เอาจริงทันทีไม่มีปีหน้า : 5 ประเด็นใหญ่ที่ลิเวอร์พูลต้องรีบจัดการก่อนเปิดฤดูกาล 2017/18

Jurgen Klopp

แมต แลดสัน แห่ง ดีส อีส แอนฟิลด์ ชี้ถึงเรื่องสำคัญที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องรีบสะสางเพื่อนำความสำเร็จกลับสู่ถิ่นแอนฟิลด์ 

ทริปข้ามโลกสู่เกมอุ่นเครื่องกับ ซิดนีย์ เอฟซี เปรียบเสมือนงานฉลองเล็กๆ ของลิเวอร์พูลหลังพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/17 จบลง

 

เกมนี้อาจดูเหมือนของขวัญวันหยุดให้เหล่านักเตะก็จริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นอนาคตอันสดใสที่รออยู่ เมื่อ 4 นักเตะดาวรุ่งอย่าง เบน วู้ดเบิร์น, ไรอัน บริวสเตอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แฮร์รี่ วิลสัน ได้รับโอกาสลงเล่นเคียงข้างตำนานอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด, เจมี่ คาร์ราเกอร์, แดเนี่ยล แอ็กเกอร์ และ สตีฟ แม็คมานามาน ท่ามกลางแฟนบอลกว่า 72,000 คน

 

ถึงตอนนี้แฟนทีมหงส์แดงเริ่มคิดถึงฤดูกาลหน้า ซึ่งทีมมีภารกิจสำคัญ คือการผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฟุตบอลถ้วยรายการใหญ่สุดของยุโรปที่ 8 ปีก่อนหน้า พวกเขาได้เล่นเพียง 2 ครั้ง แถมยังตกรอบนี้ทั้ง 2 ครั้งอีกด้วย

 

จริงอยู่ที่การคว้าอันดับ 4 ในฤดูกาลที่คล็อปป์มาคุมทีมเต็มตัวปีแรกนั้นเป็นผลงานที่น่าพอใจ แต่การพัฒนาทีมคือสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทีมยังรักษาผลงานระดับท็อปในฤดูกาลที่มีเกมยุโรปให้ลงเล่นด้วย

 

และนี่คือ 5 สิ่งที่คล็อปป์ต้องรีบทำเพื่อเตรียมพร้อมสู้ศึกฤดูกาลหน้า

 

1. แก้ปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะ

คล็อปป์ยืนกรานว่าอาการบาดเจ็บของนักเตะในทีมไม่ได้มาจากการฝึกซ้อมอันหนักหน่วงและสไตล์การเล่นอันดุดันของทีม โดยย้ำว่า "ทั้งหมดมันก็แค่โชคร้ายน่ะ"

ฤดูกาลที่ผ่านมาลิเวอร์พูลน่าจะได้ลุ้นแชมป์ หากไม่เจอแข้งเจ็บเป็นระยะๆ คู่เซ็นเตอร์แบ็กตัวจริงอย่าง โจเอล มาติป กับ เดยัน ลอฟเรน รวมถึง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม และ ซาดิโอ มาเน่ พลาดลงสนามถึง 25% ของโปรแกรมฤดูกาลนี้ ขณะที่ อดัม ลัลลาน่า กับ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พลาดลงสนามไปเกือบ 20%

 

คล็อปป์ยืนกรานว่าอาการบาดเจ็บของนักเตะในทีมไม่ได้มาจากการฝึกซ้อมอันหนักหน่วงและสไตล์การเล่นอันดุดันของทีม โดยย้ำอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายนว่า "ทั้งหมดมันก็แค่โชคร้ายน่ะ"

 

โชคไม่เข้าข้างจริงหรือไม่อาจต้องรอการพิสูจน์ แต่ที่เห็นกันไปแล้วในการคุมทีมเต็มฤดูกาล แบบไม่มีเบรกหนีหนาวครั้งแรกของคล็อปป์นั้น ทีมของเขาเริ่มต้นได้อย่างร้อนแรง จากการโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยเกมเพรสซิ่งและสปีดของนักเตะ ก่อนจะค่อยๆ หมดแรงโจมตีคู่แข่ง แต่สุดท้ายก็ยังกระเสือกกระสนจบฤดูกาลได้ตามเป้าหมาย

Philippe Coutinho

Injuries dogged Liverpool's campaign in 2016/17

 

คล็อปป์เริ่มแก้ปัญหาแล้วด้วยการแต่งตั้ง อันเดรส คอร์นเมเยอร์ ที่หลายคนแซวว่าเป็นเหมือนร่างสองของคล็อปป์เป็นหัวหน้าโค้ชฟิตเนสคนใหม่ รวมถึงดึง คริสโตเฟอร์ รอร์เบ็ค จากไมนซ์มาเป็นหัวหน้าทีมกายภาพบำบัด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือเป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนใจให้ติดตาม

 

ผู้จัดการทีมทุกคนย่อมต้องประเมินฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป ขณะที่คล็อปป์โอดครวญถึงโชคร้ายผ่านสื่อ สิ่งที่เขาควรต้องทำอีกอย่าง คือสำรวจว่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีก ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาล, ปรับรูปแบบการซ้อม หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนสไตล์การเล่นซักหน่อย จะทำอะไรก็ต้องรีบทำแล้วล่ะ

 

2.    เพิ่มความเร็วเกม

แม้การเพิ่มสปีดเกมบุกจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ลิเวอร์พูลก็ต้องเพิ่มสปีดของแดนกลางและแดนหลังด้วยเช่นกัน

ฤดูกาลแรกของ ซาดิโอ มาเน่ ในถิ่นแอนฟิลด์ถือว่ายิ่งกว่าสอบผ่าน จากการช่วยเพิ่มสปีดเกมในพื้นที่สุดท้าย, การฝ่าด่านกองหลัง รวมถึงการทำทางให้เพื่อนร่วมทีม แต่ขณะเดียวกัน การขาดหายของเขาก็สร้างผลกระทบต่อทีมมากกว่าที่คิด ตั้งแต่ตอนที่ไปรับใช้ชาติในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์คัพ เมื่อเดือนมกราคม จนถึงอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาต้องปิดเทอมเร็วในฤดูกาลนี้

Sadio Mane

Mane's speed was essential to the Reds' game plan last year

 

การหานักเตะที่ช่วยยกระดับทีมได้ในสไตล์เดียวกับมาเน่ ถือเป็นเรื่องที่คล็อปป์ต้องรีบทำในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งถึงตอนนี้มี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับเดมาไร เกรย์ อยู่ในข่าย แต่ ดั๊กลาส คอสต้า ที่มีข่าวเตรียมย้ายออกจากบาเยิร์น มิวนิค ก็น่าจะถูกใจแฟนๆ ไม่ใช่น้อย ลองจินตนาการถึงภาพตอนที่ปีกซ้ายทีมชาติบราซิล กับมาเน่ตะลุยทางกราบ ป้อนบอลให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ยืนหน้าเป้า ขณะที่คูตินโญ่ยืนต่ำลงมาเป็นกลางรุกดูสิ แฟนหงส์แดงได้เชียร์กันมันแน่

 

อย่างไรก็ตาม แม้การเพิ่มสปีดเกมบุกจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ลิเวอร์พูลก็ต้องเพิ่มสปีดของแดนกลางและแดนหลังด้วยเช่นกัน อย่างตำแหน่งแบ็กซ้าย แม้ เจมส์ มิลเนอร์ จะทำผลงานได้ดี แต่เขาไม่ใช่แบ็กอาชีพ ที่สำคัญด้วยวัย 31 ปี ก็อาจจะสู้รบปรบมือกับพวกปีกความเร็วสูงไม่ไหว

 

ไรอัน แซสเซญง แบ็กซ้ายดาวรุ่งวัย 17 ที่หลายทีมดังต้องการตัว น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะเจาะ เขายังหนุ่มและมีความเร็ว อีกทั้งยังเติมเกมรุกได้ดีอีกด้วย ขณะเดียวกัน อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน กับ นาบี้ เกอิต้า ที่มีข่าวอยู่ก็น่าจะช่วยเพิ่มมิติในแดนกลางได้เช่นกัน