใจที่สุดแล้วของผม” กุนซืออาร์มี่ ยูไนเต็ด กล่าวทิ้งท้ายกับ FFT TH