ดวลเยาวชนบาร์ซา / ผจญภัยในเซเนกัล / กำแพงเหล็กช้างศึกU15 : จักรพงษ์ แสนมะฮุง

เขาคือแนวรับสุดแกร่งที่เพิ่งพาทัพช้างศึกU15 คว้ารองแชมป์อาเซียน เมื่อไม่นานมานี้ 

และเจ้าหนูรายนี้คือเยาวชนไทยหนึ่งเดียวจากทั่วประเทศที่ได้เข่าร่วม แอสไพร์ อะคาเดมี่ ไปฝึกทักษะลูกหนังไกลถึงต่างแดน เขาคือใคร? เส้นทางชีวิตเป็นอย่างไรกว่าจะกลายเป็นกำลังสำคัญของช้างศึกจิ๋วในวันนี้? เราขอพาคุณไปทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

เรื่องเล่า 60 วิ

จากการเห็นพี่ชายทั้ง 2 เล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เจ้าหนูชาวจังหวัดสกลนครเริ่มหัดเล่นฟุตบอล และได้สัมผัสความสุขของเกมลูกหนังจริงจังครั้งแรกช่วงเรียนอยู่ประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งตอนนั้นคงยังไม่มีใครคาดคิดว่าชื่อของ จักรพงษ์ แสนมะฮุง จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของเยาวชนทีมชาติไทยในทุกวันนี้

2 ปี ต่อมา เนติพงษ์ แสนมะฮุง พี่ชายคนกลางเดินทางมาเรียนในเมืองหลวงกับโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นสถาบันลูกหนังชื่อดัง เขาจึงฝันอยากจะทำให้ได้แบบพี่ชายบ้างจึงพยายามฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และได้เข้าร่วมการคัดเลือกในโครงการ เล่นเพื่อฝัน” ของเชฟโรเลต ที่นำเด็กกว่า 3,000 คนทั่วประเทศมาเฟ้นหา 5 คนสุดท้ายลัดฟ้าไปชมการแข่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงประเทศอังกฤษ ซึ่งเขาทำมันได้สำเร็จ

หลังจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เขาเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ เดิมทีที่เคยหวังเข้าศึกษาต่อสถาบันลูกหนังที่มีชื่อเสียงกลายมาเข้าร่วมอะคาเดมี่ของชลบุรี เอฟซี แทนจากคำแนะนำของพี่ชายอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจยาก เพราะต้องจากบ้านมาไกล แต่เพื่อความฝันทำให้เขาได้ฝึกฝนวิชาลูกหนังกับทัพ “ฉลามจิ๋ว” ในที่สุดเมื่อปี 2014

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

เพียงแค่การแข่งขันแรกภายใต้สีเสื้อชลบุรี เอฟซี อย่างเป็นการ เขากลายเป็นปราการหลังคนสำคัญพาทีมลุยศึก “ช้าง เอฟเวอร์ตัน จูเนียร์ คัพ 2015” ทันที พร้อมช่วยให้ทีมทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศ แต่น่าเสียดายที่คว้าได้เพียงรองแชมป์เท่านั้นหลังแพ้อัสสัมชัญ ธนบุรี 1-0 ทว่าเขาถูกเลือกให้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่าของทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวไปครอง

เขาประสบความเร็จไปอีกขั้นเมื่อกลายเป็นเด็กไทยหนึ่งเดียวที่ได้ไปฝึกลูกหนังในโครงการ “แอสไพร์ ฟุตบอล ดรีม” ของ แอสไพร์ อะคาเดมี่ ที่ประเทศเซเนกัล หลังผ่านการคัดเลือกระดับภูมิภาค และระดับประเทศ จนคว้าโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตได้สำเร็จ

“มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจมาก ยอมรับเลยว่างงมากที่ได้ ไม่คิดเลยว่าจะได้รางวัลนี้ ผมนึกว่าเขาจะให้แต่ทีมผู้ชนะเท่านั้น” จักรพงษ์ เปิดใจถึงรางวัล MVP ครั้งแรกของเจ้าตัว

อย่างไรก็ตามถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในเส้นทางลูกหนังสำหรับเจ้าหนูรายนี้ และความฝันการเป็นนักฟุตบอลนั้นไปไกลกว่าเดิมเมื่อโชว์ฝีเท้าในรายการไนกี้ พรีเมียร์ คัพ ได้ยอดเยี่ยมจนถูกเรียกติดทีมชาติไทยครั้งแรกรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ลุยศึกเอเอฟซี U14 รีเจนอล เฟสติวัล ที่ประเทศบรูไน

ความพยายาม มุ่งมั่น สู้ไม่มีถอย และแกร่งเกินวัยต่อยอดให้เขาประสบความเร็จไปอีกขั้นเมื่อกลายเป็นเด็กไทยหนึ่งเดียวที่ได้ไปฝึกลูกหนังในโครงการ “แอสไพร์ ฟุตบอล ดรีม” ของ แอสไพร์ อะคาเดมี่ ที่ประเทศเซเนกัล หลังผ่านการคัดเลือกระดับภูมิภาค และระดับประเทศ จนคว้าโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตได้สำเร็จ

ที่นั่นเขาได้ฝึกฝนทั้งรูปแบบการเล่น แทคติกต่างๆ รวมถึงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย ซึ่งหลังใช้ชีวิตในต่างแดน 1 เดือน เขากลับมาเล่นให้ชลบุรีพร้อมพาความแข็งแกร่งที่มากขึ้นมาใช้ในเกมยูธลีก จนกลายเป็นกำลังสำคัญให้ทีมอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันเกิดเรื่องน่าเศร้าเมื่อคุณพ่อของเขาที่ป่วยหลายโรคทั้งเบาหวาน ความดันฯลฯ ได้เสียชีวิตกะทันหัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างมาก แต่เจ้าตัวพยายามเปลี่ยนความเศร้าเป็นแรงผลักดันให้สู้ต่อไป และคิดอยู่ทุกวันว่าต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อคุณพ่อ และครอบครัวต่อไป จนประตูทีมชาติเปิดรับเขาอีกครั้งเมื่อได้เป็นหนึ่งในขุนพลช้างศึกU15 ชุดลุยชิงแชมป์อาเซียน ครั้งที่ผ่านมา

เขากลายเป็นกำแพงเหล็กของช้างศึกU15 ฝ่าฝันจนถึงรอบชิงชนะเลิศ แม้คว้าได้เพียงรองแชมป์หลังแพ้จุดโทษต่อทีมชาติเวียดนาม แต่เวลานี้แฟนบอลต่างจดจำชื่อของ  จักรพงษ์ แสนมะฮุง ได้มากขึ้นในฐานะนักเตะที่น่าจับตามองที่อาจกลายเป็นกองหลังทีมชาติไทยชุดใหญ่ในสักวันหนึ่ง

จุดแข็ง

การยืนตำแหน่ง และความนิ่งในการเล่นเป็นสิ่งสำคัญที่กองหลังทุกคนควรมี ซึ่งเขามีพร้อมทั้งสองอย่าง และทำมันได้ดีซะด้วย ประกอบกับส่วนสูง 174 เซนติเมตร หากเทียบกับเด็กวัยเดียวกันจัดว่าสูงทีเดียว นั่นช่วยให้เขาเล่นได้แข็งแกร่งพร้อมพาทีมชาติไทยU15 ทำผลงานสุดร้อนแรงจนเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศในท้ายที่สุด

จุดอ่อน

การอ่านเกมหรือจังหวะตัดสินใจเข้าสกัดบอล อาจจะยังมีขาดๆเกินๆให้เห็นอยู่บ้างต้องค่อยๆปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป และยังมีเวลาอีกเยอะที่เขาจะพัฒนาได้มากกว่านี้

รู้หรือไม่

จริงๆแล้วเขาควรได้ไปฝึกลูกหนังกับ แอสไพร์ อะคาเดมี่ ที่ประเทศกาตาร์ แต่กลับโดนจับไปเล่นฟุตบอลที่ประเทศเซเนกัล แทน ซึ่งเจ้าตัวยอมรับยังงงๆว่าเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ที่นั่นเขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่นับเป็นโชคดีอยู่บ้างที่มีแข้งเยาวชนเวียดนามเดินทางไปฝึกฟุตบอลด้วย และด้วยความที่มาจากทวีปเดียวกัน ทำให้ทั้งคู่ค่อนข้างสนิทกัน แต่สิ่งที่เขารู้สึกทรมานที่สุดคือต้องทนกินเนื้อแพะ ซึ่งเป็นอาหารจานหลักของท้องถิ่น

“อยู่ที่นั่นผมกินแต่เนื้อแพะ ไม่ชอบเลยทั้งเหม็นคาว เหม็นสาบด้วย”

“อยู่ที่นั่นผมกินแต่เนื้อแพะ ไม่ชอบเลยทั้งเหม็นคาว เหม็นสาบด้วย” จักรพงษ์เผยความรู้สึกหลังต้องลิ้มรสเนื้อแพะเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน

แต่เขาได้ประสบการณ์ที่ดี เมื่อมีโอกาสปะทะแข้งกับเยาวชนบาร์เซโลน่า โดยเจ้าตัวยกย่องว่าเก่งจริงๆ ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนล้วนแข็งแกร่งไปหมด ซึ่งมันทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างที่สามารถนำมาปรับใช้ได้

ติดตามตอนต่อไป

แข้งวัย 15 ปี กำลังไปได้สวยในเส้นทางลูกหนังของตัวเอง ไม่ว่าจะสโมสรหรือทีมชาติ หลังจากนี้สิ่งที่ต้องทำคือฝึกฝน ต่อสู้ และอดทน วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจเห็นเขาลงสนามในสีเสื้อชลบุรี เอฟซี ชุดใหญ่ และหากเขารักษามาตรฐาน มีวินัยการเล่นที่ดีต่อไปเรื่อยๆ อาจต่อยอดให้ประตูทีมชาติไทยชุดใหญ่เปิดรับเขาตามที่วาดฝันไว้ก็เป็นได้