เจาะลึกแทคติก ไทย vs เมียนมา : "สิงโตทอง" ยังมีของให้ดู

แกร์ด ไซเซ่ แก้เกมมาดีมากในเกมเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รอบรองชนะเลิศ เลกสอง ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แต่ ศราวุฒิ มาสุข คือความแตกต่างของเกมนี้...

เมียนมามารัดกุม

ทีมชาติไทยมาแผนเดิมจากที่บุกไปชนะเมียนมาในนัดแรก 2-0 คือ 3-4-1-2 แต่เปลี่ยน 11 ตัวจริง 2 ตำแหน่งจากเกมแรก นั่นก็คือ ศราวุฒิ มาสุข แทน เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ในตำแหน่งศูนย์หน้า ขณะที่ ประทุม ชูทอง แทน กรวิทย์ นามวิเศษ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ
 
เช่นเดียวกับเมียนมาที่ปรับ 2 ตำแหน่ง โดยกองหน้าใช้ ธาน แพง แทน กอง แซท ไน ส่วนแนวรับปรับเล็กน้อย ให้ เดวิด ฮะตัน ปีกขวาจากนัดที่แล้วลงมายืนเป็นแบ็คแทน คยอ ซิน ลวิน ปรับ หม่อง หม่อง ลวิน ยืนปีกขวาเพื่อหลีกทางให้ ยาน แนง อู  
 

นอกจากจะปรับตัวผู้เล่นแล้ว แกร์ด ไซเซ่ ยังปรับจังหวะจะโคนของเกมให้ช้าลง เน้นการต่อบอลที่แน่นอน ขณะเดียวกันการส่ง ธาน แพง ที่สูง 181 เซนติเมตรเป็นตัวเลือกแรกก่อน กอง แซท ไน (168 เซนติเมตร) ก็หวังจะเพิ่มทางเลือกจากลูกกลางอากาศและลูกตั้งเตะมากขึ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้เมียนมาได้ลุ้นแบบจริงจังกลับไม่ใช่การเปิดโด่ง หากแต่เป็นการขึ้นเกมจากริมเส้น โดยอาศัยช่องว่างระหว่างวิงแบ็คกับเซ็นเตอร์ฮาล์ฟพาบอลตบเข้ากลางที่ทำให้กองหลังช้างศึกรวนเป็นพักๆ
 
เช่นเดียวกับการเล่นที่เน้นการผ่านบอลมากขึ้น ทำให้ทีมเยือนยังทำให้เกิดช่องว่างระหว่างมิดฟิลด์คู่กลางจนสบช่องยิงไกลได้ด้วย
 
นอกจากนี้การเพรสซิ่งที่ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง รวมถึงการจับตาย 3 แนวรุกอย่างธีรศิลป์, ศราวุฒิ และชนาธิปแบบอัดหนักทันทีที่พลิกบอล ทำให้ลูกทีมของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เจอกับงานที่หินกว่าตอนเลกแรก
 
ถือว่า แกร์ด ไซเซ่ ได้รับบทเรียนและทำการบ้านแก้เกมมาดี ติดตรงที่ศักยภาพของนักเตะที่ยังไม่สุกงอมเนื่องจากอายุที่ยังน้อย ทำให้ยังไม่สามารถทำได้ตามแผนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
 

มาสุขคือความแตกต่าง

โค้ชซิโก้คงจะมองไว้แล้วว่าเกมนี้เมียนมาคงจะเปิดเกมแลกมากขึ้น เหมือนกับคราวที่เจอฟิลิปปินส์เจ้าภาพร่วมที่มีเงื่อนไขต้องชนะสถานเดียวจึงจะเข้ารอบ ทำให้ ศราวุฒิ มาสุข ได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริง เพราะตัวรุกจากบางกอกกล๊าสรายนี้เป็นคนที่หาช่องว่างได้ดี น่าจะฉวยโอกาสจากพื้นที่ๆเปิดเอาไว้ได้
 
เพราะอย่างที่เห็นในเกมกับสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ที่แข้งวัย 26 ปีอาศัยความผิดพลาดเพียงนิดเดียวจากฝั่งตรงข้ามทำสกอร์สำคัญให้กับทีม
 
แม้อาจจะผิดคาดไปสักเล็กน้อย เมื่อทีมชาติไทยไม่สามารถเจาะตามช่องในแดนกลางได้เลย จนทำให้ต้องอาศัยการเปิดจากด้านข้างมากขึ้นทั้งเปิดเรียดและเปิดโด่ง และการหาที่ว่างสอดเข้าทำประตูของ “เจ้าหนุ่ย” ก็ทำให้เกิดลูกแรกขึ้นมา
 
“ก็รู้สึกดีใจครับที่เบิกสกอร์แรกให้กับทีมได้ ช่วยให้ทีมเล่นง่ายขึ้น แต่เราก็รู้ว่าเมียนมาไม่ยอมง่ายๆเหมือนกัน เขามาสู้เต็มที่” แข้งเจ้าของความสูง 170 เซนติเมตรกล่าว
 
นอกจากนี้ยังการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่สำคัญๆของเขายังมีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตูที่ 2 แถมยังแอสซิสต์ให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำประตูที่ 4 ในเกมด้วย
 
และประตูในเกมนี้ยังส่งให้เขาเป็นรองดาวซัลโวสูงสุดของรายการนี้ที่ 3 ประตูเท่ากับ โบอัส โซลอสซ่า หัวหอกกัปตันทีมชาติอินโดนีเซียไปเรียบร้อย
 

สกอร์ไม่ใช่ตัวบอกทุกสิ่ง

ต้องยอมรับว่าเกมนี้เมียนมาเล่นดีกว่าเลกแรกมาก แต่พอหลังจากโดนนำ 2-0 ไปแล้ว ทำให้พวกเขาอยากได้ประตูคืนมาบ้างเนื่องจากไม่มีอะไรจะเสียแล้ว แนวรับจึงเปิดกว้างให้ทีมชาติไทยเข้าไปทะลวงเพิ่ม
 
"เราผิดหวัง และไม่คาดคิดว่าสกอร์จะออกมาขนาดนี้” มิโรสลาฟ ยากายิช ผู้ช่วยเฮดโค้ชเมียนมากล่าวในการแถลงข่าวหลังเกม

“เรามีปัญหาในเรื่องการจบสกอร์ในพื้นที่สุดท้าย ซึ่งเรามีโอกาสมากมาย ต้องยอมรับว่าการแพ้ 0-4 ถือว่าเป็นสกอร์ที่สูงกว่าที่คาด"

อย่างไรก็ตามทัพ “สิงโตทอง” ชุดนี้ถือว่ามีอนาคตที่สดใส เพราะแกนหลักส่วนใหญ่เกาะกลุ่มกันมาตั้งแต่ศึกเยาวชนโลก ยู-20 ที่นิวซีแลนด์เมื่อปีก่อน ดังนั้นคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าพวกเขาคือหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ซีเกมส์ที่มาเลเซียปีหน้า

“เมียนมามาสู้ได้ดี เขาเพรสซิ่งตั้งแต่แดนบน ก็ถือว่าเล่นได้ไม่เลว” กุนซือทีมชาติไทยกล่าวชมทีมพลังหนุ่มของเมียนมาชุดนี้