เจาะใจ มานูเอล ทอม : ผมไปทำพาสปอร์ตไทย เพราะคิดว่าจะได้ไปซูซูกิคัพ

ปราการหลังเชื้อสายไทย-เยอรมัน เปลือยใจทุกความรู้สึกกับปีแรกในแดนสยาม และพูดถึงโอกาสที่เกือบได้ติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรกในชีวิต

มานูเอล ทอม อดีตเซนเตอร์แบ็ควัย 23 ปี ของสตุ๊ตการ์ท คิกเกอร์ส ทีมในบุนเดสลีกา 3 ลัดฟ้าสู่แดนสยามเข้ามาร่วมทีม แบงค็อก ยูไนเต็ด เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แม้จะไม่ค่อยได้รับโอกาสมากนักในช่วงเลกที่สองของศึกโตโยต้า ไทย ลีก แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่เสียใจ และพร้อมสู้ต่อเพื่อโอกาสลงสนามที่มากกว่าเดิม
 
“ผมคิดว่าได้เรียนรู้อะไรมากมายในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ฟุตบอลไทยเป็นอย่างไร, สไตล์การเล่น และแน่นอนคือเพื่อนร่วมทีมของผม” มานูเอล เริ่มกล่าว

“ผมไม่เสียใจเลยที่ไม่ได้ลงเล่นมากนัก เพราะผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า มาโน่ และทีมงานโค้ช เชื่อมั่นในคุณภาพของผม และเมื่อเวลาเหมาะสม ผมจะได้ลงเล่นเอง”

นอกจากนี้ มานูเอล ยังได้เอ่ยปากบอกถึงความประทับใจกับยอดทีมแห่งเมืองหลวง และประเทศที่เป็นอีกครึ่งเชื่อสายของเขา พร้อมเผยถึงเพื่อนสนิทในทีม ที่คอยให้คำปรึกษาเขาโดยตลอดทั้งในและนอกสนาม

“แบงค็อก ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่มืออาชีพมากๆ พวกเขาช่วยเหลือผมได้อย่างมากยามเมื่อผมมีคำถามและข้อสงสัย” เซนเตอร์แบ็คหนุ่มร่างโย่ง เริ่มร่ายยาวถึงความในใจต่อต้นสังกัด พร้อมกล่าวต่อถึงเพื่อนสนิทในทีม
 
“ตอนแรก ใหม่ (ภานุพงษ์ วงษ์ศา) และ หนุ่ม (นพพล ปิตะฝ่าย) คือคนที่ผมคุยด้วยตลอด ไม่ใช่แค่ในสนามซ้อม แต่นอกสนามก็ด้วย พวกเขาบอกผมว่าอาหารร้านไหนอร่อย และสถานที่ไหนที่ควรไป”
 
“แต่นอกสนาม ผมมักใช้เวลาส่วนใหญ่กับ (กิลแบร์โต้) มาเชน่า เขาเป็นคนที่ตลกมากจริงๆ สำหรับผมแล้ว ประเทศไทยสมบูรณ์แบบมาก ผมสามารถทำงาน และหยุดพักร้อนได้ที่นี่ มันชัดเจนแล้วว่าผมจะอยู่ที่ประเทศไทยเมื่อมีเวลาว่าง”
 
แน่นอนว่าความหวังสูงสุดของนักเตะไทย หรือแม้กระทั่งแข้งลูกครึ่ง คือการติดธงทัพ “ช้างศึก” ให้ได้สักครั้งในชีวิต โดยตัว มานูเอล เอง เกือบได้มีโอกาสไปลุยศึกเอเอฟเอฟ ซูซกิ คัพ แต่ก็ต้องพลาดไปในวินาทีสุดท้าย
 
“เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ผมได้รับสายแจ้งว่าอาจจะถูกเรียกตัวติดทีมชาติ ผมเลยต้องไปทำพาสปอร์ตไทย วินาทีนั้นผมภูมิใจสุดๆเลย” ปราการหลังวัย 23 ปี เผยถึงความรู้สึกเมื่อความฝันใกล้จะเป็นความจริง
 
“แต่ไม่กี่วันต่อมา ผมก็ได้รับสายอีกครั้งว่าจะไม่ได้ได้ติดทีมไปเล่นเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพวกเขารู้จักผม และมีชื่อของผมอยู่ในลิสต์ ถ้าฤดูกาลหน้าผมเล่นได้ดี ก็อาจะมีโอกาสอีกครั้งก็เป็นได้”
 
แม้โอกาสที่เข้ามาจะหลุดลอยไป แต่เขายังคงมองในแง่ดี และเชื่อว่าถ้าทำผลงานได้ดีในฤดูกาลหน้า การได้สวมเครื่องแบบทีมชาติไทยต้องอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน