เบื้องลึก "เรือใบสีฟ้า" ตอนที่ 2: เมื่ออดีตหัวเรือใหญ่ 'บาร์ซ่า' กลับมาร่วมงานกันที่ 'แมนฯซิตี้'

ในภาคที่ 2 เราจะพาไปดูการปฏิวัติของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ว่าใครคือหัวเรือใหญ่ในการพานาวาลำนี้ไปสู่อีกขั้นหนึ่ง และเจาะลึกถึงปรัชญาการทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า...

ตอนนั้นมันเป็นวันที่ 3 กรกฎาคม ประธานบริหารของซิตี้ เฟร์นาน โซเรียโน่ และผู้อำนวยการฟุตบอล ซิกิ เบกิริสไตน์ ได้ยืนอยู่ด้านนอกฐานฝึกซ้อมของสโมสร เพื่อรอรถแท็กซี่

โดยมี ไมค์ ซัมเมอร์บี ทูตสโมสรร่วมด้วย รวมถึงกวาร์ดิโอล่าที่มาทำงานเป็นวันแรก ซึ่งตอนนั้นก็มีเหตุให้ล่าช้าอยู่เมื่อต้องรอให้ประตูเปิดรับเป๊ปเข้ามา

Guardiola is keen to instil a philosophy at all ages and leave a legacy, in the same way his mentor Johan Cruyff did at Barcelona

“คนขับไม่เปิดประตูให้เพราะเขายังไม่ได้จ่ายเงินดี” ซัมเมอร์บีกล่าวติดตลก

ไม่นานนัก กวาร์ดิโอล่าก็เข้ามาในรถได้และทักทายซัมเมอร์บีอย่างอบอุ่น ก่อนจะทำอย่างเดียวกันกับโซเรียโน่และเบกิริสไตน์ “ผมรู้จักพวกเขานะ!” เขาหัวเราะ แน่นอนว่าเขารู้จัก เพราะทั้งคู่เคยเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบาร์เซโลน่าสมัยที่เป๊ปยังอยู่คัมป์ นู และเบกิริสไตน์ก็เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาสมัยคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยแรกเมื่อปี 1992 และไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาหมายมั่นว่าจะทำอย่างนั้นกับแมนฯซิตี้

เป๊ปถูกพาไปดูที่ทำงานใหม่ รวมถึงไปชมการซ้อมของทีมยู-10 ด้วย ถึงเด็กๆเหล่านี้จะอยู่ห่างจากจุดที่จะต้องท้าทายตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ถึง 10 ปี แต่กวาร์ดิโอล่าก็สนใจพัฒนาของพวกเขา “การซ้อมเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาถามเด็กๆ “พวกหนูทำอะไร? ฝึกทักษะหรอ? ดีเลย ใช้เท้าสองข้างหรือข้างเดียวล่ะ? จับซ้าย จ่ายขวา จากนั้นก็จับขวา จ่ายด้วยซ้ายใช่ไหม? ดีมาก”

นี่ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่มาถึงสโมสรใหม่แล้วสนใจแต่ผลงานของทีมชุดใหญ่จนมองข้ามสิ่งอื่นๆ กวาร์ดิโอล่ามีความตั้งใจที่จะผลูกฝังปรัชญาของตัวเองและสร้างมรดกไว้ให้กับสโมสร เหมือนอย่างที่ โยฮัน ครัฟฟ์ เจ้านายเก่าของเขาทิ้งไว้ให้บาร์เซโลน่า

เบกิริสไตน์ (ขวาสุด) และกวาร์ดิโอล่ามีความสัมพันธ์ที่ดียาวนาน

โดยบรรดาเด็กของแมนฯซิตี้ชุดต่ำสิบดูจะตื่นเต้นเลยทีเดียวเมื่อได้เจอผู้จัดการทีมคนใหม่ เหมือนอย่างเช่นทุกคนในวันนั้น การมาถึงของเขาสร้างความฮือฮาให้กับทั้งสโมสร

และคงไม่มีที่ไหนจะชัดเจนเท่าตอนที่เป๊ปเดินออกมาบนเวทีเพื่อทักทายแฟนๆหลายพันคนในวันเปิดตัวที่เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจากกองเชียร์ แถมยังให้สัมภาษณ์ตัวต่อตัวกับ โนเอล กัลลาเกอร์ แฟนตัวยงของเรือใบสีฟ้าลงบนยูทู้บด้วย อย่างไรก็ตามมันน่าจะเป็นการเปิดตัวต่อหน้าแฟนบอลที่เขาได้มีโอกาสพูดต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในฐานะบิ๊กบอสของซิตี้ มากกว่าตอนแถลงข่าวแบบปิด

For many of the supporters present that day, it represented the realisation of a dream. Guardiola was really here

สำหรับแฟนบอลที่มาปรากฏตัวในวันนั้น ทำให้พวกเราเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่ามันคือความฝันที่เป็นจริง กวาร์ดิโอล่ามาอยู่ที่นี่แล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ดึงตัวผู้จัดการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มาสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

“วันนั้นมันเป็นวันที่น่าทึ่งมากๆ” ประธานฝ่ายปฏิบัติการ โอมาร์ เบอร์ราด้า กล่าวรำลึกกับโฟร์โฟร์ทู “เราได้สร้างสิ่งที่เราเรียกว่าสุดสัปดาห์แห่งชาวซิตี้เซนส์ ตลอด 2 วันนั้น มีแฟนบอลมาเยี่ยมชมศูนย์ฝึกซ้อมของเราถึง 20,000 คน และที่สำคัญที่สุด เราต้องการให้เป๊ปเปิดตัวกับสโมสรต่อหน้าแฟนๆ พวกเขาคือส่วนสำคัญมากสำหรับทุกอย่างที่เราทำ เรารู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นพวกเขาคลิกกับเป๊ปได้เร็วมาก”

เบอร์ราด้าก็เป็นอีกคนที่รู้จักกวาร์ดิโอล่าตั้งแต่อยู่บาร์ซ่าตอนที่เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายสปอนเซอร์ของสโมสร ก่อนจะย้ายมาซิตี้ในปี 2011 ก่อนหน้าโซเรียโน่กับเบกิริสไตน์ 1 ปี ซึ่งช่วงเวลาของเขากับยักษ์ใหญ่ถิ่นคัมป์ นู นั้นเป็นช่วงเวลาที่ทีมมีโฆษณาบนหน้าอกเสื้อเป็นครั้งแรกอย่างองค์กรเพื่อสิทธิเด็กยูนิเซฟ ก่อนจะเซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลกับกาตาร์ ฟาวเดชั่น “ผมโชคดีมากที่ช่วงเวลาของผมกับบาร์เซโลน่าคือช่วงเวลาที่ทีมประสบความสำเร็จกับ แฟร้งค์ ไรจ์การืด เช่นเดียวกับกวาร์ดิโอล่า” เบอร์ราด้ากล่าว “แต่เมื่อผมได้ยินโครงการของเจ้าของทีมที่พยายามพัฒนาที่นี่ มันก็ได้ดึงดูดใจผม”

ที่แมนเชสเตอร์ เบอร์ราด้าก็ได้ช่วยสานต่องานที่แมนฯซิตี้ได้ริเริ่มไว้ในปี 2008 ซึ่งรายได้ก็เติบโตขึ้นในแต่ละปีนับตั้งแต่การมาถึงของ ชีค มันซูร์ และประธานสโมสร คัลดูน อัล มูบารัค จากอาบูดาบี เมื่อเร็วๆนี้สโมสรได้ประกาศรายได้อันเป็นสถิติที่ 391.8 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2015-16 ทั้งที่เมื่อ 8 ปีก่อนยังได้รับแค่ 87 ล้านปอนด์เท่านั้น นอกจากนี้พวกเขายังทำกำไรได้ 20.5 ล้านปอนด์ ต่างจากเมื่อ 12 เดือนก่อนที่ทำได้แค่ 10.7 ล้านปอนด์ อันเป็นปีแรกในยุคของมันซูร์ที่ทำทีมแล้วได้กำไร

แฟนบอลซิตี้คุ้นเคยกับความสำเร็จ Photo: mancity.com

อย่างไรก็ตามบทบาทของเบอร์ราด้ายังมีมากกว่านั้น เพราะยังมีส่วนร่วมอย่างมากกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป อันเป็นกลุ่มสาขาของมันซูร์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสโมสรในพรีเมียร์ลีกทีมเดียวเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงนิวยอร์ค ซิตี้ เอฟซี ในสหรัฐฯ และเมลเบิร์น ซิตี้ ทีมในเอ-ลีก ขณะเดียวกันกลุ่มทุนดังกล่าวยังถือหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ของโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส แชมป์เจ-ลีก 3 สมัยด้วยเช่นกัน

ส่วนที่เหลืออีก 3 สโมสรซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ต่างเป็นเจ้าของเต็มตัว พวกเขาใช้ตราสโมสร, สีฟ้า-ขาว, สปอนเซอร์จากเอติฮัด และคำว่าซิตี้เหมือนๆกัน ซึ่งมันก็ช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่แมนฯซิตี้

“ทีมในยุโรปส่วนใหญ่ต่างมีฐานแฟนบอลทั่วโลก และที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เราก็มีผู้ติดตามทั่วโลก 400 ล้านคน ซึ่ง 97 เปอร์เซ็นต์อยู่นอกสหราชอาณาจักร” เบอร์ราด้าอธิบาย

At Manchester City we have 400 million followers around the world, of which 97 per cent are outside of the UK

- Omar Berrada

“หนึ่งในแก่นของแบรนด์เราก็คือการสร้างชื่อไปทั่วโลก และเราก็ได้หาหลายๆวิธีเพื่อที่จะสร้างความผูกพันธ์กับแฟน เราสามารถทำได้โดยการออกทัวร์ช่วงปิดฤดูกาลรวมทั้งในรูปแบบดิจิตัล แล้วอีกวิธีที่เราคิดไว้ก็คือเราน่าจะสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอลท้องถิ่นในประเทศที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธอย่างสหรัฐ, ออสเตรเลีย และญีปุ่น มันเป็นโมเดลที่เป็นลักษณะเฉพาะมากๆ จึงน่าสนใจจริงๆที่จะดูว่าเราจะเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะองค์กรได้อย่างไร”

มันเป็นกลยุทธที่พวกเขาหวังจะช่วยสถาปนาให้แมนฯซิตี้ไปไกลเกินกว่าหัวใจและจิตใจของแฟนบอลพรีเมียร์ลีกทั่วโลก ไม่ต้องสงสัยว่ามีทีมคู่แข่งหลายทีมที่ออกตัวไปก่อนหน้านี้

หากลองย้อนกลับไปเมื่อช่วงคริสต์มาสปี 1998 สมัยที่ยังอยู่อันดับ 12 ของลีกระดับ 3 ของประเทศ พวกเขาไม่ได้เป็นที่สนใจของชาวโลกมากนัก ทั้งที่แพ้ยอร์คมา 2-1 ขณะที่ทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอลครองความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีก

ทว่านับจากนั้นพวกเขาก็ผ่านจุดที่ตกต่ำสุดๆไปได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบจากยอดผู้ติดตามบนทวิตเตอร์ก็ยังแสดงให้เห็นว่ายังคงมีงานที่ต้องทำอีกเหมือนกัน

โดยตอนที่โฟร์โฟร์ทูส่งต้นฉบับนั้น ซิตี้มียอดผู้ติดตามอยู่ 3.62 ล้านคน เมื่อเทียบกับลิเวอร์พูล 6.32 ล้านคน, เชลซี 7.45 ล้านคน, อาร์เซนอล 8.25 ล้านคน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 9.05 ล้านคน ถือว่ายังน้อย

และเมื่อยิ่งเทียบกับบาร์ซ่าที่มี 18.7 ล้านคน, เรอัล มาดริด 20.9 ล้านคน ก็ถือว่าห่างไกลเข้าไปอีก แม้ว่าซิตี้จะเป็นสโมสรฟุตบอลที่รวยที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ก็ตาม

“เราจะไม่เปรียบเทียบตัวเองกับสโมสรอื่น หรือดูเพื่อเป็นเป้าหมายในการไล่ตาม เพราะเรากำลังพัฒนากลยุทธของเราเอง แต่เราก็ยอมรับว่าจำเป็นต้องเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” เบอร์บาด้ากล่าว “เราไม่ได้วัดความสำเร็จของเราจากรายได้ แต่เราต้องการที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าเราจะได้เป็นองค์กรที่ยั่งยืนและสามารถสร้างความสำเร็จได้”

“เราได้หยั่งลึกรากฐานในชุมชนและเราก็ทำทุกอย่างโดยมีพื้นฐานจากสิ่งนั้นเพื่อพยายามจะเติบโต โดยใจกลางของแฟนบอลของเราจะอยู่ที่สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมนเชสเตอร์ เราอยากให้พวกเขามีความสุขและเราก็อยากให้พวกเขาสนุกสนานกับการดูทีมเล่นด้วยฟุตบอลอันสวยงาม”

 
[ตอนต่อไป: การก่อร่างสร้างตัวของโปรเจ็คท์]