เจาะแทคติก ช้างศึก ยู-23 ที่เปียกปอน พร้อมป้องแชมป์ซีเกมส์ หรือยัง?

ใจหายใจคว่ำไม่น้อย แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี สำหรับ ทีมชาติไทย ชุด ยู-23 ซึ่งเก็บได้ 5 แต้มจาก ศึกชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก พร้อมผ่านเข้ารอบสุดท้ายในฐานะหนึ่งในทีมอันดับสองที่ดีที่สุดอีกครั้ง ชนิดที่สะบักสะบอมไปตามๆ กัน 

จากผลงานสามนัดที่ผ่านมา อะไรคือข้อผิดพลาด อะไรคือข้อดี และพวกเขามีดีพอที่จะป้องกันแชมป์ซีเกมส์ไว้ได้อีกสมัยแล้วหรือยัง FFT มีคำตอบให้ทุกท่าน ที่นี่ ที่เดียว...

เริ่มต้นด้วย 4-2-3-1 เฉกเช่นทีมชาติไทยชุดใหญ่

อันที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักกับการใช้ระบบการเล่น 4-2-3-1 ในเกมประเดิมกับ มองโกเลีย ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ มิโลวาน ราเยวัช ใช้กับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เนื่องจาก ในศึก ดูไบ คัพ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทีมชาติไทยชุดนี้ ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ได้หาญกล้าไปคว้าแชมป์มาได้ ก็ใช้ระบบนี้จัดการกับคู่แข่งมาแล้ว

นนท์ ม่วงงาม นายทวารดาวรุ่ง เริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยการยึดตำแหน่งตัวจริง โดยมีแผงแบ็คโฟร์สี่คนอย่าง รัตนากร ใหม่คามิ, พีฬาวัช อรรคธรรม, ชินภัทร ลีเอาะ และ สุประวีณ์ มีประทัง คอยคุมแนวรับ

แดนกลางมี เชาว์วัฒน์ วีระชาติ จาก บางกอกกล๊าส เป็นมิดฟิลด์ที่คอยโฮลด์บอล โดยมี พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล คอยตัดเกม ส่วนเกมรุกเป็นหน้าที่ของ ณัฐวุฒิ สมบัติโยธยา

ริมเส้นสองฝั่งใช้ มนตรี พรหมสวัสดิ์ กับ ชัยวัฒน์ บุราญ คอยทะลุทะลวง โดยมี สิทธิโชค กันหนู รับบทกองหน้าตัวเป้า

แม้จะขาดผู้เล่นแกนหลักไปหลายตำแหน่ง ทั้ง สุริยา สิงห์มุ้ย ในตำแหน่งแบ็คซ้าย รวมถึง เจนรบ สำเภาดี ในแนวรุก ที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ดูผิวเผิน ทั้งชื่อชั้น ทีมเวิร์ค และความสามารถเฉพาะตัว ทีมชาติไทยก็เป็นต่อ มองโกเลีย อยู่หลายขุม อยู่ที่ว่าจะยิงได้กี่ลูกเท่านั้นเองตามความเชื่อของสื่อมวลชน และแฟนบอล

แต่ทว่า ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปจากความคิดโดยสิ้นเชิง….

ตาลัสทำพิษ! อะไรที่คิดว่าง่าย กลับไม่ง่าย

อันที่จริง ก่อนจะเริ่มทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก กลุ่ม เอช ทีมชาติไทยที่รับบทเป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันที่สนามศุภชลาศัย ได้ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์กลุ่ม เนื่องจากได้เล่นในบ้านของตนเอง แถมมีผู้ร่วมสายที่ไม่ใช่ทีมที่แข็งแกร่งมากมายนักอย่าง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ มองโกเลีย

เป็นผลทำให้เกมต้องถูกเลื่อนออกไปหลายรอบ โดยการจัดการด้านการระบายน้ำที่ไม่ดีหลังจากนั้น ก็ทำให้พลพรรคช้างศึกจูเนียร์ต้องลงเล่นท่ามกลางสภาพสนามที่ย่ำแย่สุดขีด

แต่ทว่า ฟ้าฝนกลับไม่เป็นใจ และอะไรๆ ที่เคยคิดว่าง่าย ก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด

เกมแรกเมื่อวันพุธที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มาเลเซีย กว้างขวางคอชิ้นใหญ่สุด โชว์ฟอร์มขู่ “ช้างศึก” ด้วยการดาหน้าอัด อินโดนีเซีย 3-0 ในเกมเปิดสนามที่ท้องฟ้ายังสดใสไร้เมฆดำ ก่อนที่ทีมชาติไทยจะลงสนามพบกับมองโกเลีย

และก่อนเกมของช้างศึก ปรากฏว่าได้มีฝนห่าใหญ่ของพายุดีเปรสชัน “ตาลัส” (TALAS) ที่พัดผ่านประเทศไทยในช่วงเวลาสัปดาห์นี้พอดี ตาลัสมาเยือน และพาสายฝนตกลงมาอย่างหนัก หนักซะจนหลายฝ่ายก็ไม่ได้คาดคิด ซึ่งเป็นผลทำให้เกมต้องถูกเลื่อนออกไปหลายรอบ โดยการจัดการด้านการระบายน้ำที่ไม่ดีหลังจากนั้น ก็ทำให้พลพรรคช้างศึกจูเนียร์ต้องลงเล่นท่ามกลางสภาพสนามที่ย่ำแย่สุดขีด เต็มไปด้วยน้ำขังหลายจุด และขึ้นเกมกับพื้นในรูปแบบที่ฝึกซ้อมมาไม่ได้เลย

จนสุดท้ายจากพิษของสนาม ทำให้ลูกบอลเจ้ากรรมที่ถูกโยนมาจากแนวรับของมองโกเลีย ตกลงแปะกับพื้นสนามที่มีน้ำขัง และส่งผลให้ ชินภัทร์ ลีเอาะ กองหลังตัวกลางของไทย ลื่นจนเป็นเหตุทำให้เสียจุดโทษอย่างที่ทราบกัน ซึ่งกลายเป็นที่มาของผลการแข่งขัน เสมอ มองโกเลีย 1-1 ชนิดที่ไม่โดนใจแฟนบอลอย่างยิ่ง

อันที่จริง เกมนั้น ทีมชาติไทย มีโอกาสปิดเกมด้วยการทำประตูลูกสองบ่อยครั้งมากๆ จนแทบจะวันเวย์เลย แต่ก็ไม่สามารถจบสกอร์ได้ลงสักที จนมาเสียประตูจากลูกโทษในท้ายที่สุด… มันคืออุบัติเหตุลูกหนังที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นก็ถือเป็นบทเรียน ที่ต้องได้รับการแก้ไขที่ดีในสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบนี้

ถลกหนังเสือเหลือง

มันมีมวลสารแห่งความกดดันมหาศาล ก่อนเกมนัดที่สองกับ มาเลเซีย จะอุบัติขึ้น เพราะทีมชาติไทยจะพลาดไม่ได้อีก และความพ่ายแพ้ หมายถึงประตูสู่รอบสุดท้ายจะปิดลงทันที แถมคู่แรกของวันที่สอง อินโดนีเซีย ก็ฟื้นจากหลุมอย่างเล็กๆ ด้วยการไล่ถล่ม มองโกเลีย 7-0 แบบไม่ไว้หน้า มันทำให้นักเตะไทยต้องกดดันไปกันใหญ่

ประตูแรก ที่มาเร็วในนาทีที่ 24 นำพาไปสู่ประตูที่ 2 ก่อนจบครึ่งแรก และทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมด ก่อนจบที่สกอร์ 3-0 เก็บสามแต้มเข้ากระเป๋าได้แบบสบายกว่าที่คาดไว้

มาเลเซีย เต็มไปด้วยขุนพลที่น่ากลัวในทุกตำแหน่ง นำมาโดยกองหลังกัปตันทีม อะดิ๊บ ไซนุดดีน, อัมรุล ฮิชาม มิดฟิลด์จาก เคดะห์ เอฟเอ และ ญัฟรี มุฮัมมัด หัวหอกความเร็วจัดวัยเพียง 20 ปี จากสโมสร ปีนัง

ทีมชาติไทย ในวันนั้น เปลี่ยนตัวหลายตำแหน่ง โดยแนวรับได้ ศฤงคาร พรหมสุภะ มายืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และมี สุริยา สิงห์มุ้ย ในตำแหน่งแบ็คซ้าย นอกจากนี้ ในแดนกลางยังมี นพพล พลคำ กับ ภาณุเดช ใหม่วงศ์ คอยขับเคลื่อนเกมร่วมกับ เชาว์วัฒน์ วีระชาติ พร้อมทั้งยังได้ ศศลักษณ์ ไหประโคน มาลากเลื้อย และมี เจนรบ สำเภาดี กองหน้าตัวจริงคอยล่าตาข่าย

เหมือนจะยากตอนก่อนเกม แต่มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดในความจริง เพราะมาเลเซียแทบไม่ได้คายพิษสงที่น่ากลัวใดๆ ออกมาเลย แถมทีมชาติไทย ที่ได้ลงเล่นในสภาพสนามที่พร้อมกว่านัดแรกหลายเท่าตัว โชว์การต่อบอลเท้าสู่เท้าตามถนัดออกมาได้

ประตูแรก ที่มาเร็วในนาทีที่ 24 นำพาไปสู่ประตูที่ 2 ก่อนจบครึ่งแรก และทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมด ก่อนจบที่สกอร์ 3-0 เก็บสามแต้มเข้ากระเป๋าได้แบบสบายกว่าที่คาดไว้

เชาว์วัฒน์ วีระชาติ ความหวังในแดนกลาง

ครองบอลได้ดี เสียบอลยาก จ่ายบอลฉลาด ให้บอลมีประโยชน์ เล่นง่าย เซนส์บอลเหนือชั้นกว่ารุ่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ “เจ้าอินซ์” มีในตัว และโชว์ให้เราเห็นกับเกมนัดเจอมาเลเซีย

เขาคือความหวังในแดนกลางของทีมอย่างแท้จริง จนทำให้ถูกเอาไปเปรียบว่าเป็น “เมซุต โอซิล แห่งทีมชุด ยู-23” เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดอ่อนในเรื่องรูปร่างของเขาก็ยังคงมีอยู่ และเราจะฝากความหวังให้กับนักเตะเพียงคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้กับกีฬาฟุตบอลที่เล่นกันเป็นทีม

ผลเสมอ 0-0 ที่เพียงพอ

เกมนัดสุดท้ายกับ อินโดนีเซีย ทีมชาติไทยลงเล่นด้วยความเชื่อมั่นมากขึ้น และมาในระบบเดิม 4-2-3-1 ที่ไม่ต้องปรับแทคติกอะไรให้มันวุ่นวาย เพราะแสดงให้เห็นแล้วในเกมกับมาเลเซีย หากแต่สามสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสองและระหว่างเกม ทำให้ผลงานในแมตช์พบ อินโดนีเซีย เป็นไปอย่างไม่น่าจดจำเท่าไรนัก

สิ่งแรกที่เกิดขึ้น และไม่เป็นใจอีกครั้ง นั่นคือ “ฟ้าฝน” ที่เทลงมากระหน่ำระหว่างเกมครึ่งแรก จนทำให้น้ำเจิ่งนอง และขังไปทั่วสนามศุภชลาศัย จนส่งผลให้ทีมชาติไทย ขึ้นเกมไม่ได้ตามที่ฝึกซ้อมมา สิ่งต่อมานั่นคือ การขาดหายไปของ เชาว์วัฒน์ วีระชาติ ในแดนกลาง ทำให้จังหวะเปิดบอลไปข้างหน้าไม่ได้อันตรายเท่าที่ควร และต้องยอมรับว่า “เจ้ายิม” วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ อดีตดาวโรจน์ที่น่าจับตา ยังทดแทนจุดนี้ไม่ได้ จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก

อย่างสุดท้าย การบาดเจ็บของ ชัยวัฒน์ บุราณ ตั้งแต่ครึ่งแรก ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ เกมทางฝั่งซ้ายที่เป็นทีเด็ดของทีม ดูตื้อๆ ตันๆ เพราะ “เจ้าบอล” ถือว่าเป็นคนที่มีส่วนร่วมกับจังหวะรุกของทีมชาติไทยชุดนี้เยอะมาก โดยยิงไปแล้ว 1 ประตูในเกมกับมองโกเลีย และมีส่วนร่วมกับประตูอีก 2 ลูกในเกมกับมาเลเซียอีกด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลเสมอ 0-0 ก็เพียงพอสำหรับการเข้ารอบสุดท้ายที่ประเทศจีน ในฐานะหนึ่งในอันดับสองของกลุ่มที่ดีที่สุด แม้จะดูทุลักทุเลไปบ้างก็ตามที

ยังไม่ลงตัวไปซะทีเดียว

“ยังไม่ลงตัว” น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนที่สุดของทีมชุดนี้ ไล่มาตั้งแต่แนวรับ ที่ทำผลงานใช้ได้จากการเสียไปแค่ 1 ประตูเท่านั้น แต่ก็ต้องถือว่า ยังมีจังหวะปล่อยให้ อินโดนีเซีย ได้ลุ้นจบสกอร์อยู่หลายครั้ง และที่สำคัญในเกมกับ อินโดนีเซีย นั้น ทีมชาติไทย มีเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่น้อยกว่าด้วยในช่วงครึ่งหลัง และอินโดนีเซียเอง ก็ได้โอกาสพาบอลมาป้วนเปี้ยนหน้าปากประตูให้แฟนบอลชาวไทยหวาดเสียวหลายครั้ง

ส่วนในแนวรุกนั้น ยังคงขาดๆ เกินๆ และมีจังหวะจ่ายบอลที่ไม่เข้าใจกันอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องแก้ไขโดยด่วนนั่นคือ การตัดสินใจในจังหวะทีเด็ดทีขาดในพื้นที่สุดท้ายของนักเตะไทย ที่บางครั้งจังหวะควรจ่ายกลับเลี้ยง จังหวะควรพาบอลไปข้างหน้ากลับจ่ายคืนหลัง หรือแม้แต่การเก็บบอลไว้กับตัวเองมากเกินไปในบางที

นั่นแหละ คือ เหตุผลที่เรากำลังจะบอกว่า “ยังไม่ลงตัว” ไปซะทีเดียว แม้เป้าหมายของการเข้ารอบ จะทำได้สำเร็จก็ตาม

ซึ่งนี่คือหน้าที่ของทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช ที่นำมาโดย “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ที่จะต้องขัดเกลาเด็กในเวลาที่เหลือก่อนซีเกมส์ เพื่อประสานจุดไม่ลงตัวต่างๆ ให้สมบูรณ์มากที่สุด

ขุนพลหน้าใหม่ ในซีเกมส์ 2017

ยังมีนักเตะอีกหลายคนที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 23 ปี ที่อาจจะเข้ามาแทนที่ผู้เล่นในทีมชุดนี้ได้ ในช่วงการแข่งขัน ซีเกมส์ ที่จะมาถึงในเดือนหน้าที่ประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะต้องตามลุ้นอาการบาดเจ็บของ ชัยวัฒน์ บุราณ จากเกมล่าสุดกับ อินโดนีเซีย ว่าจะหนักแค่ไหนอีกด้วย

อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, ธนาสิทธิ์ ศิริผลา, สุพร ปีนะกาตาโพธิ์, วงศกร ชัยกุลเทวินทร์, เควิน ดีรมรัมย์ และ สิทธิโชค ภาโส นี่ คือ นักเตะที่มีสิทธิ์ลุ้นเข้ามาอยู่ในทีมในชุดซีเกมส์ โดยเฉพาะอานนท์ ที่หากสลัดอาการบาดเจ็บได้ทัน ก็มีสิทธิ์อย่างสูงที่จะถูกเรียกมาใช้งาน

รวมไปถึง เควิน ดีรมรัมย์ กราบซ้ายที่ขึ้นทำเนียบทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หาก “เจ้าบอล” ชัยวัฒน์ บุราณ หายจากอาการบาดเจ็บไม่ทัน

ยังมีเวลาปรับจูน เพื่อป้องกันแชมป์ซีเกมส์

แม้จะต้องลงเล่นนอกบ้านอีกครั้ง แต่ถึงอย่างไร “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ก็ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งอยู่ดีในการแข่งขันฟุตบอล ซีเกมส์ 2017 โดยมี มาเลเซีย เจ้าภาพ เป็นผู้ท้าชิงอันดับหนึ่ง รองลงมาก็คือเวียดนาม, อินโดนีเซีย, เมียนมา, สิงคโปร์, กัมพูชา ตามลำดับ ที่หวังจะครอบครองเหรียญทองซีเกมส์แทนที่เจ้าของเดิมอย่างทีมชาติไทย

ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และแสดงออกมาให้เห็นจาก 3 เกมในศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นการบ้านที่เหลือเวลาให้แก้ไขไม่มากนัก แต่มันก็ไม่ได้น้อยเกินไปซะทีเดียว ของ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ

หวังว่า เราจะได้เห็นทีมที่ลงตัว และรูปแบบการเล่นที่น่าดูชม คมกริบมากกว่านี้ ในอีกไม่ถึงเดือนข้างหน้าที่ประเทศมาเลเซีย และทำเป้าหมายสูงสุดของทีมชาติไทย คว้าเหรียญทองมาครองให้สำเร็จจงได้...

Topics