Talentspotter

ดาวรุ่ง“แข้งเทพ” สู่แข้งเอฟซี โตเกียว : จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ คนไทยคนที่ 4 ในเจลีก

เขาคือดาวรุ่งชาวไทยรายที่ 4 ที่ได้โอกาสไปค้าแข้งในศึกเจลีก และได้ร่วมทีมสุดยิ่งใหญ่อย่างเอฟซี โตเกียว

We are part of The Trust Project What is it?

จากเด็กต่างจังหวัดที่ฟุตบอลนำพาชีวิตเขาเข้ามาผจญภัยในเมืองกรุง ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในแข้งประวัติศาสตร์อีกรายที่ได้ไปเล่นในลีกอาชีพของญี่ปุ่นตามหลัง อดุล หละโสะ ที่เคยค้าแข้งกับไกนาเร่ ต็อตโตริ เมื่อปี 2008, ชนาธิป สรงกระสินธ์ ของคอนซาโดเล ซัปโปโร ในเจ 1 และ สิทธิโชค ภาโส ของคาโงชิม่า เอฟซี (เจลีก 3) แต่กว่าจะมีวันนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง? ต้องพบกับอุปสรรคแค่ไหนกว่าจะเดินตามความฝันได้สำเร็จ ติดตามเรื่องราวของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

เจ้าหนูจากจังหวัดจันทบุรีหลงใหลในการเล่นกีฬามาตั้งแต่เล็ก แต่กีฬาที่ชื่นชอบมากที่สุดคือการเล่นฟุตบอลที่ทำให้เขาเดินตามฝันที่ยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้

จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เริ่มหัดเล่นฟุตบอลครั้งแรกช่วงเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 ก่อนที่อีก 2 ปีถัดมาจะได้ฝึกซ้อม และลงแข่งขันจริงจังกับทีมเยาวชนรวมมณี ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลแถวบ้านตระเวนเดินสายแข่งในพื้นที่ และนั่นทำให้เขาได้มีเวทีแสดงฝีเท้าของตัวเอง จนกระทั่งอาจารย์สอนฟุตบอลคนหนึ่งของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งเปรียบเสมือนอะคาเดมี่ของแบงค็อก ยูไนเต็ด มาเห็นแววเลยชวนให้ไปคัดตัว และได้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันลูกหนังชื่อดัง ยิ่งกว่านั้นเส้นทางนักฟุตบอลของเขาดูจะสดใสมากขึ้น เมื่อถูก “แข้งเทพ” จับเซ็นสัญญาร่วมทีมในเวลาต่อมา

ผลจากความพยายาม และความมุ่งมั่นทำให้เจ้าตัวถูกเลือกติดทัพช้างศึกU17 ซึ่งนับเป็นการติดทีมชาติครั้งแรกในชีวิต จากจุดนั้นเองทำให้ชื่อของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก่อนจะกลายเป็นกำลังสำคัญของทัพช้างศึกU19 ที่ทำผลงานได้โดดเด่นในเกมรุกด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดาจนเป็นที่ชื่อชอบของแฟนบอลชาวไทยมากยิ่งขึ้น

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

ช่วงเลกสองของฤดูกาล 2016 เขาถูกปล่อยตัวให้ชัยนาท เอฟซี ทีมดังแห่งภาคเหนือยืมตัวไปใช้งานครึ่งซีซั่น และได้ลงเล่นมากขึ้น ก่อนจะกลับสู่ต้นสังกัดเดิมอีกครั้ง และเจ้าตัวได้รับโอกาสสุดยิ่งใหญ่เมื่อ แบงค็อก ยูไนเต็ด เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับบิ๊กทีมเจลีกอย่าง เอฟซี โตเกียว พร้อมดึงเขา และศศลักษณ์ ไหประโคน ดาวรุ่ง “แข้งเทพ” อีกหนึ่งรายไปร่วมฝึกซ้อมที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 10 วัน เพื่อลุ้นเซ็นสัญญาอาชีพกับสโมสรทันที

บางคนมองว่าคงเป็นการตลาดมากกว่า แต่ผมไม่เคยแคร์นะ ผมไปทำหน้าที่ของตัวเอง เงินเขาก็ไม่ได้ให้เยอะหรอก ให้เท่าไหร่ผมไม่สนใจเลย แค่ได้มาอยู่จุดนี้ก็เกินฝันแล้ว

ช่วงเวลาการผจญภัยลูกหนังในแดนซามูไร เขาได้เรียนรู้ทั้งระบบการเล่น และรูปแบบต่างๆของฟุตบอลญี่ปุ่น พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์กลับมาเมืองไทย หลังเสร็จสิ้นการซ้อมกับ เอฟซี โตเกียว ศศลักษณ์ ไหประโคน ถูก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปร่วมทีมช่วงเลกสองของศึกไทยลีก ทว่าดูสวนทางกับ จักรกฤษณ์ ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง และโอกาสของเขากับ “แข้งเทพ” ดูจะยากขึ้นเมื่อทีมซื้อ จักรพันธ์ พรใส ปีกความเร็วสูงเข้ามาทดแทนการหายไปของ กิลแบร์โต้ มาเชน่า ที่เจ็บยาว

ในขณะที่กำลังเจอกับอุปสรรคครั้งใหญ่ที่อาจทำให้เขาไม่ได้ลงสนามเท่าที่ควรก็เป็นเวลาเดียวกันที่เอฟซี โตเกียว ติดต่อกลับมาว่าสนใจในตัวเขาพร้อมกับเซ็นสัญญาไปร่วมทีมทันทีในเลกสอง

“วันเปิดตัวผมก็ยังงงๆนะว่า เฮ้ย...เรามาถึงจุดนี้ได้ไง เรากำลังได้ไปเจลีกแล้วเหรอ คือบางคนมองว่าคงเป็นการตลาดมากกว่า แต่ผมไม่เคยแคร์นะ ผมไปทำหน้าที่ของตัวเอง เงินเขาก็ไม่ได้ให้เยอะหรอก ให้เท่าไหร่ผมไม่สนใจเลย แค่ได้มาอยู่จุดนี้ก็เกินฝันแล้ว ต่อให้เขาส่งไปเล่นเจ3 ผมก็พร้อมเพราะอยากทำความฝันให้สำเร็จ” จักรกฤษณ์ เปิดใจถึงการเซ็นสัญญาครั้งประวัติศาสตร์ และยิ่งใหญ่ที่สุดกับชีวิตนักฟุตบอลของเขาในเวลานี้

การไปโตเกียวครั้งนี้เขาต้องเจอการฝึกซ้อมที่หนักกว่าเดิม พร้อมกับแรงกดดันที่ต้องพาตัวเองไปถึงฝันให้ได้ แต่เขาก็ชื่นชอบวิถีชีวิตในแดนซามูไรอย่างมาก ทุกๆวันเขาจะปั่นจักรยานไปซ้อมที่สนาม แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวไม่ชอบใจนักคือสภาพอากาศที่โตเกียวเวลานี้ไม่ต่างจากไทยมากนัก “ร้อนสุดยอดเลยครับที่นี่ตอนนี้ หนีร้อนมาเจอร้อนก็ว่าได้ แรกๆมาซ้อมผมเกือบเป็นลมเพราะอากาศร้อนมาก ดูขนาดพี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) สิยังหน้าเกรียมเลย (ฮา)”

อย่างไรก็ตามเขายังต้องรอโอกาสพิสูจน์ตัวเองในศึกเจลีก 1 ต่อไป  เพราะสโมสรส่งเขาลงไปปรับตัวในเจลีก 3 เพื่อให้ทำความคุ้นเคยกับฟุตบอลญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่ใช่การเล่นในลีกสูงสุดเหมือนที่หวังไว้ แต่เจ้าตัวก็พร้อมทำหน้าที่ของตัวเองเสมอ โดยหวังว่าวันหนึ่งในไม่ช้าโอกาสของเขากับการสร้างชื่อคนไทยอีกหนึ่งรายที่ค้าแข้งในลีกสูงสุดอันดับหนึ่งของเชียจะมาถึงเขาบ้างอย่างที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะรุ่นพี่เคยทำมาแล้วกับคอนซาโดเล ซัปโปโร

จุดแข็ง

ความเร็วคือจุดที่เขาทำได้อย่างโดดเด่นเสมอยามอยู่ในสนาม แม้จะเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งขนาดไหน เขาก็พร้อมฉีกแนวรับฝ่ายตรงข้ามไปได้เสมอ แถมการพาบอลไปกับตัวก็ทำได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

จุดอ่อน

ด้วยตำแหน่งปีกตัวรุกนอกจากความเร็ว และการเลี้ยงบอลที่จำเป็นอย่างมาก อีกสิ่งหนึ่งที่ควรมีคือความแม่นยำในการเปิดบอลจากริมเส้น ซึ่งเขาอาจทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังขาดๆเกินๆอยู่บ้างที่ต้องปรับกันต่อไป

รู้หรือไม่

คุณพ่อของเขาดีใจมากที่ลูกชายได้โอกาสไปฝึกซ้อมกับเอฟซี โตเกียว เป็นเวลา 10 วัน โดยฝันว่าวันหนึ่งจะได้เห็นเจ้าตัวไปค้าแข้งลีกอาชีพที่ญี่ปุ่นเหมือน ชนาธิป สรงกระสินธ์ และสุดท้ายสิ่งที่เคยฝันไว้ก็กลายเป็นจริง ทว่าก่อนจะได้เซ็นสัญญาไปร่วมทีมเอฟซี โตเกียว คุณพ่อของเขาต้องจากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็ง จนไม่อาจเฝ้ามองความสำเร็จของลูกชายสุดที่รักคนนี้ได้

“ผมไม่รู้นะว่าเขารับรู้ได้หรือเปล่ากับความสำเร็จที่เขาเคยฝันไว้ แต่ผมคิดว่าพ่อจะต้องภูมิใจในตัวผมแน่ๆที่สุดท้ายผมเดินมาถึงจุดนี้ได้” จักรกฤษณ์ กล่าวความรู้สึกที่มีต่อคุณพ่อของเขากับการได้มาค้าแข้งเจลีกในวันนี้

ติดตามตอนต่อไป

เส้นทางแห่งความฝันในแดนซามูไรของเขายังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และโอกาสในเกมระดับเจลีก 1 อาจยังต้องรอคอยต่อไป แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยท้อต่ออุปสรรค ซึ่งตรงกันข้าม เขากลับมองเป็นแรงผลักดันให้พยายามมากขึ้นเพื่อที่โอกาสนั้นจะมาถึงเขาในสักวัน

“ผมมองว่าการมาที่นี่เหมือนมาล่าฝันให้พ่อด้วยนะ เพราะส่วนหนึ่งมันเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยตั้งความหวังไว้  แล้วถ้าโตไปผมมีลูกมีลูก ผมก็จะได้เล่าให้ลูกฟังด้วยว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาเล่นที่เจลีก แต่ถ้าวันนี้ผมมาแล้วไม่ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองมันก็ดูไม่ใช่ตัวเรา ผมก็พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะถ้าไม่ตั้งใจกับมันให้เต็มที่วันหนึ่งพอเราแก่ตัวก็คงมานั่งเสียใจทีหลังแน่ๆ แต่ถ้าวันนี้เราเต็มที่มันก็เป็นประวัติศาสตร์สำหรับตัวผมที่ได้มาอยู่ที่นี่”