อดีตนักตบ/สุพรรณฯจองตัว/หลิวเต๋อหัว : ศิริมงคล จิตบรรจง จรวดทางเรียบเมืองขุนแผน

เขาเคยตบลูกยางก่อนมาฟาดแข้งในวงการลูกหนัง กวาดแชมป์ระดับขาสั้นมาแล้วมากมายทั้งในนามโรงเรียนและทีมชาติ ก่อนมาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับลูกยิงสุดสวยเมื่อสัปดาห์ก่อน...

ศิริมงคล จิตบรรจง ปีกซ้ายความเร็วสูงของ สุพรรณบุรี เอฟซี ปรากฏตัวบนจอเรดาร์ของแฟนบอลชาวไทยทันที หลังซัดประตูสุดงามในเกมที่ต้นสังกัดของเขาเปิดรังเอาชนะ ซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ ไป 3-1...เขาเป็นใครมาจากไหน? ฝีเท้าและเรื่องราวชีวิตค้าแข้งของเขาเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

แข้งวัย 20 ปี ชาว จ.อุดรธานี อันที่จริงแล้วเขาเริ่มเล่นวอลเลย์บอลก่อน ตั้งแต่ตอน 7 ขวบ ที่โรงเรียนบ้านโนนสะอาด เนื่องจากพ่อกับแม่ไม่อยากให้เล่นฟุตบอล เพราะกลัวลูกชายเจ็บตัว

อยู่มาวันหนึ่งหลังเลิกเรียน เขาเดินกลับบ้านผ่านสนามที่ทีมฟุตบอลของโรงเรียนกำลังฝึกซ้อมอยู่ จึงถูกเรียกตัวเข้าไปเล่นลงทีมด้วยเพราะคนไม่ครบ ซึ่ง “หลิว” โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ จนโค้ชของทีมชื่นชอบในฝีเท้าของเขา และชักชวนให้ไปร่วมทีมอย่างเต็มตัว

หลังจากวันนั้น  “หลิว” หันหลังให้กับการตบลูกยางแล้วเริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง ยึดตำแหน่งผู้เล่นริมเส้นให้กับทีมไปลงแข่งตามโรงเรียนทั่วทั้งจังหวัด ก่อนมีคนแนะนำให้เขาไปคัดตัวเขาเรียนชั้น ม.1 ที่ โรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น เพราะเห็นว่าเป็นเด็กฝีเท้าดี และน่าจะผ่านการคัดเลือกได้อย่างแน่นอน

เหตุผลที่ต้องรู้จัก

เขาผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนที่ โรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น แบบไร้ปัญหา และได้ข้ามรุ่นไปเล่นกับทีมอายุไม่เกิน 14 ปี ไปทำศึกกีฬาโรงเรียนกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นรายการแรก โดยที่ “หลิว” ได้ลงสนามเป็นตัวสำรองทุกนัด ยิงได้ 1 ประตู ช่วยทีมคว้าแชมป์ได้ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาอยู่สถาบันนี้

ช่วง ม.2 “หลิว” ฝีเท้าโดดเด่นจนถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ไปแข่งขันรายการสิงคโปร์ อินเตอร์เนชันแนล ก็สามารถพาถ้วยแชมป์กลับบ้านได้อย่างน่าประทับใจ ก่อนที่ปีต่อมาจะคว้าแชมป์นักเรียนเอเชียมาครองได้เช่นเคย

ต่อมาในช่วง ม.ปลาย “หลิว” ยังคงได้ลงแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่คว้าอันดับ 3 ของศึกฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษา ประเภท ก และ รองแชมป์ไพรม์มินิสเตอร์ คัพ ก่อนติดทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ของ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด

เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องให้กับ สีหมอก เอฟซี พร้อมกับเป็นเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวประจำทีมอีกด้วย

ย้อนไปเมื่อตอน ม.4 สุพรรณบุรี เอฟซี ได้เห็นและประทับใจในฝีเท้า “หลิว” จึงได้ชักชวนไปคัดตัวเป็นนักเตะของอะคาเดมี ก่อนผ่านการทดสอบได้แบบผ่านฉลุย ต่อมาในช่วง ม.6 สโมสรขอนแก่น ยูไนเต็ด ได้เข้าไปขอใช้สนามเพื่อทำการอุ่นเครื่องกับทีมโรงเรียนทุกวันพุธ ซึ่ง “หลิว” โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ จน “จงอางผยอง” ต้องติดต่อ สุพรรณบุรี เอฟซี เพื่อยืมตัวเขาไปร่วมทีม 

“หลิว” ประเดิมเส้นทางนักเตะอาชีพครั้งแรกให้กับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ในศึกดิวิชั่น 2 ทั้งที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ก่อนถูกเรียกตัวกลับต้นสังกัดที่แท้จริงหลังจบ ม.6 แต่ด้วยวัยเพียง 19 ปี เขาเลยต้องลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทีมสำรองอย่าง สีหมอก เอฟซี เสียก่อน เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และได้ลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเป็นเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวประจำทีมอีกด้วย

แน่นอนว่าด้วยผลงานสุดยอดกับ สีหมอก “หลิว” จึงถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทันที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้จะเพิ่งได้ลงสนามไป 2 นัด แต่ก็สามารถทำประตูสุดสวยได้ในเกมกับ ซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ ซึ่งเป็นการยิงในลีกสูงสุดครั้งแรกในชีวิตและกับทีมชุดใหญ่ของ “ช้างศึกยุทธหัตถี” อีกด้วย

จุดแข็ง

ความเร็วคือสิ่งที่เห็นได้ชัดจากการเล่นของ “หลิว” ทั้งเลี้ยงหลอกล่อ และกระชากหนีฉีกคู่ต่อสู้เป็นชิ้นๆ จนรุ่นพี่ในทีมถึงกับออกปากบอกว่าเขาเร็วมากจริงๆ นอกจากนี้ยังสามารถเปิดบอลจากริมเส้นได้อย่างแม่นยำ และยิงประตูได้หนักหน่วงอีกด้วย

จุดอ่อน

สภาพร่างกายคือสิ่งที่ “หลิว” ยอมรับว่าเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากเป็นคนรูปร่างเล็ก และไม่หนาเท่าไหร่ ทำให้จังหวะเข้าปะทะกับผู้เล่นที่แข็งแรงกว่าก็จะลำบากพอสมควร แต่ก็มีความเร็วมาทดแทน ไว้ใช้เลี้ยงหนีเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะได้

รู้หรือไม่?

แม่ของ “หลิว” เคยไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน และชื่นชอบการดูหนังจีนและฮ่องกงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยนั้น หลิวเต๋อหัว กำลังโด่งดังแบบสุดๆ และเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจของบรรดาแฟนภาพยนตร์ทั่วทั้งเอเชียรวมถึงแม่ของเขาด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตั้งชื่อลูกว่า “หลิว” นั่นเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป

ฤดูกาลนี้ “หลิว” ตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้กับตัวเองว่าจะยิงประตูให้ได้ 10 ลูก แต่สิ่งที่เขากำลังมุ่งมั่นตั้งใจอยู่ในตอนนี้ คือการฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อพัฒนาฝีเท้าพร้อมกับพิสูจน์ตัวเองให้ได้รับโอกาสลงเล่นให้ได้มากที่สุด พร้อมกับพาตัวเองไปติดโผทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่มีสองรายการใหญ่อย่าง ศึกเอเอฟซี U23 รอบคัดเลือก และ ซีเกมส์ 2017 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า