อดเปรี้ยวกินหวาน : การถูกแบนของมาดริด นับเป็นเรื่องดี

คิยาน โซบานี คอมลัมนิสต์ของเราได้ให้เหตุผลไว้ว่าทำไมการที่เรอัล มาดริดโดนแบนห้ามซื้อขายนักเตะอาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป

ครั้งหนึ่ง ซิเนอดีน ซีดานเคยกล่าวยกย่อง โคล้ด มาเกเลเล่ อดีตกองกลางตัวเก่งของเรอัล มาดริดว่าเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ของรถเบนท์ลีย์สุดหรู ซีดานรู้ดีว่าท่ามกลางยุคที่แต่ละสโมสรต่างยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อไล่ล่าซูเปอร์สตาร์ของโลกมาร่วมทีมให้ได้มากที่สุดนั้น มันคงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าหากทีมเหล่านั้นขาดคนที่จะคอยตั้งเกมให้จากแนวหลัง เฉกเช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่ง มาเกเลเล่ถูกขายทิ้งเพื่อหลีกทางให้เดวิด เบ็คแฮม กองกลางหน้าหล่อจากอังกฤษ  ซีดานเปรียบกรณีนั้นเป็นเหมือนรถเบนท์ลีย์คันเดิมที่ถูกนำมาชุบทองทั้งคัน แต่ขณะเดียวกันก็ถอดเครื่องยนต์ทิ้งด้วย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ฟลอเรนติโน เปเรซ บิ๊กบอสของเรอัล มาดริด กำลังสร้างสระว่ายน้ำในพื้นที่ของตัวเอง แต่หารู้ไม่ว่าบ้านของเขานั้นหลังคาได้ปลิวหายไปแล้ว

ซีดานคือนักเตะที่อยู่ในช่วงเวลานั้นของเปเรซ ช่วงเวลาที่เปเรซเหมือนจะทำลายทีมที่แข็งแกร่งของตัวเองทางอ้อม ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าในวันที่จอมทัพทีมชาติฝรั่งเศสรายนี้ลงสนามเป็นนัดสุดท้ายในสีเสื้อราชันชุดขาว พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมถึง 5 คน ซื้อผู้เล่นกองกลางเข้ามาจำนวนมาก แต่ไม่มีใครที่สามารถทดแทนการหายไปของมาเกเลเล่ได้เลย

ในวันนั้น คู่กลางของมาดริดคือ ปาโบล การ์เซีย และ โธมัส กราเวอเซ่น และเมื่อหันกลับมาดูปัจจุบัน ที่คู่มิดฟิลด์ปัจจุบันของทัพโลส บลังโกส โทนี โครส และ ลูก้า โมดริช 2 ห้องเครื่องของเยอรมันและโครเอเชีย ซึ่งมันแสดงออกได้เป็นอย่างดีว่ายอดทีมแห่งสเปนนี้มาไกลแค่ไหน

หาจุดสมดุล

ซีดานในฐานะกุนซือคนปัจจุบันของเรอัล มาดริด เขาคงรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรไม่ให้ทีมกลับเข้าสู่ยุคที่ผ่านมา จริงอยู่ที่นักเตะบิ๊กเนมสามารถสร้างความแตกต่างที่เห็นได้ชัด แต่ความแตกต่างเหล่านั้นก็ต้องมาพร้อมกับความสมดุลของทีมด้วย ซึ่งกองกลางชุดแชมป์โลกรายนี้เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี  แม้ว่าเขาอาจจะยังอ่อนด้านประสบกาณณ์เชิงแทคติก แต่ในแง่จิตวิทยา ต้องบอกเลยว่าเขาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของทีมราชันชุดขาวที่สามารถปลุกบรรดาผู้เล่นในทีมให้มีไฟในการแข่งขันได้อย่างไม่ต้องสงสัย

อดีตเพลย์เมคเกอร์รายนี้คือคนที่สามารถปลุกใจและกระตุ้นแข้งในทีมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับเหล่าเยาวชนที่เติบโตขึ้นมาในระบบอะคาเดมีของสโมสร และสำหรับโทษแบนนั้น แม้ว่าภายนอกเจ้าตัวอาจจะแสดงอาการผิดหวังออกมา ทว่าลึกๆ แล้ว เขาก็คงจะพอเห็นข้อดีของมันอยู่บ้าง เพราะโทษครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้เขาเฟ้นหาดาวรุ่งชั้นดีเพื่อดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ และปลุกปั้นพวกเขาเหล่านั้นให้เป็นกำลังหลักกับทีมได้ในอนาคต

ก่อนหน้านี้ มันเหมือนกับว่าทัพโลส บลังโกสได้เข้าสู่ยุคมืดเต็มตัวหลังจากที่ คาร์โล อันเชล็อตติ นายใหญ่ชาวอิตาเลียน ถูกปลดแบบไม่มีใครคาดคิด และเป็น ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนที่เข้ามาแทนที่ ทว่าผลงานในยุคของเอล ราฟานั้นกลับไม่สวยงามเท่าไหร่นัก และในที่สุดเขาก็ถูกปลดและแทนที่ด้วย ซีดาน ซึ่งกุนซือป้ายแดงรายนี้คือผู้ที่กลับมากู้ชื่อเสียงของทีมราชันชุดขาวให้กับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการพาทีมเถลิงบัลลังก์แชมป์จ้าวยุโรปได้ทันที

เพื่ออนาคต

ในตลาดซื้อขายรอบที่ผ่านมา เรอัล มาดริด จัดการดึงตัวผู้เล่นเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ทั้งสิ้น 3 ราย ซึ่งทุกคนที่ตบเท้าเข้าร่วมทีมนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาผ่านการค้าแข้งมากับทีมเยาวชนของมาดริดทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ มาร์โก อเซนซิโอ ที่ถูกดึงตัวกลับมาจากเอสปันญอล, มาเรียโนที่ถูกดันขึ้นมาจากทีมสำรองโดยตรง และ อัลบาโร โมราต้า กองหน้าที่มาดริดใช้เงื่อนไขซื้อกลับมาจากยูเวนตุสในอิตาลี ดังนั้นทั้ง 3 คนนี้ล้วนแต่มีเลือดราชันชุดขาวไหลเวียนอยู่ในตัว

แน่นอนว่าทั้ง 3 คนต่างกระหายและเฝ้ารอโอกาสที่จะได้ลงไปวาดลวดลายในสนาม ซึ่งในรายของอเซนซิโอและโมราต้านั้นได้โอกาสและเบิกสกอร์แรกไปให้ทีมเรียบร้อยแล้ว การกลับมาร่วมทีมอีกครั้งแสดงให้เห็นทัศนคติและความคิดที่เปลี่ยงแปลงไปของพวกเขา ซึ่งดูแล้ว มาดริดเองก็น่าจะต้องแฮปปี้กับการตัดสินใจเลือกซื้อนักเตะที่คุ้นเคยมากว่าทุ่มเงินซื้อบิ๊กเนมมาใหม่อย่างแน่นอน

ซีดานจะต้องพยายามปลูกฝังแนวทางการทำทีมแบบนี้ให้กับมาดริดอย่างแน่นอน

นักเตะเยาวชนของเรอัล มาดริดส่วนใหญ่มักจะถูกปล่อยให้ทีมต่างๆ ในสเปนและเยอรมันใช้งานเพื่อพัฒนาการที่ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีอีกหลายๆ คนที่ค้าแข้งอยู่ในประเทศเหล่านั้น ทั้ง มาร์กอส และ ดิเอโก ญอเรนเต้, บอร์ฆา มาโยรัล, เฆซุต บัลเลโฆ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะต้องกลับมาถิ่นซานติเอโก เบอร์นาเบวอีกครั้งพร้อมกับความแข็งแกร่งที่มากขึ้นอย่างแน่นอน แถมจริงๆ แล้ว แข้งทั้ง 4 คนนี้ รวมถึง มาเรียโน ที่ถูกดันขึ้นชุดใหญ่ไปแล้ว ล้วนแต่เพิ่งจบหลักสูตรจากทีมเยาวชนของพวกเขา ซึ่งในอนาคตเราคงจะได้เห็นเยาวชนรุ่นต่อๆ ไปอีกมากแน่นอน เพราะในซัมเมอร์ที่ผ่านมา มาดริดเพิ่งจะทุ่มงบประมาณจำนวนหนึ่งในการยกระดับอะคาเดมี่ของพวกเขาขึ้นไปอีกขั้น

เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี

ด้วยเหตุนี้ โทษแบนของฟีฟ่าเลยดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่นักในสายตาของซีดาน แถมมันยังจะส่งผลดีต่อแนวทางของเขาด้วย เพราะมันจะบังคับให้มาดริดต้องใช้นโยบายเดิมที่ใช้มาในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้า มาดริดเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ทำผิดอะไร ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ กับโทษแบนครั้งนี้ ดังนั้นนี่น่าจะเป็นทางที่พวกเขาต้องการให้ทีมมุ่งหน้าต่อไปอย่างแน่นอน

ต้องยอมรับว่าทัพราชันชุดขาวค่อนข้างโชคดีที่ได้ซีดานมานั่งเก้าอี้กุนซือในช่วงเวลาแบบนี้เพราะคงไม่มีใครรู้จักทีมเยาวชนของตัวเองดีไปกว่าอดีตกุนซือชุดเยาวชนของตัวเองอย่างแน่นอน แถมกุนซือคนอื่นๆ ที่เข้ามาทำทีมมาดริดในช่วงหลายๆ ปีหลังยังแทบไม่ค่อยให้ความสนใจกับบรรดาดาวรุ่งเท่าที่ควรอีกด้วย ดังนั้นซีดานจึงเป็นกุนซือที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นี้ที่เขาทั้งเคยคุมทีมเยาวชนมาแล้วแถมยังผ่านช่วงเวลาที่ทีมขาดสมดุลอย่างยุคกาลาคติกอสมาด้วยเช่นกัน