เบื้องลึก "เรือใบสีฟ้า" ตอนที่ 3 : จริงหรือไม่... ใช้ 'เงิน' ซื้อความสำเร็จ?

ในตอนที่ 3 เราจะพาผู้อ่านไปเจาะลึกถึงสิ่งสำคัญสำหรับสโมสรหากต้องการคว้าแชมป์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันก็ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสำเร็จระยะยาวด้วยเช่นกัน...

แมนฯซิตี้จ่ายหนักทั้งในและนอกสนามตั้งแต่ปี 2008 แม้มีบางครั้งที่ล้มเหลว อย่างตอนที่คว้าตัวโรบินโญ่ด้วยมูลค่า 32.5 ล้านปอนด์ หลังจากที่มันซูร์ตกลงซื้อสโมสรได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็สามารถช่วยให้พวกเขาก้าวเดินต่อไปได้

แน่นอนว่าเงินจำนวน 150 ล้านปอนด์ที่ใช้ไปกับซิตี้ ฟุตบอล อะคาเดมี่ ที่เปิดในปี 2014 เป็นจำนวนเงินที่มากเหลือเชื่อ แต่มันก็ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่น่าทึ่งซึ่งน่าจะให้ผลตอบแทนในอีกทศวรรษข้างหน้า เมื่อมันจะช่วยให้เด็กปั้นของ “เรือใบสีฟ้า” ก้าวขึ้นมารักษาความเป็นยอดทีมในระยะยาว

ศูนย์ฝึกซ้อมมีถึง 16 สนามครึ่ง ซึ่งส่วนที่เป็นครึ่งนั้นสำหรับการซ้อมผู้รักษาประตู และมันก็ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 16 คน

“เรากำลังสร้างโครงสร้างสำหรับอนาคต ไม่ใช่แค่ทีมออลสตาร์เท่านั้น” นี่คือประโยคที่ทีมงานโฟร์โฟร์ทูได้อ่านบนกำแพงตอนที่เข้ามาในศูนย์ฝึกไม่นาน ซึ่งมันซูร์ไม่เคยเบี่ยงเบนแนวทางที่เขาเคยยึดถือมาตั้งแต่ตอนเทคโอเวอร์เมื่อปี 2008

ซึ่งการทัวร์ศูนย์ฝึกซ้อมใช้เวลาพอสมควร เมื่อมันมีถึง 16 สนามครึ่ง ซึ่งส่วนที่เป็นครึ่งนั้นสำหรับการซ้อมผู้รักษาประตู และมันก็ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 16 คน ส่วนหนึ่งในสนามหญ้าเทียมนั้นถูกทาด้วยสีฟ้าแบบของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนอาจทำให้บรรดานกอาจสับสนว่าเป็นทะเลสาป

ขณะที่อีก 4 สนามจะเป็นพื้นหญ้าต่างๆกันไป เพื่อให้ผู้จัดการทีมชุดใหญ่สามารถฝีกซ้อมบนสภาพสนามที่มีความคล้ายคลึงกับคู่ต่อสู้ที่จะต้องไปเยือน ส่วนอีกสนามถูกบังลมด้วยกำแพงขนาดใหญ่ ช่วยให้กวาร์ดิโอล่าสามารถซ้อมลูกฟรีคิกในสภาพที่เหมือนสนามจริงในการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อมเกมได้

ซึ่งสนามของทีมชุดใหญ่ทั้งหมดถูกป้องกันจากสายตาของแมวมอง โดยส่วนใหญ่ถูกบังด้วยต้นไม้ แฟนบอลซิตี้คงจดจำได้อย่างดีถึงสภาพสนามของสนามซ้อมคาร์ริงตันแบบเก่า ทำให้ช่างภาพจับภาพอันน่าอับอายระหว่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ กับ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่มีเรื่องกันตอนฤดูกาล 2012-13 มีผลทำให้ทั้งคู่ต้องออกจากสโมสร ทั้งที่ทั้งคู่ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขเมื่อ 12 เดือนก่อน

ภาพจากด้านบนของอะคาเดมี่ แมนฯซิตี้

หนึ่งในยิมของซิตี้ ฟุตบอล อะคาเดมี่ มีกำแพงด้านหนึ่งได้จารึกคำว่า “ทุกวินาทีมีค่า” ทำให้ทีมงานโฟร์โฟร์ทูเกิดสงสัยว่าคนออกแบบให้ซิตี้เป็นแฟนเกมโชว์ในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ที่มี พอล ดาเนียลส์ เป็นพิธีกรหรือเปล่า แต่จากนั้นก็มาถึงบางอ้อเมื่อเห็นภาพ เซร์คิโอ อเกวโร่ ฉลองแชมป์อยู่ตรงกำแพงฝั่งตรงข้าม พร้อมกับตัวเลข ‘93:20’ อันเป็นนาทีที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาลนั่นเอง

ซึ่งนัดดังกล่าวเป็นที่กับคิวพีอาร์และยังเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1968 นอกจากนี้ยังเป็นการขัดขวางไม่ให้คู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แชมป์อีกต่างหาก

คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก

เงินที่ใช้ในการเสริมทัพในยุค ชีค มันซูร์:

  • 2008-09: £82.5 ล้าน (S$150 ล้าน)
  • 2009-10: £125m
  • 2010-11: £154.8m
  • 2011-12: £76m
  • 2012-13: £54m
  • 2013-14: £103.2m
  • 2014-15: £87.5m
  • 2015-16: £152.1m
  • 2016-17: £168.9m
  • TOTAL: £1,004,000,000

มันเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่แฟนๆนึกถึงอยู่เสมอ เหมือนกับที่แฟนๆอาร์เซนอลฉลองประตูชัยช่วงท้ายเกมของ ไมเคิล โธมัส ที่พาทีมคว้าแชมป์ถึงรังลิเวอร์พูลในปี 1989 ซึ่งทั้งสองประตูนั้นมีความหมายกับชายที่ชื่อว่า ไบรอัน มาร์วู้ด เป็นอย่างมาก เพราะเจ้าตัวเป็นนักเตะของอาร์เซนอลในตอนนั้น ก่อนจะเข้ามาดูแลแมนฯซิตี้ ตั้งแต่ปี 2009

โดยในตอนแรกเข้ามาในฐานะผู้บริหารงานฟุตบอลเคียงข้าง มาร์ค ฮิวจ์ส และ โรแบร์โต้ มันชินี่ ก่อนจะกลายเป็นผู้อำนวยการอะคาเดมี่ และตอนนี้ก็เป็นผู้อำนวยการบริหารของงานบริการด้านลูกหนังของทุกทีมในกลุ่มซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป เมื่อถามถึงความรู้สึกของเขาตอนที่ซิตี้เจอกับคิวพีอาร์ มาร์วู้ดก็ได้แต่หัวเราะ

“มันเป็นความรู้สึกที่ขึ้นๆลงๆที่สุด” เขายิ้ม “ตอนที่เราตามหลังและเหลือไม่กี่นาทีจะหมดเวลา… ผมจำได้ว่าตัวเองคิดว่า ‘เราจะแพ้เกมนี้ได้ยังไง?’ ผมได้รับบาดเจ็บในตอนนั้นแต่ผมก็ได้อยู่ตอนที่อาร์เซนอลชนะที่แอนฟิลด์ ซึ่งผู้คนก็ยังพูดถึงอยู่จนถึงตอนนี้นะ ผมคิดว่าผู้คนจะพูดถึงประตูของเซร์คิโอในทางเดียวกัน จริงๆแล้วผมก็รู้สึกเห็นใจ เอดิน เชโก้ นะที่ยิงประตูตีเสมอได้แต่ไม่มีใครพูดถึงเลย”

“ความจริงก็คือว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถคว้าโทรฟี่ได้ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ มีแต่เราที่คว้าแชมป์ได้แบบนั้น ผมไม่เคยมีประสบการณ์ที่ดีใจแบบสุดๆแบบที่ต้องลุ้นทั้ง 2 สนามมาก่อน แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยได้ในเวลาเดียวกัน เอาจริงๆนะผมไม่ได้ฉลองเลย เพราะลุ้นจนเหนื่อย”

“หลังจากคว้าแชมป์ลีก สโมสรก็เรียกโมเมนตัมมาได้ ผู้คนก็มีความเชื่อ และเราก็ได้เราเครดิตและความเคารพในสิ่งที่เราทำ ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นในตอนแรกนะ เพราะคนมักจะพูดว่า ‘คุณแค่โยนเงินลงไปในทีม’ ใช่ เราทุกคนไม่มีใครปฏิเสธว่าเราไม่ใช้เงิน แต่เราทำไปด้วยเหตุผลที่เหมาะสม"

"เจ้าของสโมสรของเราไม่ได้แค่เข้ามาเปลี่ยนโชคชนะตาของสโมสรแห่งนี้เท่านั้น เขายังเปลี่ยนโชคชะตาของเมืองด้วย และนั่นถือเป็นสิ่งที่หายากในปัจจุบัน”

“นี่คือหนึ่งในโครงการที่เด็ดเดี่ยวที่สุดโครงการหนึ่งในโลกลูกหนังเลยก็ว่าได้ บางทีคงจะมีเพียงเร้ดบูลล์ที่มีโมเดลคล้ายคลึงกัน (นิวยอร์ค เร้ด บูลล์ส, เร้ด บูลล์ส ซัลซ์บวร์ก, เร้ด บูลล์ บราซิล และอาร์เบ ไลป์ซิก) แต่สำหรับเราแล้วการที่เรามีผู้จัดการทีมที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก และมีทุกอย่างพร้อมสรรพ ทำให้เรามีพัฒนาการอย่างโดดเด่นในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา”

โดยมาร์วู้ดได้ให้เครดิต อัล มูบารัค ที่ทำให้ทีมมาไกลขนาดนี้ แม้บางครั้งเขาจะติดต่อกับมันซูร์โดยตรง แต่มักจะประสานงานบ่อยครั้งกว่ากับตัวประธานสโมสรที่รับหน้าที่ดูธุรกิจอื่นๆด้วยอย่างฟอร์มูล่า วัน อาบูดาบี กรังปรีซ์

“เขามีพาสชั่นที่ยิ่งใหญ่สำหรับโครงการนี้ตั้งแต่วันแรกๆ และความรอบรู้ในทุกอย่างที่เราทำอยู่คือความโดดเด่นของเขา เขารู้หลายอย่างว่าถึงความเป็นไปบนโลกใบนี้” มาร์วู้ดวัย 56 ปีกล่าว

เจ้าของสโมสรของเราไม่ได้แค่เข้ามาเปลี่ยนโชคชนะตาของสโมสรแห่งนี้เท่านั้น เขายังเปลี่ยนโชคชะตาของเมืองด้วย

“เราโชคดีมากที่ไม่ได้มีแค่เจ้าของสโมสรอย่างที่เรามีเท่านั้น หากแต่ยังมีปรธานสโมสรที่น่าจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา นับตั้งแต่อยู่ในวงการฟุตบอลเมื่ออายุ 16”

เมื่อทีมงานโฟร์โฟร์ทูถามว่าจุดไหนที่ทำให้ชื่อของกวาร์ดิโอล่าเป็นที่พูดถึงเป็นอันดับแรกที่แมนฯซิตี้ในฐานะชายที่พวกเขาอยากให้เป็นเฮดโค้ชที่นี่ในวันหนึ่ง มาร์วู้ดก็ตอบทันทีทันใดว่า “ผมคิดว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2008 นะ เราอยากให้เขามาอยู่กับเราตั้งแต่ตอนนั้น!” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม มันเป็นคำตอบที่ทีเล่นทีจริง เพราะมาร์วู้ดไม่ได้อยู่กับสโมสรในตอนนั้น และเป๊ปเองก็เพิ่งจะคุมทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่าได้ไม่กี่เกมเท่านั้นเอง

โดยความหวังของซิตี้เกิดขึ้นเมื่อเบกิริสไตน์มาถึงเมื่อเดือนตุลาคม 2012 และตอนนั้นกวาร์ดิโอล่ากำลังว่างงานและอยู่ในช่วงเว้นวรรค 1 ปีหลังจากลาบาร์ซ่า แต่มันชินี่ก็เพิ่งพาซิตี้คว้าแชมป์ และกวาร์ดิโอล่าก็เริ่มเคยกับบาเยิร์น มิวนิค ด้วยสัญญา 3 ปี เริ่มงานในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ไปแล้ว ทำให้ซิตี้ต้องรอต่อไป แต่กวาร์ดิโอล่าก็ส่งสัญญาณกับเบกิริสไตน์มาตลอดว่าเมื่อไรที่เขาจะพร้อมไปทำงานที่อังกฤษ และเมื่อสัญญากับบาเยิร์นใกล้จะหมด เขาจึงตัดสินใจว่าตอนนี้นี่เองที่เหมาะสมแล้ว

“แน่นอนว่าเราได้รับประโยชน์จากซิกิกับเฟร์นานที่รู้จักมักคุ้นกับเป๊ปตั้งแต่อยู่บาร์เซโลน่า” มาร์วู้ดกล่าว “แต่ผมคิดว่ากวาร์ดิโอล่าเองก็อยากจะดูและทำความเข้าใจว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นอย่างไรด้วย เพราะมันไม่ใช่แค่ต้องทำงานกับ 2 คนนี้เท่านั้น หากแต่ยังต้องดูสภาพแวดล้อมว่าทุกอย่างเหมาะสมหรือไม่ด้วย”

“และตอนนี้เขาก็ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว ผมคิดว่าเขาพอใจมากกับสิ่งที่เขาได้เดินเข้าไปดู ตอนนี้เราจำเป็นต้องก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่ง เราทำผลงานได้ไม่ดีนักในแชมเปี้ยนส์ลีกและในลีกเราก็แกว่งๆไปหน่อยในช่วง 1-2 ปีหลังสุด เราต้องการที่จะประสบความสำเร็จ เราอยากคว้าแชมป์”

[บทต่อไป: เปิดใจ เควิน เดอ บรอยน์]