เบื้องลึก "เรือใบสีฟ้า" ตอนที่ 4 : 'เดอ บรอยน์' กลับลีกผู้ดีเพื่อล้างแค้น 'มูรินโญ่'?

เขาพลาดลงสนามไปพอสมควรในฤดูกาลที่แล้วเนื่องจากบาดเจ็บ แต่ก็ยังคงเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลองคิดดูว่าถ้าเขาฟิตตลอดทั้งฤดูกาล สตาร์เบลเจี้ยนรายนี้จะร้อนแรงแค่ไหน...

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศว่ากวาร์ดิโอล่าจะมาร่วมทัพแมนฯซิตี้และ มานูเอล เปเยกรินี่ จะต้องไป หลังจากที่พาทีมคว้าแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 2 ในยุคมันซูร์ เมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน

ซึ่งหลายคนมองว่าที่ “เรือใบสีฟ้า” มาแผ่วตอนปลายฤดูกาลเป็นเพราะรอนายใหม่ แต่ก็มองข้ามจุดที่ว่าซิตี้ไม่สามารถเอาชนะทีมท็อป 5 ด้วยกันตลอดทั้งฤดูกาลไป พวกเขาเก็บได้เพียง 16 แต้มจาก 18 นัดในการเจอกับทีมครึ่งบนของตาราง ถือว่าเป็นสถิติที่แย่กว่า 13 ในลีกสูงสุดด้วยกัน แย่กว่าทีมที่ตกชั้นอย่างนิวคาสเซิลเสียอีก

นับตั้งแต่นาทีที่มาจากโวล์ฟสบวร์กด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมก็รู้สึกว่าที่นี่เหมือนเป็นบ้าน

และในสัปดาห์ที่มีการประกาศนายใหม่ สตาร์ตัวเก่งของทีมก็มาบาดเจ็บหัวเข่ากับเอ็นข้อเท้าอีก เมื่อไม่มีเขา ทีมจึงแพ้คาบ้านต่อเลสเตอร์ 3-1 และจากผลการแข่งขันในเกมนั้นเองที่ทำให้เส้นทางของทั้ง 2 ทีมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชายคนนั้นก็คือ เควิน เด บรอยน์ ที่ตอนนี้มาถึงเพื่อพร้อมจะพูดคุยกับ FFT แล้ว

ถึงจะพลาดการลงสนามให้กับทีมไปพักใหญ่ แต่เดอ บรอยน์ ก็สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะแห่งฤดูกาลของซิตี้ และตั้งแต่นาทีที่มาจากโวล์ฟสบวร์กด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมก็รู้สึกว่าที่นี่เหมือนเป็นบ้าน

“ผมคิดว่าฟอร์มดีของผมเริ่มต้นที่โวล์ฟสบวร์ก มันไปได้สวยจริงๆ” เดอ บรอยน์ กล่าว “แล้วผมก็มาที่นี่และก็รู้สึกอบอุ่นทันที มันมีบรรยากาศของความเป็นครอบครัว และสำหรับผมแล้วนั้นคือสิ่งสำคัญเพราะผมเป็นคนง่ายๆ ผมชอบให้คนปฏิบัติเหมือนว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน นักฟุตบอลไม่ใช่หุ่นยนต์ เรามีวันที่ดีและวันที่แย่ด้วยเช่นกัน ก็เหมือนคนทั่วไป ซึ่งคนที่นี่พร้อมจะช่วยคุณ มันเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียวที่ได้มาที่นี่”

อย่างไรก็เดอ บรอยน์ ก็ยอมรับว่าฤดูกาลแรกของเขาในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ถือว่าเป็นอะไรที่น่าผิดหวัง

การบาดเจ็บของเดอ บรอยน์ มีผลต่อฟอร์มของทีม

“มันเป็นเรื่องยากนิดๆเมื่อปีก่อน เราเริ่มต้นได้ดีมาก แต่เราก็มีนักเตะเจ็บเยอะ”​ ดาวเตะวัย 25 ปีเผย “ในแชมเปี้ยนส์ลีก เราไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ ดังนั้นเราเล่นได้ดีอยู่บ้าง แค่ยังไม่เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ เราไปได้สวยทีเดียวในยุโรป”

“การแพ้ด้วยสกอร์รวมสองนัด 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเอง นั่นสามารถเกิดขึ้นได้ และมันก็เกิดขึ้นในการเจอกับเรอัล มาดริด”

ทว่าการที่ทีมยิงกระจายแบบพวกเขามาขาดแคลนประตูในรอบรองชนะเลิศ แม้ว่าเขาจะภูมิใจที่ทีมเข้าถึงรอบลึกๆ แต่ท่านประธานอัล มูบารัค ก็ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังที่ตกรอบไปแบบนั้นเหมือนกัน

ทุกคนสู้ ดังนั้นมันไม่ใช่ว่าเราเล่นไม่เต็มที่ แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ผลตามที่อยากให้เป็น

“ทั้งสองเลก มีอะไรหลายอย่างที่เราน่าจะทำได้แต่เราทำไม่ได้”

ซึ่งเดอ บรอยน์ ก็เน้นย้ำว่าไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายามแต่อย่างใด “ทุกคนได้ทุ่มเทเต็มร้อย” เขากล่าว “ทุกคนสู้ ดังนั้นมันไม่ใช่ว่าเราเล่นไม่เต็มที่ แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ผลตามที่อยากให้เป็น”

ถ้ามีอะไรให้ต้องเสียใจ ฤดูกาลนี้มีโอกาสที่จะทำให้ถูกต้อง สำหรับเดอ บรอยน์ เขามีเรื่องราวฝังใจในการไปเยือนสเตอัว บูคาเรสต์ 2 นัด ตอนนั้นเขายังเป็นนักเตะเชลซีเมื่อสิงห์บลูส์มีคิวไปที่นั่นเพื่อทำศึกแชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2013 เขาไม่สามารถเอาชนะใจ โชเซ่ มูรินโญ่ หลังจากมายังถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในยุคของ อังเดร วิลลาส-โบอาส เดอ บรอยน์ ถูกทิ้งไว้ที่บ้านตอนที่ทีมเดินทางไปโรมาเนีย และเมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจดังกล่าวก่อนเกม โชเซ่ก็ถึงกับออกอาการหงุดหงิดในการแถลงข่าว

4 เดือนต่อมา เดอ บรอยน์ ขอย้ายทีมและไปโวล์ฟสบวร์ก 

อ่านหน้าถัดไปเพื่อดูเหตุผลของเดอ บรอยน์ ที่ย้ายออกจากเชลซี