อดีตกองหน้า / ยักษ์ขี้แย / ไม่ลงรอยเอ็นริเก้ : อันเดรส ตูเญซ ภูผาหินแห่งปราสาทสายฟ้า

“(หลุยส์) เอ็นริเก้ เดินเข้ามาหาผม มาบอกว่าเขาไม่ต้องการให้ผมอยู่กับทีม เขาบอกให้ผมย้ายออกไปได้”

นี่ คือ จุดเปลี่ยนที่ทำให้อันเดรส ตูเญซ ปราการหลังยักษ์ใหญ่ชาวเวเนซูเอล่า ได้ย้ายมาไทย เมื่อกลางปี 2014 ความแข็งแกร่ง, ดุดัน, สูงใหญ่, รวดเร็ว จนกองหน้าต้องหวาดผวา ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก…ความจริงชีวิตลูกของเขาเริ่มต้นที่ดินแดนอันไกลโพ้นห่างจากไทยแลนด์กว่าครึ่งรอบโลก แต่วันนี้เขา คือ ขวัญใจแฟนบอลที่นี่แบบไม่มีข้อกังขา เพราะผลงานตลอด 3 ปีครึ่งได้ตอบโจทย์ทุกอย่าง… เรื่องราวลูกหนังของเขาเป็นอย่างไร? FourFourTwo Thailand พาไปเจาะลึก

ลาจากบ้านป่าเมืองเถื่อน (ที่รัก)

การากัส เมืองหลวงของประเทศเวเนซูเอล่า หนึ่งในชาติทวีปอเมริกาใต้...ดินแดนที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ไออุ่นจากแสงแดด และรอยยิ้มจากผู้คน ทว่าพิษเศรษฐกิจ, ปัญหาคอร์รัปชั่น, และอาชญกรรม ก็ทำให้ที่นั่น ไม่ได้เป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยสักเท่าไหร่นัก

“ผมเกิด และเติบโตที่ การากัส นั่นแหละ...ใช่ ใช่” อันเดรส ตูเญซ เริ่มกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู ที่ร้านกาแฟใจกลางเมืองแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เขาไม่แสดงท่าทีที่เย่อหยิ่ง และดุดัน เหมือนในสนามสักเท่าไหร่ แต่กลับดูอบอุ่นแบบแฟมิลี่แมนด้วยซ้ำ

พ่อ-แม่ของ ซินญอร์ ตูเญซ เป็นชาวสแปนิช จากแคว้นกาลิเซีย ย้ายไปทำงานที่เวเนซูเอล่า และลงหลักปักฐานที่กรุงการากัส “เอาจริงๆ ตอนเด็กๆ ผมเริ่มเล่นกีฬาชนิดแรก คือ เบสบอล นะ เล่นตั้งแต่ 3 ขวบด้วยซ้ำ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีถ้าเล่นต่อผมอาจเป็นนักเบสบอลอาชีพผู้โด่งดังในสหรัฐอเมริกาก็ได้ เพราะจริงๆ แล้วที่เวเนซูเอล่ากีฬาเบสบอล คือ กีฬาอันดับ 1 ของประเทศ” ตูเญซ เล่าเรื่องราวในวัยเด็ก

“แต่พอ 5 ขวบ พ่อของผมก็จับมาเล่นฟุตบอล คือ ต้องเข้าใจว่าพวกคนที่มีเชื้อสายสแปนิชนั้นเล่นฟุตบอลกันมากกว่าเบสบอล…และที่การากัส มีชุมชนเล็กๆ ที่มีชาวกาลิเซีย (Galicia) มารวมตัวกัน มีร้านอาหาร, มีสนามฟุตบอล, มีสระว่ายน้ำ และแน่นอนว่าเวลามีฟุตบอลลาลีก้า สเปน ถ่ายทอดสด คนเหล่านี้ก็มักจะเปิดชมเกมคู่เดปอร์ติโบ ลากอรุนญ่า กับ เซลต้า บีโก้ 2 ทีมดังประจำแคว้น มันก็ทำให้ผมชื่นชอบพวกเขาไปโดยอัตโนมัติ”

“ผู้คนที่นั่นมีหลายเชื้อชาติ แต่ต่างก็ชอบฟุตบอลและก็เป็นแฟนบอลบราซิลกันซะเป็นส่วนใหญ่ด้วย ผมก็คือหนึ่งในนั้น ผมจำได้เลยว่าฟุตบอลโลก 1994 ในจังหวะที่โรแบร์โต บาจโจ สืบเท้าเข้าไปยิง แล้วปรากฏว่าบอลข้ามคาน และบราซิลได้แชมป์โลก ผู้คนออกไปเต้นรำกันตามท้องถนน กระโดดเฮลั่น… ทำไมพวกเขาถึงเชียร์บราซิลงั้นเรอะ? ก็อาจเป็นเพราะประเทศเราไม่ได้เก่งฟุตบอลนักมั้ง (หัวเราะ)”

วันหนึ่งเมื่ออาชญากรล้นเมือง พวกเขาฆ่าคุณได้ เพียงเพื่อนาฬิกาข้อมือเรือนเดียว มันก็เป็นอะไรที่บ้าคลั่ง และอันตรายจนเกินไป

แต่เมื่อสถานการณ์ความปลอดภัยในประเทศเวเนซูเอล่าย่ำแย่ลงเรื่อยๆ สถิติการฆาตกรรมสูงขึ้น มาเฟียครองเมือง ใช้อิทธิพลปกคลุม นั่นเป็นสาเหตุทำให้พ่อ-แม่ ของอันเดรส และพี่ชายของเขา ต้องย้ายถิ่นฐานกลับยุโรป

“ผมชอบที่นั่นนะ (เวนเซูเอล่า) มันเป็นประเทศที่สวยงาม ถ้าเปรียบกับไทยก็คงจะคล้ายๆ เชียงใหม่ ผู้คนก็ยิ้มแย้มสดใสน่ารัก แต่วันหนึ่งเมื่ออาชญากรล้นเมือง พวกเขาฆ่าคุณได้ เพียงเพื่อนาฬิกาข้อมือเรือนเดียว มันก็เป็นอะไรที่บ้าคลั่ง และอันตรายจนเกินไป” ตูเญซ พูดถึงบ้านเกิดที่ลึกๆ แล้วตัวเองก็เสียดายที่ต้องจากมา…

ในวัย 7 ปี อันเดรส มุ่งหน้ากลับแคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน ดินแดนเกิดของบรรพบุรุษเขา

แม้สภาพแวดล้อมจะสวยงาม แต่ การากัส ก็เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม

กองหน้าร่างยักษ์

ซานติอาโก เด กอมโปสเตลา เมืองหลวงของแคว้นกาลิเซีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน มันเป็นดินแดนที่สวยงาม เต็มไปด้วยธรรมชาติคล้ายๆ กับบ้านเกิดของเขาที่การากัส… ต่างกันที่ความปลอดภัย และภูมิอากาศที่ค่อนข้างหนาวเหน็บ แต่อันเดรส ก็ปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ที่อีกซีกโลกหนึ่งได้แบบไม่มีปัญหา เขายังเล่นฟุตบอลต่อไป… และทำได้ดีด้วย

“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ไปตามเรื่องตามราวที่โรงเรียนนั่นแหละ เล่นขำๆ สนุกๆช่วงพักเบรกระหว่างคาบเรียน”  

“แต่วันหนึ่งพ่อของเพื่อนผมเห็นผมเข้า เขาก็เลยชวนผมไปเข้าร่วมทีมฟุตซอลของเขา”

ฟังไม่ผิดหรอก… ทีมฟุตซอล - อันเดรส ตูเญซ เริ่มฝึกศาสตร์ลูกหนังจริงจังจากเกมโต๊ะเล็ก สมัยก่อนที่สเปน ไม่ได้มีอคาเดมี่ฟุตบอลดีๆ สำหรับเด็ก 7-8 ขวบหรอก ส่วนใหญ่กว่าจะเล่นฟุตบอลจริงๆ ก็ต้องอายุ 10 ปีขึ้นไป นั่นทำให้เขามีพื้นฐานทักษะฟุตบอลที่ดี - โตชินโญ่ (Toxino) คือ ทีมฟุตซอลทีมแรกของ อันเดรส ตูเญซ และเขา คือ ผู้เล่นตัวรุก ขณะเดียวกันพอเล่นจนถึงอายุ 10 ปี เขาก็เล่นฟุตบอลให้ทีมโรซาริอา เด กาสโตร ควบคู่ไปด้วย

“พ่อ-แม่ของผมเปิดร้านอาหาร พวกเขาจะยุ่งมากๆ ระหว่างเสาร์-อาทิตย์ และก็ไม่ค่อยได้ไปดูผมแข่งขันช่วงสุดสัปดาห์สักเท่าไหร่หรอก”

“แต่ก็นั่นแหละ ผมแข่งวันนึง 3 - 4 นัด ไล่ตั้งแต่ 9 โมงเช้า, เที่ยง, 5 โมง บางครั้งตอนค่ำก็เตะ มันก็คงจะยากหน่อยที่พวกเขาจะตามไปเชียร์ได้ทั้งวัน… สมัยก่อนผมเล่นกองหน้านะ ผมยิงเยอะเลยล่ะ เคยยิงสูงสุดนัดเดียว 9 ประตูในเกมฟุตซอล ส่วนฟุตบอลเคยมีทีนึงยิงไป 5 ลูกคนเดียว ทีมของเราเป็นทีมที่ดีที่สุดของเมือง บางทีชนะ 15 - 0 หรือ 20 - 0 ก็มี”

“ผมตัวใหญ่ แข็งแกร่ง ยิงหนักมาตั้งแต่เด็ก อื้ม… ถ้าถามว่าผมมีสไตล์เหมือนๆใคร? ก็เรนาน มาร์เกส ของชลบุรี นั่นแหละ ไม่ได้เร็ว ไม่ได้คล่อง แต่อาศัยความใหญ่เบียดบังเอาชนะ และยิงประตูคู่แข่งได้” ตูเญซ เล่าเรื่องสมัยที่เขาเริ่มเล่นเป็นศูนย์หน้า… แต่เพราะร่างกายที่เติบโตเหนือใครไม่หยุด ในวัย 12 ปี โค้ชทีมของเขาก็เริ่มเห็นว่าตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา คือ “กองหลัง” และเขาก็ทำได้ดี จนก้าวเข้าไปสู่อคาเดมี่ลูกหนังดังประจำแคว้นกาลิเซียได้เสียด้วย

กาซิเลีย บ้านหลังที่สองของ ตูเญซ

ผลผลิตเซลต้า บีโก

“ตอนโค้ช (ของโรซาริอา เด กาสโตร) บอกให้ผมเล่นกองหลัง ผมรู้สึกยังไงน่ะเหรอ?” ตูเญซ ทวนคำถาม เมื่อโฟร์โฟร์ทู ถามเกี่ยวกับการถูกจับไปเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟ

“ผมก็ไปอย่างไม่ลังเลน่ะซิ” เขาตอบแบบไม่คิด

“ตอนคุณเป็นเด็กคุณไม่สนหรอกว่าคุณจะเล่นตำแหน่งอะไร คุณแค่ต้องการลงไปเล่น ถ้าคุณรักฟุตบอลคุณก็เล่นหมดนั่นแหละ ไม่ว่าตำแหน่งอะไร ที่แน่ๆ ไม่มีใครอยากจะเล่นในตำแหน่งตัวสำรอง...ผมตัวใหญ่ และผมเข้าใจเกม เข้าใจแทคติกได้ง่าย ยิ่งตอนเด็กๆ การเล่นกองหลัง มันยิ่งง่ายสำหรับผมเลย เพราะคู่แข่งมักกลัวกองหลังตัวใหญ่ๆ คิดดูซิ ถ้าพวกตัวเล็กๆ แบบชนาธิป เจอผมเข้าไป (ฮา)” ตูเญซ เสริมต่อ

เรื่องเดียวที่ผม ไม่ยอม คือ ผมไม่ยอมแพ้ ผมเกลียดความพ่ายแพ้ และผมมักร้องไห้ทุกๆ ครั้ง

“เรื่องเดียวที่ผม ไม่ยอม คือ ผมไม่ยอมแพ้ ผมเกลียดความพ่ายแพ้ และผมมักร้องไห้ทุกๆ ครั้ง” เขาพูดพร้อมกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ “คนอื่นๆ เวลาโกรธที่พ่ายแพ้ อาจจะทำลายข้าวของ แต่ผมร้องไห้ ไม่รู้ซิ ลึกๆผมเป็นคนที่อ่อนไหวกับทุกเรื่อง และผมก็โชคดีที่พ่อ-แม่ ผมไม่เคยต่อว่าอะไรเลย พวกเขามักจะอยู่เคียงข้าง และพูดกับผมด้วยความนิ่มนวลเสมอ”     

แต่ตูเญซ ไม่ได้เสียน้ำตาเปล่าๆ ทุกๆ ครั้งเขานำมาเป็นบทเรียนให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ท้ายที่สุด เขาก็ได้ไปอยู่กับกอมโปสเตล่า จากนั้นเขาถูกดึงตัวไปอยู่กับเซลตา บีโก ทีมดังประจำแคว้นกาลิเซีย เมื่อตอนอายุ 17 ปีในฐานะกองหลังดาวรุ่งพุ่งแรง ซึ่งปีนั้น เซลต้า บีโก มีดาวรุ่งฝีเท้าดีมากมาย

“เพื่อนร่วมรุ่นคนสนิทของผม คือ ยาโก้ (อัสปาส) เขาเป็นคนเพี้ยนๆ ตลกโปกฮา” ตูเญซ พูดถึงเกลอซี้

“เราเคยมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกัน มักไปปาร์ตี้ด้วยกันบ่อยๆ” ตูเญซ เริ่มเล่าถึงวีรกรรมสุดเฮี้ยวของทั้งคู่บ้าง “เรามีไลฟ์สไตล์ที่คล้ายๆ กัน และมักออกไปปาร์ตี้หลังจบเกม บาร์บีคิว งั้นเรอะ? ไม่ ไม่มีทาง ไม่ใช่แน่ๆ ต้องดิสโก เธค ไปแดนซ์กันเท่านั้น (หัวเราะชอบใจ)”

“แต่เขาเป็นคนที่ติดบ้านมาก และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เขาเล่นไม่ออกตอนไปอยู่กับลิเวอร์พูล เขาเจอโรคโฮมซิก ตอนที่ผมรู้ว่าเขากำลังจะไปลิเวอร์พูล ผมพูดกับคนรอบข้างผมแล้วว่า เขาเล่นไม่ออกแน่ๆ เขาเป็นโรคติดบ้านมากๆ ทั้งภาษา, อาหาร, อากาศ และก็ติดเพื่อนกับครอบครัวอีก”

ความจริงตอนอายุ 19 ปี ระหว่างอันเดรส เล่นให้กับเซลต้า บีโก เบ เขาทำผลงานได้ไม่ดี แต่จังหวะที่เขาทุ่มเทสุดชีวิต วิ่งไปสกัดเพื่อไม่ให้บอลข้ามเส้นประตู หัวเข่ากลับกระแทกเข้าเสาประตูอย่างจัง เขาได้รับบาดเจ็บหนัก และต้องพัก 1 ปีเต็ม

-ชมคลิปจังหวะอาการบาดเจ็บของ อันเดรส ตูเญซ จนต้องพักรักษาตัวนาน 1 ปี-

“หมอบอกผมว่าไม่จำเป็นต้องผ่าก็ได้” ตูเญซ เล่าถึงอาการบาดเจ็บครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต “แต่อย่างน้อยเขาต้องเข้าเฝือกนานกว่า 1 เดือน และต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อ และหัวเข่าอีกหลายเดือน”

วันหนึ่งผมพยายามไม่คิดถึงอาการบาดเจ็บ และหวดใส่คู่แข่งเต็มๆสักตั้ง...เฮ้ย มันไม่เจ็บแล้วนี่หว่า

“ความจริงแล้วผู้คนในทีม รวมถึง (ฆวน รามอน) โลเปซ กาโร (กุนซือของเซลต้า บีโก ขณะนั้น ซึ่งเคยมีข่าวพัวพันกับทีมชาติไทย) ต่างพูดกันว่าปีนั้นผมกำลังจะได้ขึ้นชุดใหญ่ของเซลต้า บีโก แล้ว แต่ผมพลาดไปเพราะอาการบาดเจ็บครั้งนั้น… ตอนผมกลับมาใหม่ๆ ผมไม่กล้าเข้าสกัดหนักๆ เหมือนหัวสมองมันพร่ำบอกว่ายังเจ็บๆ จนกระทั่งวันหนึ่งผมพยายามไม่คิดถึงอาการบาดเจ็บ และหวดใส่คู่แข่งเต็มๆสักตั้ง...เฮ้ย มันไม่เจ็บแล้วนี่หว่า” และจากนั้นเขาก็กลับมาเป็นตูเญซคนเดิม พร้อมได้ลงเล่นให้เซลต้า บีโก เบ แบบสม่ำเสมอ และระหว่างฤดูกาล 2009/2010 ช่วงที่ทีมระส่ำ เพราะผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บมากมาย… เสียงโทรศัพท์จากอูเซบิโอ ซากริสตัน กุนซือ “เซเลสติโกส” ก็ดังขึ้น…

-ติดตามการขึ้นชุดใหญ่ครั้งแรกของ ตูเญซ และการประกบติดซุเปอร์สตาร์มากมายในลาลีก้าที่หน้าถัดไป-