Analysis

ดีหรือไม่...ใช่หรือมั่ว? : VAR สอบผ่านแค่ไหนกับการประเดิมใช้ในคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ

“ตอนนี้เราเหลือแค่เพิ่มการแข่งขันไปอีก 2 ควอเตอร์ เราก็จะได้เล่นอเมริกันฟุตบอลกันแล้ว” ฌอง โบเซชูร์ ดาวเตะของ ทีมชาติชิลี ได้พูดถึง เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลกลูกหนัง และประจักษ์แก่สายตาคนทั่วโลกในศึก ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ที่เรียกว่า ... VAR

We are part of The Trust Project What is it?

ศึก ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ที่ประเทศรัสเซีย ที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากไป ด้วยความสำเร็จของทีมชาติเยอรมัน ชุดบี ที่เหมือนเป็นการลองทีมของ โยอัคคิม เลิฟ เทรนเนอร์เจ้าเสน่ห์ ของทีมที่ยังคงเดินหน้าเก็บความสำเร็จอย่างต่อเนื่องหลังจากที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014

แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงไม่แพ้ความสำเร็จของวงการฟุตบอลเยอรมัน สิ่งใหม่ ๆ ที่ถูกนำเข้ามาสู่วงการฟุตบอลนั้นคือ เทคโนโลยี Video Assistant Referee หรือที่เรียกกันว่า VAR ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นแบบเต็ม ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อย่างก่อนหน้านี้ โลกลูกหนังได้เปิดรับการนำเอา เทคโนโลยี โกลไลน์ เพื่อตัดสินว่าบอลมันข้ามเส้นประตูไปแล้วหรือยัง ซึ่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี , ใช้เวลาไม่นาน ทำให้เกมไม่เสียอรรถรส และได้รับคำชื่นชมกับสิ่งที่เรียกว่า ความถูกต้อง

แต่สำหรับ VAR มันมีประเด็นมากมายตามมาถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องความเหมาะสม และความไหลลื่นของเกม จนถูกวิจารณ์กันอย่างหนัก เพราะมันมากกว่าแค่การตัดสินว่าได้ประตูหรือไม่

VAR ทำงานอย่างไร

อันที่จริง VAR นั้นได้นำมาใช้ในวงการฟุตบอลมาพักใหญ่แล้วกับลีกสำรองบางประเทศ รวมถึงเกมอย่างไม่เป็นทางการ

“เอาตรง ๆ ผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ VAR แต่ในบางจังหวะผมก็รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องดูภาพก็ได้” ฆวน ปิซซี่ เฮดโค้ชทีมชาติชิลี

โลกลูกหนังเพิ่งรับรู้การมีตัวตนของ  VAR เมื่อไม่กี่เดือนก่อนในเกมอุ่นเครื่องระหว่างฝรั่งเศส กับ ทีมชาติสเปน เมื่อลูกโหม่งของ อองตวน กรีซมันน์ โดนจับว่าเป็นลูกล้ำหน้า ทั้ง ๆ ที่ผู้ตัดสินให้ประตูไปแล้วในตอนแรก รวมถึง ลูกยิงของ เคราร์ด เดโลเฟว ในเกมเดียวกันที่มีการกลับคำตัดสินว่าเป็นประตู จากหลักฐานทางวีดีโอ

ผู้ออกกฎนั้นพยายามที่จะทำให้การดูวีดีโอ นั้นมีผลต่อการแข่งขันน้อยที่สุด เพื่อความลื่นไหลของเกม โดยกรณีที่จะสามารถดู วีดีโอ ได้ก็จะเป็นเรื่องของจังหวะการทำประตู, ลูกจุดโทษ การแจกใบเหลืองใบแดง

โดยผู้เจ้าหน้าที่ VAR นั้นจะคอยส่งสัญญาณให้กับผู้ตัดสินเพื่อมาดูจังหวะปัญหา ซึ่งการวางรูปแบบนั้อาจจะดูว่าสวยหรู แต่ว่าพอถึงเวลาจริง ๆ ก็มาเจอกับปัญหาใหญ่ เพราะว่า เรื่องเกมที่ต้องหยุดกันบ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งบางทีมันก็มากเกินไป

อย่างเช่นในเกมระหว่างทีมชาติ ชิลี กับ ทีมชาติ แคเมอรูน มีการใช้ VAR ถึงสองครั้ง จังหวะแรกเป็นก้ำกึ่งว่าจะล้ำหน้าของ เอดูอาร์โด้ วาร์กัส ที่หลุดเข้าไปทำประตูได้ ซึ่งในตอนแรกผู้ต้ดสินนั้นให้ประตูไป แต่ว่าก็มากลับคำตัดสินหลังจากที่ได้ดูภาพช้า

แต่ประเด็นก็คือขนาดว่าได้ดูภาพช้า มันก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า วาร์กัส ล้ำหน้าหรือไม่ มันทำให้โดนวิจารณ์อย่างหนักจากหลาย ๆ ฝ่าย เพราะว่ามันทำให้เกมเสียอรรถรส เช่นเดียวกับอีกจังหวะที่ต้องมาหยุดดูภาพช้าจากจังหวะของ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ต้องหยุดมาดูเกมและลุ้นอีกครั้ง มันจึงเป็นที่มาของการเหน็บของ โบเซชูร์ ว่าขาดอีกแค่ สองควอเตอร์มันก็จะเป็นการเล่นอเมริกันฟุตบอลไปแล้ว

ส่วนตัวของ ฆวน ปิซซี่ โค้ชของทีมชาติ ชิลี ก็ให้ความเห็นว่า “เอาตรง ๆ ผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ VAR แต่ในบางจังหวะผมก็รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องดูภาพก็ได้”

ความน่ากังขาที่เกิดขึ้น

แม้ว่าการนำ VAR เข้ามาใช้ แต่มันก็ยังมีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้น และบางครั้ง ผู้ตัดสินก็ดันทำพลาดเองแบบไม่น่าให้อภัย อย่างเช่นในเกมระหว่าง เยอรมัน กับ แคเมอรูน ที่ต้องมีการดู วีดีโอกันครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังมีการไล่นักเตะออกผิดคนอีกต่างหาก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งดูวีดีโอกันมาหยก ๆ

“ผมไม่ใช่แฟนของ เทคโนโลยี ชนิดนี้ แต่ว่าผมเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ดี สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องปรับตัวเข้ากับมัน” - วิดัล

วิลมาร์ โรลดาน ผู้ตัดสินในเกมนัดนั้นไปดูภาพช้าหลังจากที่ได้รับสัญญาณว่า จังหวะที่ เออร์เนสต์ มาบูก้า ที่ไปทำฟาวล์ใส่ เอ็มเร ชาน นั้นสมควรเป็นใบแดงหรือไม่ แต่หลังจากดูวีดีโอเสร็จ เขากลับมาชูใบแดงไล่ เซบาสเตียน ซิอานี่ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรออกจากสนาม

แต่ยังดีที่สุดท้ายการก็เจ้าหน้าที่ก็แจ้งกับ ผู้ตัดสินถึงความผิดพลาดและก็ยังสามารถแก้ไขได้ทัน ซึ่งถ้าหากว่าไม่มีการแก้ไขในคราวนี้ มันคงได้เป็นเรื่องใหญ่สุดงามหน้าของระบบนี้อย่างแน่นอน

“เอาตรง ๆ ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำตัวยังไง ต้องปรับอารมณ์แบบไหน เดี๋ยวมันก็มีการดูภาพช้า เดี๋ยวเล่นไปไม่นานเกมก็หยุด แล้วนี่มันยังมีการแจกใบแดงผิดคนอีก ผมเชื่อว่าทุกคนสับสนเหมือนกับผม ผมไม่อยากจะโทษระบบ แต่เอาเป็นว่าผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ถ้ามันยังวุ่นวายแบบนี้ อย่างน้อย เราก็ไม่ควรต้องหยุดเกมบ่อยกันขนาดนี้” ฮูโก้ บรอส เทรนเนอร์ของ ทีมชาติ แคเมอรูน กล่าว หลังจากที่ทีมของเขาต้องเจอกับการหยุดเกมเพราะวีดีโอนี้แทบทุกเกม

ในขณะที่ เดวิด เอลเลอเรย์ อดีตผู้ตัดสินคนดังของศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เคยให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ถ้าเรากองหน้ากระดาษแล้วเขียนข้อดีของ VAR ลงไป มันเหมือนเราอยู่ในโลกแห่งอุดมคติ ที่ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง”

“แต่ผมบอกเลยว่าหากว่ามีการนำมาปฏิบัติจริง มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น พอเวลาผ่านไปสักพัก ระดับมาตรฐานการตัดสินอาจจะลดลง เพราะว่ากรรมการ จะคอยหวังพึ่ง VAR อย่างเดียว ซึ่งถ้าหากว่าจะให้ระบบนี้เห็นผล ผู้ตัดสินต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาด้วย เพราะถ้าหากว่าเขาทำได้ดี เราก็ไม่ต้องหยุดเกมบ่อย และจะได้ไม่ต้องมีการดู วีดีโอ กันให้เสียเวลา”

แม้ว่าจะมีปัญหากันหลาย ๆ ฝ่าย แต่ว่า ก็มีนักฟุตบอลบางส่วนที่ค่อนข้างรับได้กับ เทคโนโลยี ชนิดนี้เช่นเดียวกัน นั่นก็คือ อาร์ตูโร่ วิดัล ดาวเตะของทีมชาติชิลี ที่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ VAR แทบทุกเกม ยันนัดชิงชนะเลิศ ที่ กอนซาโล่ ฮาร่า นั้นเกือบโดนใบแดงจากการเล่นหนักใส่ทีมชาติเยอรมัน  แต่ว่าก็รอดตัวไปหลังจากที่ผู้ตัดสินได้ดูภาพช้า

“ผมไม่ใช่แฟนของ เทคโนโลยี ชนิดนี้ แต่ว่าผมเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ดี สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องปรับตัวเข้ากับมัน” วิดัล กล่าวในความเห็นที่ว่า ถ้าเกิดว่าต่อต้านไม่ได้ ก็ควรที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันนั่นเอง

ฟุตบอลสมควรมี VAR ?

ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ฝั่งที่เห็นด้วยต่างก็ยกข้อดีออกมา ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็จะยกข้อเสียมาโจมตีฝั่งที่เห็นต่าง

แต่ถ้ามองกันในเรื่องของความเป็นจริง ในเมื่อกีฬาอื่นอย่าง อเมริกันฟุตบอล , บาสเก็ตบอล หรือ เทนนิส ก็ได้ใช้เทคโนโลยี เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องของผลการแข่งขันแล้ว มันก็ถึงเวลาที่ฟุตบอลจะก้าวตามโลกเสียที ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก

ตอนนี้ องค์กรใหญ่ของวงการลูกหนังโลกอย่าง ฟีฟ่า นำโดย จานนี่ อินฟันติโน่ ประธานคนใหม่ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีทุก ๆ อย่าง เพื่อที่จะทำให้ ฟุตบอลก้าวทันโลก ไม่ว่าจะเป็นโกลไลน์ หรือว่า VAR ซึ่ง ตัวของ อดีตเลขาธิการของ ยูฟ่า ที่ผันตัวเองมาเป็นประมุขลูกหนัง ก็ยืนยันว่าเราจะได้เห็น VAR ในการแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดอย่าง ฟุตบอลโลกในปี 2018 นี้

“ผมพอใจมากกับการทำงานของ VAR เราได้เห็นกันแล้วว่ามันมีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินมากขนาดไหน จริงอยู่ที่หลายสิ่งหลายอย่างมันยังไม่เข้าที่เข้าทางในรายการ คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ครั้งนี้ แต่อย่าลืมว่านี่เป็นเหมือนการทดลองระบบต่าง ๆ เพื่อแนวทางที่จะพัฒนามันขึ้นมาในอนาคต แรก ๆ ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่คุ้น แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง และทุกคนเปิดใจ  VAR จะกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่าของวงการลูกหนังอย่างแน่นอน” อินฟานติโน่ กล่าว

เสน่ห์ที่หายไป ถูกแทนที่ด้วยความถูกต้อง

“ความผิดพลาดของผู้ตัดสินคือเสน่ห์ของเกมลูกหนัง” มันคือประโยคคลาสสิกของเหล่าบรรดาพวกบุคลากรอาวุโสของวงการฟุตบอล และส่วนใหญ่ มักจะต่อต้านกับการนำเทคโนโลยี เข้ามา ด้วยเหตุผลสุดคลาสสิกที่ว่า “เสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้มันจะหายไป”

“สำหรับผม VAR คือสิ่งที่ควรนำเข้ามาในวงการฟุตบอลนานแล้ว เกมฟุตบอลในตอนนี้มันมีมูลค่ามากเกินกว่าที่จะให้เกินความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดในเรื่องของการตัดสินได้”​ คาร์โล อันเชล็อตติ

ความผิดพลาดของผู้ตัดสินทำให้เกิดเหตุการณ์ระดับตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ประตูปริศนาของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ในรอบชางชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1966 ระหว่างอังกฤษกับ เยอรมันตะวันตก ที่ถึงตอนนี้ก็ยังหาบทสรุปไม่ได้ว่า ลุกมันเข้าประตูไปแล้วหรือไม่ , จังหวะหัตถ์พระเจ้าของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ใส่ทีมชาติอังกฤษ ในฟุตบอลโลกปี 1986 , 2 ประตูที่ สเปน ยิงเกาหลีใต้อย่างขาวสะอาดในศึกฟุตบอลโลก 2002 แต่ว่าก็โดนปฏิเสธไปทั้งหมด รวมไปถึงที่ชัดเจนอย่าง เหตุการณ์ประตูผีของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ใส่เยอรมัน ในฟุตบอลโลก 2010 เหตุการณ์เหล่านี้ถูกเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ระดับตำนาน แต่ว่า เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเสน่ห์จริงหรือ?

อย่างน้อยฝั่งที่เสียผลประโยชน์ก็คงไม่คิดแบบนั้น เพราะพวกเขามองว่าเป็นความผิดพลาด และมีความรู้สึกว่าเหมือนโดนปล้นชัยชนะ ซึ่งมันก็น่าจะดีกว่าที่จะทำให้ทุกอย่างชัดเจนจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันทีหลัง

“สำหรับผม VAR คือสิ่งที่ควรนำเข้ามาในวงการฟุตบอลนานแล้ว เกมฟุตบอลในตอนนี้มันมีมูลค่ามากเกินกว่าที่จะให้เกินความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดในเรื่องของการตัดสินได้”​ คาร์โล อันเชล็อตติ เทรนเนอร์ชาวอิตาเลียน ของ บาเยิร์น มิวนิค ได้กล่าวเอาไว้ หลังจากที่ทีมของเขาต้องตกรอบก่อนรองชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการพ่ายให้กับ เรอัล มาดริด ซึ่งหนึ่งในประตูที่ทำให้ทีมตกรอบนั้นมาจากการล้ำหน้าของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะจอมถล่มประตูของทีม “ราชันชุดขาว”

ความผิดพลาดเหล่านั้นจากผู้ตัดสินนั้นส่งผลมหาศาล เพราะว่าคนที่โดนด่าเป็นหลักไม่ใช่เขา แต่เป็นทีมที่ได้ผลประโยชน์ รวมถึงองค์กรของพวกเขาอย่าง ยูฟ่า ที่โดนคำครหาว่า มีใบสั่งในการช่วยเหลือพวกทีมใหญ่ ซึ่งทางเดียวที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คือต้องทำมันให้ชัดเจน

แม้ว่า VAR นั้นจะโดนวิจารณ์ในแง่ลบพอสมควร เมื่อได้ออกสู่การถ่ายทอดสอดทั่วโลกในรายการใหญ่อย่าง ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ แต่ว่าความเป็นจริงที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ การใช้แต่ละครั้งมันช่วยให้ได้ผลการตัดสินที่ถูกต้อง และไร้ข้อกังขา อย่างกรณีที่ไล่นักเตะออกผิดคน เราก็ต้องไม่ลืมว่าสุดท้ายก็มีการแก้คำตัดสินทีหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ มัสซิโม่ บูซัคก้า หัวหน้าคณะกรรมการผู้ตัดสินของฟีฟ่า พยายามย้ำมาตลอดว่า สิ่งที่คนมองข้ามก็คือ ความเที่ยงตรงของ VAR

“สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือเราสามารถลดการตัดสินที่ผิดพลาดได้อย่างชัดเจน เราอาจจะยังไม่สามารถขจัดข้อผิดพลาดได้หมด แต่ว่าเราก็ลดมันลงไปได้เยอะ”

“หลายคนคาดหวังว่าทุกอย่างจะต้อง 100% แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งแบบนั้น แต่ว่าเราสามารถลดมันได้ และผมคิดว่าเราทำได้ดีเลยทีเดียวกับ VAR”

เทคโนโลยี VAR นั้นเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า กีฬาฟุตบอลได้สลัดสิ่งเก่า ๆ เข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่แฟนบอลอาจจะยังไม่คุ้นเคย แต่สุดท้ายทุกคนจะยอมรับและอยู่กับมันได้

โดยที่ไม่ต้องเพิ่มการแข่งมาอีก 2 ควอเตอร์ เพื่อให้เหมือนกับ กีฬาอเมริกันฟุตบอล แต่อย่างใด