Analysis

ดาวซัลโวลีก เอิงสู่กองหน้าตัวรับ! ‘ชิรูด์’ กับการเปลี่ยนสไตล์มาเป็น ‘เอมิล เฮสกีย์ แห่งฝรั่งเศส’

​จากดาวซัลโวของลีก เอิง ปัจจุบันโอลิวิเยร์ ชิรูด์ กลายมาเป็นกองหน้าตัวชงได้อย่างไร และทำไมเจ้าตัวถึงเปลี่ยนบทบาทจากจอมถล่มตาข่าย กลายมาเป็นศูนย์หน้าที่คอยค้ำกองหลังและเปิดพื้นที่ให้กับเพื่อนร่วมทีม แบบเดียวกับเอมิล เฮสกีย์ เราจะมาอธิบายให้ฟัง

We are part of The Trust Project What is it?

ในโลกฟุตบอล ทุกอย่างมีการพัฒนาอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งการเล่นของนักฟุตบอล ที่มักจะมีวิวัฒนาการอยู่เรื่อยๆ

ปัจจุบันผู้รักษาประตูหลายๆ คน ต้องใช้เท้าและต้องอ่านเกมได้ดีกว่าเดิม เนื่องจากหลายๆ ทีมนิยมการดันแผงหลังขึ้นสูง ซึ่งมันทำให้นายทวารหลายคนต้องทำหน้าที่เหมือนกองหลังตัวสุดท้ายในบางครั้ง เหมือนที่ มานูเอล นอยเออร์ หรือ เอแดร์สัน ทำกับต้นสังกัด

หรือจะเป็นกองหน้าในแบบฟอลซ์ไนน์ (False-9) ที่มีการยืนตามตำแหน่งเป็นเหมือนกองหน้าตัวเป้า แต่จริงๆ แล้วกองหน้าแบบนี้ต้องสามารถลงต่ำมาเชื่อมเกมหรือทำเกมได้ และยังคอยดึงกองหลังให้ตามประกบสูงขึ้นมา เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเตะแนวรุกคนอื่นเติมเกมเข้าไปได้

และในตอนนี้ก็ยังมีกองหน้าอย่างโอลิวิเยร์ ชิรูด์ อีก จริงอยู่ที่บทบาทของเขาเราอาจจะเคยเห็นมาแล้วในสมัยที่เอมิล เฮสกีย์ ลงเล่นกับลิเวอร์พูล ซึ่งการเล่นเป็นกองหน้าในลักษณะนี้ ไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ คุณจะต้องมีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมในการเล่นเป็นกองหน้าตัวชง หรือ กองหน้าตัวรับ แบบที่เราใช้เรียกเอมิล เฮสกีย์ มาก่อน

กองหน้าตัวรับ

คุณสมบัติแรกเลยที่คุณต้องมี คือสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ในการทนต่อเสียงวิจารณ์ที่มันจะเกิดกับคุณแน่นอน เพราะตำแหน่งการยืนของผู้เล่นประเภทนี้คือกองหน้า แต่พวกเขากลับไม่สามารถทำประตูได้มากมายนัก และทั้งชิรูด์กับเฮสกีย์ก็มีความคล้ายกันมากเหลือเกิน

ชิรูด์เองไม่สามารถทำประตูให้กับเชลซีได้เลย นับตั้งแต่เกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้วกับลิเวอร์พูล ในวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนทำประตูชัยให้สิงห์บลูส์เฉือนชนะ 1-0

และการไปลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดกับทีมชาติฝรั่งเศส หัวหอกหน้าหล่อรายนี้ก็ไม่สามารถทำประตูให้กับทัพตราไก่ได้เลย และชิรูด์ก็ยิงประตูให้ทีมชาติไม่ได้ถึง 10 นัดติดต่อกัน ก่อนจะมาทำได้อีกครั้งในเกมที่ทัพเลส เบลอส์ เฉือนชนะเนเธอร์แลนด์ 2-1 ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก

ส่วนเฮสกีย์ ในฤดูกาล 2002/2003 เจ้าตัวทำประตูไม่ได้ถึง 17 เกมติดต่อกันในช่วงต้นฤดูกาล โดยอดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษไม่สามารถทำประตูได้เลยตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2002 ไปจนถึงสิ้นปี

ทว่าปีดังกล่าวถือเป็นจุดสูงสุดในการเล่นฟุตบอลทีมชาติของเฮสกีย์ เมื่อดาวยิงรายนี้ได้ลงสนามให้ทีมชาติไปถึง 11 นัด ตลอดปี 2002 แต่เจ้าตัวก็ทำประตูได้เพียงลูกเดียว ซึ่งเกิดขึ้นในเกมฟุตบอลโลก 2002 รอบ 16 ทีมสุดท้าย กับเดนมาร์ก โดยเขาเป็นผู้ทำประตูตอกฝาโลงให้ทัพทรีไลออนส์ชนะ 3-0

ยกระดับเพื่อนร่วมทีม

คุณสมบัติข้อต่อมาที่กองหน้าประเภทนี้ต้องมีนั้น ถือเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถนำมาวัดด้วยตัวเลขสถิติหรือข้อเท็จจริงต่างๆ ได้เลย คุณสมบัตินี้ก็คือ การยกระดับผู้เล่นรอบๆ ตัวให้ดีขึ้น ซึ่งดูเหมือนชิรูด์จะทำมันได้ดีทีเดียว และเฮสกีย์เองก็ทำผลงานในเรื่องนี้ได้ดีเช่นกัน

ตัวของชิรูด์นั้นดูจะเล่นได้เข้าขากับเอเดน อาซาร์ เป็นอย่างมาก เห็นได้จากประตูตีเสมอในเกมกับคาร์ดิฟฟ์ ที่อดีตดาวเตะลีลล์ข้ามหลอก ก่อนที่กองหน้าเฟรนซ์แมนจะเข้าไปเอาบอล และทำชิ่งคืนให้ปีกทีมชาติเบลเยี่ยมทำประตูได้สำเร็จ การประสานงานของทั้งคู่เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม และตอนนี้อาซาร์ก็เป็นดาวซัลโวของลีกจากการยิงไปแล้ว 7 ประตู

และกับทีมชาติฝรั่งเศส ดิดิเยร์ เดสชองส์ ก็เคยออกมากล่าวถึงดาวยิงสกอร์ต่ำรายนี้ว่า “เวลาที่เราไม่มีเขาในทีม เราถึงตระหนักได้ว่าเขามีคุณค่ามากขนาดไหน”

จะว่าไปแล้วการประสานงานของชิรูด์กับอาซาร์นั้นมีความคล้ายกับการประสานงานของเฮสกีย์กับไมเคิล โอเว่น ในสมัยที่ทั้งสองคนนี้ลงเล่นร่วมกันให้ลิเวอร์พูล และทีมชาติอังกฤษ

เพราะตลอดการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก เฮสกีย์ทำแอสซิสต์ได้มากถึง 53 ครั้ง น้อยกว่ากองกลางอัจฉริยะอย่างพอล สโคลส์ แค่เพียง 2 ลูก และหากคุณได้พูดคุยกับนักเตะที่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเฮสกีย์ คุณก็จะได้ยินพวกเขาพูดชื่นชมความสามารถของเขาในการข่มขวัญคู่แข่ง รวมไปถึงการสร้างพื้นที่ว่างเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมเล่นได้ง่ายขึ้น

ใครบอกยิงไม่เป็น

แม้ในตอนนี้ หลายๆ คนจะมองว่าชิรูด์ไม่ใช่เพชฌฆาตหน้าปากประตูที่ยอดเยี่ยม แต่เขาก็ทำประตูให้กับทัพเลส เบลอส์ ไปถึง 32 ลูก มากที่สุดเป็นอันดับ 4 เหนือกว่าซีเนอดีน ซีดาน และคาริม เบนเซม่า เสียอีก

นอกจากนี้ กองหน้าของเชลซียังเคยพามงต์เปลลิเยร์ ต้นสังกัด ณ ขณะนั้น คว้าแชมป์ลีก เอิง ได้อย่างพลิกความคาดหมายมาแล้วในปี 2012 และเจ้าตัวก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวของลีกในฤดูกาลดังกล่าวด้วย หลังจากทำประตูให้ทีมได้ถึง 21 ลูก โดยเอาชนะทั้งโลอิก เรมี่, ปิแอร์ เอเมริก-โอบาเมยอง และเพื่อนร่วมทีมในปัจจุบันอย่างเอเดน อาซาร์ มาแล้วด้วย

แต่ในปัจจุบันนี้ ชิรูด์กลับมีสไตล์การเล่นเป็นตัวค้ำกับกองหลังของคู่แข่ง คอยเอาชนะการปะทะทางร่างกาย และเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมเล่นง่ายขึ้น ซึ่งการเล่นแบบนี้ จะทำให้เจ้าตัวดูไม่ใช่นักเตะที่โดดเด่นในทีม โดยเฉพาะในเรื่องการทำประตู ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของผู้เล่นตำแหน่งกองหน้าอย่างเขา

แต่กองหน้าเลือดน้ำหอมรายนี้คงไม่บ่นอะไรหรอก หากการทำหน้าที่ของเจ้าตัวช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ และการเคยคว้าทั้งแชมป์ฟุตบอลโลก และแชมป์พรีเมียร์ลีก คงเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจสำหรับ ‘เอมิล เฮสกีย์ แห่งฝรั่งเศส’ จริงๆ

ติดตามเนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ FOURFOURTWO.COM