ดไวท์ ยอร์ค: 6 เกมเปลี่ยนชีวิต

ดไวท์ ยอร์ค ได้บอกกับ FFT ถึงแมตช์ที่ยังติดตราตรึงใจของเขาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งรวมถึงนัดที่ช่วยให้ชาติของเจ้าตัวผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก และค่ำคืนนั้นที่บาร์เซโลน่าด้วย…

3 ธันวาคม 1987: เดอะ กรีน แมชชีน 1-2 ซิกแนล ฮิลล์ คอมพ์

นัดชิงชนะเลิศซึ่งเป็นทีมจากโรงเรียนของตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ซึ่งเรียกคนดูได้เป็นหลักหมื่น ซึ่งตอนนั้นผมกำลังอยู่ในช่วงสร้างชื่อเสียง ผมติดทีมชาติแล้วตอนนั้นและเราก็คว้าแชมป์ลีก อีกทั้งในนัดชิงบอลถ้วยเราก็เอาชนะกรีน แมชชีน ซึ่งเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของตรินิแดดที่มีประชากร 1.3 ล้านคนได้อีก ขณะที่โตเบโกมีอยู่ 60,000 คน ดังนั้นเราจึงไปเยือนในฐานะทีมรองบ่อน แล้วผมยิงได้หรือเปล่าน่ะหรอ? แน่นอนอยู่แล้ว!

24 มีนาคม 1996: แอสตัน วิลล่า 3-0 ลีดส์

ผมเพิ่งมาอยู่วิลล่าได้ไม่นานตอนที่ ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ พูดเมื่อปี 1991 ว่า ‘ถ้าเจ้านั่นเป็นนักฟุตบอลดิวิชั่น 1 ได้ ผมก็คงเป็น เหมา เจ๋อ ตุง’ โดยในปี 1996 ผมเป็นกองหน้าตัวหลักของพวกเขาซึ่งค่อนข้างกดดันเหมือนกัน เพราะผมถูกคาดหวังว่าจะต้องเล่นให้ดีในเกมลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศกับลีดส์ที่เต็มไปด้วยตัวทีมชาติคับคั่ง

โชคดีที่ผมยิงได้ในนัดที่ชนะ 3-0 ที่จริงเราก็เกือบจะได้แชมป์ลีกอยู่ 2-3 ครั้งนะ แต่สุดท้ายแล้วผมก็ได้แค่แชมป์ลีก คัพ 2 สมัยที่นั่น

25 พฤศจิกายน 1998: บาร์เซโลน่า 3-3 แมนฯยูไนเต็ด

นี่คือนัดแรกของผมที่คัมป์ นู ซึ่งเป็นสนามที่น่าจะจุคนจากโตเบโกได้สบายๆเลยทีเดียว! พวกเขามี หลุยส์ ฟิโก้, ริวัลโด้  และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล แต่เราก็เล่นได้เยี่ยมเลยทีเดียว

เซอร์ อเล็กซ์​ บอกให้เราบุกแล้วเราก็ทำได้ แอนดี้ โคล กับผมเล่นได้เข้าขากันสุดๆ และผมก็ยิงได้ 2 ลูกด้วย เรารู้ว่าเราเล่นกันได้ดีทุกคน

ยอร์คทำประตูได้ในเกมที่คัมป์ นู

ยอร์คทำประตูได้ในเกมที่คัมป์ นู

26 มีนาคม 1999: แมนฯยูไนเต็ด 2-1 บาเยิร์น มิวนิค

ถือเป็นไฮไลท์ในอาชีพการค้าแข้งของผมเลยก็ว่าได้ ถึงมันจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่ากับเกมรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 กับยูเวนตุสเลยก็ตาม เราไม่มีจังหวะจะแจ้งจนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมื่อ เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม กับ โอเล่ กุนนาร์​ โซลชา สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมา เราฉลองกันนานมากในคืนนั้น ผมนอนไม่หลับไป 2 คืนเลยทีเดียว  

ยอร์ควิ่งไปแสดงความยินดีกับโซลชาผู้ทำประตูชัย

16 พฤศจิกายน 2005: บาห์เรน 0-1 ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก

คนในบ้านเกิดของผมคิดว่าผมทุ่มเทให้กับสโมสรมากกว่าทีมชาติ ผมเลยมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาคิดผิด และพาทีมชาติตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

ผมมีส่วนร่วมกับประตูนั้นด้วย คนในแคริบเบียนไม่คิดว่าผมจะสามารถเป็นกัปตันทีมได้ แต่ผมก็แสดงให้เขาเห็นแล้วว่าผมทำได้ นัดประเดิมสนามของเรากับสวีเดนที่ดอร์ทมุนด์ เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ยินเพลงชาติและเห็นธงชาติของเราอยู่ที่นั่น เราเสมอ 0-0 และผมก็เป็นแมนออฟเดอะแมตช์ด้วย

20 มกราคม 2007: เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 2-4 ซันเดอร์แลนด์

ตอนที่ รอย คีน มาขอให้ผมไปเล่นให้กับเขา ผมอยู่ที่ซิดนีย์และสนุกกับชีวิตในวัย 35 แต่จากนั้นผมก็มาเล่นในเดอะแชมเปี้ยนชิพพลางคิดว่า “นี่เรากำลังทำอะไรเนี่ย?!”

ยอร์คพาซันเดอร์แลนด์เลื่อนชั้นและลงเล่นไป 59 นัดตลอด 3 ปี

เราอยู่ท้ายตารางตอนที่ผมมาใหม่ๆ แต่กลับคว้าแชมป์ได้อย่างสบายๆ และพาแฟนบอล 6,000 คนไปยังสถานที่อย่างบาร์นสลี่ย์ ส่วนเกมที่ฮิลล์สโบโร่ผมชิพผ่านมือนายทวารในนัดที่เราชนะ 4-2 ถึงผมจะไม่ชอบเดอะแชมเปี้ยนชิพ แต่ผมก็ชอบเล่นให้กับซันเดอร์แลนด์นะ