ดุเดือดเลือดพล่าน : สุดยอดคู่ปรับฝั่งเอเชีย “ซามูไรบลู vs ซ็อคเกอร์รูส์”

ในตอนที่ 2 ของซีรี่ส์เกมบิ๊กแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย วันนี้ สก็อตต์ แม็คอินไตร์ และ เจมส์ เเดมป์นี่ย์ จะมาเจาะประเด็นระหว่าง 2 ทีมเบอร์ต้นๆของทวีประหว่าง ญี่ปุ่น และ ออสเตรเลีย  

พบกันครั้งแรก

27 พฤศจิกายน ปี 1956 : ออสเตรเลีย 2-0 ญี่ปุ่น ในรายการ โอลิมปิค เกมส์ ที่ เมลเบิร์น ประเทศ ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ความสำเร็จสูงสุด : เข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2006 และคว้าแชมป์เอเชี่ยนคัพปี 2015

3 เกมสำคัญที่ ออสเตรเลีย เป็นฝ่ายชนะ ญี่ปุ่น

10 ตุลาคม 1969 ออสเตรเลีย 3-1 ญี่ปุ่น ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ผลการเเข่งขัน 3-1 ทำให้พอทำนายถึงความสำคัญระหว่างการพบกันของ 2 ทีมเหล่านี้ได้อย่างดี ตามที่คุณจะได้เห็นด้นล่างนี้

ออสเตรเลีย เอาชนะในปี 1969 เเละนั่นคือการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่ โอลิมปีค ปี 1956 ที่ตอนนั้นออสเตรเลียยังเป็ยทีมสมัครเล่นอยู่เลย - การเเข่งขันครั้งนี้พวกเขาเป็นจ่าฝูงของรอบแบ่งกลุ่มและผ่านเข้าสู่รอบต่อไป จากนั้นพวกเขาก็เอาชนะ ซิมบับเว ก่อนที่จะเข้าไปชิงชนะเลิศกับ อิสราเอล

ก่อนที่ อิสราเอล จะแพ้ให้กับ ออสเตรเลีย ในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกครั้งแรกของเหล่าซ็อคเกอร์รูส์ 1-0 ก่อนที่เกมเลกที่สองจะจบลงด้วยการเสมอ 1-1 ที่ซิดนี่ย์

2 แข้งที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นของออสเตรเลีย, มัสซิโม ลูอองโก้ และ ไมล์ เยดินัค

12 มิถุนายน 2006 : ออสเตรเลีย 3-1 ญี่ปุ่น ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมัน

เกมนี้มีความคล้ายกันกับเกมเมื่อปี 1969 เกมนี้เป็นเกมการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าสู่ยุคปี 2000 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการพบกันที่ถูกที่ถูกเวลา

มาร์ค ชวาร์เซอร์ ทำพลาดในชวงครึ่งแรกแลพทำให้ญี่ปุ่นออกนำไปก่อน 1-0 แต่หลังจกนั้น ออสเตรเลีย ก็กลับเข้าสู่เกมได้แล้วจากการยิงกลับ 3 ลูกรวด โดยได้ประตูจาก ทิม เคฮิลล์ 2 ลูกก่อนที่ จอห์น อลอยซี่ จะยิงประตูปิดท้ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บทำให้ทัพ ออสซี่กลับมาชนะได้อย่างสุดมัน

17 มิถุนายน 2009 : ออสเตรเลีย 2-1 ญี่ปุ่น , ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก , เมลเบิร์น , ออสเตรเลีย

เกมนี้เป็นเกมที่จะมองข้ามไม่ได้เลย เพราะมันคือการเจอกันของคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกในโลกฟุตบอลยุคใหม่ มันคือเกมสุดท้ายของรอบคัดเลือกปี 2009 ที่ทั้ง 2 ทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่แอฟริกาแน่นอนเเล้ว แต่ชัยชนะในเกมนี้ก็ช่วยให้ ออสเตรเลีย เข้ารอบไปในฐานะแชมป์ของกลุ่ม

เคฮิลล์ คนเดิมยังคงเป็นตัวชูโรงอีกครั้ง จากการรับเหมายิงประตูในช่วงครึ่งหลังและพาประเทศของเขาคว้าชัยชนะในเกมนี้

บุคคลสำคัญ

ทิม เคฮิลล์ : คงไม่มีใครกล้าสงสัยสำหรับตัวเลือกอย่าง เคฮิลล์ เขายิง 2 ประตูแรกในฟุตบอลโลก และยังยิงอีก 2 ประตูในการพบเจอกันเมื่อปี 2009 ภาพของ เคฮิลล์ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่คอยข่มขวัญญี่ปุ่นได้ เขาเป็นเจ้าของสถิติดาวยิงสูงสุดของ ออสเตรเลีย และครองสถิตินี้มาอย่างยาวนานกว่า 1 ทศวรรษ โดยปัจจุบันเขาก็ยังลงเล่นอยู่ ดูเหมือนว่าเขายังมีเวลาลงเล่นในเกมบิ๊กแมตช์แห่งทวีปอย่างน้อยก็อีก 1 ครั้งก่อนที่เขาจะแขวนสตั๊ด

กุส ฮิดดิ้งก์ : กุนซือชาวดัตช์อาจจะไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ไร้ข้อผิดพลาด ในช่วงฟุตบอลโลกปี 2006 เขาเลือกใช้งาน เซจ์โก้ คาลัค ลงสนามแทน มาร์ค ชวาร์เซอร์ ในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายที่พบกับ โครเอเชีย ก่อนที่เขาจะต้องเสียโควต้าเปลี่ยนตัวผู้รักษาประตูระหว่างเกม นอกจากนี้เขายังทำเรื่องน่าแปลกใจด้วยการเก็บตัวสำรองทีเด็ดอย่าง จอช เคนเนดี้ ไว้และไม่ส่งลงสนามในช่วงต่อเวลาพิเศษก่อนที่พวกเขาจะพ่าย อิตาลี ที่กลายเป็นแชมป์โลกในบั้นปลาย ... อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครกล้าเรียกร้องอะไรมากกว่านี้เพราะนี่คือความสำเร็จที่สูงทีสุดในประวัติศาสตร์ของ ออสเตรเลีย

ฮิดดิงก์จะอยู่ในใจแฟนบอลซอคเกอร์รูส์ตลอดไป

รำลึกถึงความทรงจำของ เจมส์ แดมป์นี่ย์

ชาวออสเตรเลียเติบโตขึ้นมาด้วยความผูกพันกับกีฬา  มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักเมื่อทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มักจะนำเสนอการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นรายการฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย,เมลเบิร์น คัพ,คริกเก็ต และ โอลิมปิค เกมส์

ทีมร่วมกลุ่มที่แข็งแกร่งในเวลานั้นอย่าง บราซิล และ โครเอเชีย ทำให้เกมกับ ญี่ปุ่น สำคัญมากๆ ออสซี่ ต้องเป็นฝ่ายชนะทีมในระดับเดียวกันให้ได้

มีบางช่วงเวลาที่เรามักจะถามตัวเองว่าเราอยู่ตรงจุดไหน? ซึ่งก็มีบางเหตุการณ์ที่ช่วยบอกให้เรารู้ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ขณะที่โลกฟุตบอลเดินหน้าสู่ยุคใหม่ทัพซ็อคเกอร์รูส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จอห์น อลอยซี่ ทำให้เราผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และเกมนัดเปิดสนามในทัวร์นาเม้นต์ปี 2006 ที่จะต้องพบกับ ญี่ปุ่น ที่เยอรมันก็เป็นวินาทีที่น่าจดจำ

ทีมร่วมกลุ่มที่แข็งแกร่งในเวลานั้นอย่าง บราซิล และ โครเอเชีย ทำให้เกมกับ ญี่ปุ่น สำคัญมากๆ ออสซี่ ต้องเป็นฝ่ายชนะทีมในระดับเดียวกันให้ได้

อลอยซี่สังหารจุดโทษที่ตราตึงใจ

ดังนั้นผมไม่เคยลืมความรู้สึกตอนที่บอลจากเท้าของ ชุนสึเกะ นากามูระ ลอยข้าม มาร์ค ชวาร์เซอร์ เข้าประตูในนาทีที่ 26 มันอะไรที่ค่อนข้างร้ายแรงสำหรับนายทวารที่พาทีมเข้ามาถึงรอบสุดท้าย

เพื่อนสนิทของผมที่ดูเกมนั้นอยู่ด้วยกันมั่นใจมากๆว่าเราจะกลับมาได้ แต่ตอนนั้นผมไม่เชื่อแบบนั้นหรอกด้วยวิธีการเล่นของเรา เรื่องของทักษะและเทคนิคสู้ญี่ปุ่นไม่ได้เลย พวกเขาค่อนข้างจะห่างจากเราพอสมควร

จนเราได้ฮีโร่คนนี้ “ทิโมธี่ เคฮิลล์”

ประตูของเขาในนาทีที่ 84 และ 89 ทำให้ ชาวออสซี่ทุกคนเหมือนอยู่บนโลกแห่งความฝันและยิ่งกว่านั้นคือการยิงประตูตอกฝาโลงของ จอห์น อลอยซี่ ... แต่การเจอกันหลังจากนั้นก็เป็นเราที่ต้องเป็นฝ่ายผิดหวังอยู่บ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมที่แพ้ให้กับ ญี่ปุ่น ในรอบชิงชนะเลิศศึกเอเชียน คัพ ปี 2011 แต่แน่นอนว่าเรายังมีเกมที่เยอรมันไว้คอยข่มพวกเขากลับ และเกมในฟุตบอลโลกปี 2006 คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้การเป็นคู่อาฆาตกันของทั้ง ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น เกิดขึ้น